LOGINเขาพูดถึงทุนการศึกษาที่เธออยากได้ใจจะขาด ทุนที่มอบโดยรัฐบาลนี้จะเป็นตัวช่วยสนับสนุนทางการเงินและโอกาสที่ดีที่สุดสำหรับผู้ชนะ ทุนคือกุญแจนำไปสู่ความสำเร็จ รวมทั้งการใช้ชีวิตในเมืองหลวงฟิวเจอร์ริสติก เมโทรโพลิส ทั้งยังเป็นศูนย์กลางเทคโนโลยี การศึกษา และนวัตกรรม ประชากรส่วนใหญ่ล้วนเป็นพวกคนรวย เดลฟีอาจมีวิทยาลัยทางการแพทย์อันดับต้น ๆ แต่วิทยาลัยแพทย์ของมหาวิทยาลัยฟิวเจอร์ริสติกนั้นเป็นอันดับหนึ่ง หากให้อเล็กซิสเลือก เธอย่อมเลือกไปที่นี่ ยิ่งไปกว่านั้น เมื่อจบการศึกษา เธอยังสามารถเข้าทำงานในโรงพยาบาลใดก็ได้ในเมืองหลวง ซึ่งอุปกรณ์และระดับเงินเดือนสูงกว่ามาก มันเป็นหนทางที่จะลาออกจากการเป็นชนชั้นกลางไปเป็นชนชั้นกลางระดับบน หรืออาจไปถึงชนชั้นสูงเลยก็ว่าได้ เจสซี่กับไบรซ์เคยได้รับการคัดเลือกให้เป็นหนึ่งในผู้มีสิทธิสอบสัมภาษณ์เช่นกัน แต่ทั้งสองไปไม่ถึงจุดหมาย อเล็กซิสรู้ดีว่าเธอเป็นความหวังสุดท้าย หรือไม่อย่างนั้น ทั้งครอบครัวคงต้องรออีกสิบกว่าปีกว่าชาร์ลีจะโต
“ฉันก็พยายามไม่หวังนะ แต่คิดว่าน่าจะมีโอกาสสูงอยู่ พวกเขาดูสนใจฉันมากพอสมควร” เธอเล่า ดวงตาแสดงออกว่ามั่นใจมากกว่าที่พูด
คิ้วเจสซี่กระตุกทันที อยากรู้รายละเอียด “พวกเขาถามเรื่องรัฐบาล กฎหมาย หรือข้อวิพากษ์ทางสังคมหรือเปล่า”
“ต้องถามสิ มีคำถามหนึ่ง ถามเกี่ยวกับการจัดการทางการทหารเพื่อต่อต้านผู้ก่อการร้าย ฉันบอกว่าไม่เห็นด้วยกับวิธีการของรัฐบาล”
“หา?” เจสซี่ทำหน้าราวกับว่าไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
“รู้น่าว่ามันแปลก แต่ฉันไม่เห็นด้วยจริง ๆ นี่นา และคนปกติก็ต้องคิดแบบนี้หรือเปล่า มาตรการที่ว่าไม่นึกถึงพลเมืองที่อยู่แถวชายแดนเลยสักนิด มันเข้มงวดและไร้มนุษยธรรมเกินไป ฉันอาจไม่เห็นด้วยแต่แสดงทางเลือกให้ด้วย แน่นอนว่าเป็นทางเลือกที่ดีกว่า พวกเขาว่าไงรู้ไหม “เยี่ยมไปเลย คุณเดวิส คุณพูดในสิ่งที่เราคิดเลยทีเดียว แถมยังเสนอไอเดียที่เป็นประโยชน์มาก ไม่เลวเลย” เป็นไง เจ๋งใช่ไหมล่ะ พวกเขายังถามเกี่ยวกับเอชโอวันกับรัฐบัญญัตินี้ด้วย”
เอชโอวัน เป็นคำย่อที่ใช้อธิบายลักษณะอาการของผู้ที่มีความสามารถพิเศษที่รัฐบาลมองว่าผิดกฎหมายและถือว่าเป็นหายนะของชาติ เคสเอชโอวันยังเป็นที่มาของการร่างกฎหมายรัฐบัญญัติปี 2966 จนกลายเป็นจุดเริ่มต้นของยุคสมัยแห่งความหวาดกลัวเมื่อหลายสิบปีก่อน
เจสซี่หัวเราะเสียงดัง “โอ๊ย ตาย ๆ พี่มั่นใจเลยว่า เธอต้องอธิบายเพราะอะไรถึงอยากให้มีการล้มเลิก แถมยังอธิบายวิธีจัดการกับกลุ่มเสี่ยงให้อีกด้วยแน่”
“แน่นอนสิ” เธอพยักหน้าราวกับไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรเลย
“ไม่ได้หรอก ไม่ได้แน่ ๆ หมดหวังเลย พี่หมายความอย่างที่พูดนะ ลองบอกไบรซ์สิว่าเธอตอบยังไง เดี๋ยวไบรซ์ก็บอกเหมือนพี่เองแหละ”
คำตอบของพี่ชายตีแสกหน้าเข้าอย่างจัง อเล็กซิสไม่เข้าใจ เธอจำได้ดีว่าพวกกรรมการมองเธอด้วยความชื่นชมมากขนาดไหน
“ไม่...หรอก...”
