Masukทั้งสองไม่ใช่คนธรรมดา แต่เป็นวายร้ายในคราบตำรวจจิตใจดี มือแข็งแรงข้างหนึ่งยึดข้อเท้าเธอไว้แล้วลากกลับมา อเล็กซิสทรงตัวไม่อยู่จึงหน้าคะมำล้มลงกับพื้น ครั้งนี้ คางฟาดกับพื้นไปด้วย เธอได้ชิมเลือดตัวเองจนได้ คาเมรอนโกรธเลือดขึ้นหน้า เขาใช้ไม้กระบองฟาดตัวเด็กสาวอย่างแรง ทุกแรงกระทบเจ็บไปถึงกระดูก นี่คงเป็นความรู้สึกของเวดในตอนนั้น อเล็กซิสยกแขนขึ้นป้องกัน สู้ไม่ถอย เธอได้กลิ่นเหงื่อของมัน และสุดท้าย เขานอนกดเธอไว้สำเร็จ มือสกปรกล้วงเข้าเสื้อชั้นในทันที เด็กสาวไม่สามารถร้องขอความช่วยเหลือได้อีกต่อไปเพราะถูกปิดปากไว้สนิท คาเมรอนยั้งมือชั่วครู่เพื่อให้แน่ใจว่าไม่มีใครได้ยินก่อนจะพยายามรุกล้ำเสื้อผ้าของเหยื่อต่อ
“คาเมรอน ฉันว่าพวกเขาได้ยินว่ะ ถ้า...โจเซฟมา พวกเราตายแน่”
“หุบปาก ไอ้ขี้ขลาด แกออกไปเช็กสิวะ ฉันขอสั่งสอนยัยตัวแสบนี่สักหน่อย”
พวกคุณต้องได้ยินบ้างเซ่ อเล็กซิสหวังว่าตำรวจสองนายจะสังเกตเห็นหรือรับรู้ว่ามีอาชญากรรมอุบาทว์เกิดขึ้นในโรงพักที่ตัวเองประจำอยู่ มันเป็นเพียงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ของเหยื่อ
หรือพวกเขาแค่เมินเฉยต่อเรื่องนี้กันแน่
หัวใจของเธอเกือบจะระเบิดออกมาเมื่อได้ยินคำพูดสกปรกที่ออกมาจากปากเน่า ๆ ของมัน อเล็กซิสไม่อาจฟังถ้อยคำน่าเกลียดต่าง ๆ นานาที่คาเมรอนวางแผนจะทำกับเธอได้ เธอนึกถึงครอบครัวแล้วร้องไห้ หยาดน้ำตารดลงบนมือหยาบช้า เขาเริ่มถอดกางเกงของเธอ แต่โชคดีที่มันเป็นกางเกงยีนทรงสกินนี่ที่ถอดยากกว่าปกติ “หยุดใส่กางเกงสกินนี่ได้แล้วสาว ๆ เพื่อสุขภาพของคุณเอง” เธอเคยอ่านบทความนี้ในหนังสือพิมพ์ แต่มันอาจช่วยปกป้องคุณจากการถูกข่มขืนได้ ถ้าเธอรอดไปได้ เธอสาบานว่าจะภักดีต่อกางเกงยี่ห้อเล็กซี่ไปจนตาย
อเล็กซิสยกแขนที่บาดเจ็บขึ้นสู้สุดฤทธิ์ คาเมรอนยังคงฟาดและตบเธอเหมือนระบายอารมณ์เล่น ๆ
“ไอ้บ้า เด็กจะตายเอา” บรูซเตือน
“ฉันจะเอากับศพมันนี่แหละ”
“พอแล้ว คาเมรอน”
“มีใครโผล่หัวมาเหรอไงวะ”
“เปล่า ไม่ได้ยินเสียงไร”
“แกก็เอาอีนั่นซะทีสิ”
ราวกับเป็นทาสเมื่อหลายพันปีก่อน ผู้มีอำนาจไม่ใช่แค่ทำลายชีวิตเธอ แต่ยังลดระดับความเป็นมนุษย์ในตัวเธอด้วย จะมีเหยื่ออีกกี่คนที่ถูกพวกเลวระยำพวกนี้ปฏิบัติราวกับเป็นสิ่งของไร้ค่า
“ฉันไม่อยากเอากับศพโว้ย” บรูซจับไหล่คาเมรอนเพื่อหยุดไม่ให้เขาทำร้ายเด็กสาวจนถึงตาย พวกเขาปล่อยให้อเล็กซิสมีเวลาได้หายใจ ความเจ็บปวดครอบงำไปทั่วร่าง ทั้งสองคนทะเลาะกันเอง
“เอาเธอกลับไปห้องขังก่อน ถ้าพวกมันนั้นมาเห็น พวกเราตายแน่”
นี่คือนรกบนดินเหรอ อเล็กซิสพยายามจะคลานหนี
“ไม่เร็วเท่าไรนะ” คาเมรอนดึงผมเธอไว้ “มาช่วยฉันถอดไอ้กางเกงเวรนี่ทีสิวะ”
“หยุดได้แล้วคาเมรอน โจเซฟกับเฮลก้าอาจจะไม่ได้ยิน