“พี่รู้ว่าเธอฉลาดมาตลอด แต่บางครั้งเธอก็ติดนิสัยคิดบวกทำให้มองไม่เห็นความเป็นจริงตรงหน้า อ้อ แล้วไอ้นิสัยมั่นใจตัวเองเกินไปด้วย อเล็กซ์ ลองคิดดูดี ๆ สิ ทำไมเขาถึงอยากได้นักเรียนที่ไม่เห็นด้วยกับนโยบายมาทำงานร่วมกับพวกเขาล่ะ”
“มันไม่ใช่การหาหุ่นเชิดสักหน่อย...แต่...แต่” ตอนนี้เองที่คำพูดของเธอกลับทำหน้าที่เปิดหูเปิดตาตัวเอง หลังจากจบการศึกษา นักเรียนทุนจะต้องเข้าทำงานกับองค์กรของรัฐบาล “อย่างงั้นเหรอ...เวรจริง ๆ” เธอสบถให้ตัวเองมากกว่าครั้งไหน ๆ เพราะอเล็กซิสอยากได้ทุนนี้มาก
“โธ่ อเล็กซ์เอ๊ย เธอมันไร้เดียงสาจริง ๆ” เจสซี่ขยี้หัวน้องสาว
อเล็กซิสปัดมือเขาออกไป “แล้วทำไมพี่ไม่ชนะ”
“อ้อ เพราะเมื่อก่อนพี่เป็นเด็กน้อยไร้เดียงสาเหมือนเธอไง แต่ตอนนี้โตพอเข้าใจอะไร ๆ แล้ว”
อเล็กซิสโขกหัวตัวเองกับอกของเขา “เจสซี่!”
เขาหัวเราะ “อะไรอีกเล่า พี่พูดความจริงนี่นา”
“ไม่มีทาง ฉันยังเชื่อมั่นในตัวเองอยู่ เรามารอดูประกาศผลในวันอาทิตย์หน้ากันดีกว่า” เธอยืนขึ้น จ้องหน้าพี่ชายเช่นคนดื้อดึงจากนั้นหยิบกระเป๋าเป้ของตัวเองออกจากเตียง “ซื้อขนมพื้นเมืองมาด้วยนะ อย่าลืมลองชิม”
เพราะห้องเธออยู่ชั้นล่าง แล้วยังต้องแชร์กับไบรซ์ ถ้าเกิดเธอไม่สามารถคว้าทุนได้ ทั้งสองก็ต้องแชร์ห้องอีกครั้งเมื่ออเล็กซิสไปเรียนที่เดลฟี พวกเธออาจมีทะเลาะกันบ้างเพื่อแย่งเขตแดนในห้อง แต่ไม่เคยทะเลาะกันอย่างจริงจังหรือรุนแรง ถึงอย่างนั้นก็เถอะ วัยรุ่นทุกคนอยากมีห้องนอนเป็นของตัวเองกันทั้งนั้นนี่นา
“อเล็กซ์” พี่ชายเรียกชื่อ
“อะไรอีกล่ะ”
เขาทำหน้าเหมือนครุ่นคิดอะไรบางอย่าง แต่อเล็กซิสดูไม่ออกว่าคืออะไร เขาพูดขึ้นมาว่า “บางทีพี่อาจจะคิดผิดก็ได้ เธออาจจะมีความคิดต่อต้านอยู่บ้าง แต่ไม่ใช่พวกหัวแข็งไม่เชื่อฟัง...ถ้าพวกเขาเห็นว่าเธอเป็นเด็กดีแบบนี้ ก็คงเลือกเธอมั้ง”
“พี่หมายความว่ายังไง”
เจสซี่ถอนหายใจ “ช่างเถอะ เอ้อ!” เขายังคงรั้งน้อง “อย่ากังวลกับเรื่องเงินมากนะ พี่มีงานทำแล้ว ถึงแม้เรียนปอโทควบไปด้วยจะเหนื่อยก็เถอะ แต่พี่พอมีเวลามากพอ แล้วเธอยังสามารถทำงานได้ช่วงเรียนปีหนึ่งกับปีสองเหมือนกับไบรซ์ หลังจากพี่กับไบรซ์เรียนจบ พวกเราก็จะทำงานกันเต็มเวลาแล้ว เดี๋ยวทุกอย่างก็ดีขึ้นเอง เชื่อพี่สิ” เขาจบประโยคด้วยการขยิบตาแบบที่เขาชอบทำเวลาหลอกโปรยเสน่ห์สาว ๆ
อเล็กซิสยิ้มน้อย ๆ แล้วพยักหน้า ยิ่งเรียนสูง ค่าใช้จ่ายยิ่งเยอะ พวกเขาพยายามอย่างมากที่จะลดภาระของพ่อและแม่ ทุกคนต่างเติบโตขึ้น พ่อแม่ก็แก่ตัวลงเช่นกัน เด็กบ้านเดวิสทุกคนอยากให้คาเลบกับเบียนน่าลาออกจากงานมาพักผ่อนและอยู่อย่างสบายได้แล้ว
“เอาล่ะ เรื่องสุดท้ายแล้ว เพราะปิดเทอมฤดูร้อนนี้ พ่อกับแม่ยุ่งมาก บางทีพรุ่งนี้ พวกเราชวนไบรซ์ออกไปข้างนอกกันดีกว่า พาเจ้าชาร์ลีออกไปเที่ยว ทานข้าว เดินเล่นในสวน แล้วก็ทานไอศกรีม ไอ้เตี้ยชอบจะตาย เธอชวนจูน เดวี่ของเธอ กับเอดี้ด้วยสิ”
อเล็กซิสขำพรืด “จูนกับเอดี้อ่ะนะ เฮ้อ พี่อยากนั่งดูสองคนนั้นทะเลาะกันใช่ไหม”
“เออ ลืม เอดี้กับเดวี่ หรือ เดวี่กับจูน แต่พี่ชอบคุยกับเอดี้ งั้นเอดี้กับเดวี่” ชายหนุ่มถอนหายใจ “ไม่เข้าใจพวกผู้หญิงเลย เกลียดกันแต่ก็จับกลุ่มอยู่ด้วยกัน แล้วเธอก็บ้าพอที่จะนั่งอยู่ตรงกลางระหว่างสองคนนั้น ไม่ปวดหัวหรือไงนะ”
“ช่างเถอะ ไว้คุยทีหลัง ฉันอยากอาบน้ำแล้ว อยากเจอพ่อกับแม่ด้วย”
เจสซี่พยักหน้าแล้วกลับเข้าห้องตัวเอง ทันทีที่อเล็กซิสย่องเดินลงชั้นล่าง คาเลบและเบียนน่าเปลี่ยนสีหน้าทันทีเมื่อเห็นเธอ ไม่ต้องบอกก็รู้ว่าพวกเขากำลังคุยเรื่องอะไรกัน
ไม่ใช่แค่เด็ก ๆ หรอกนะ ที่ชอบซุบซิบนินทา
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







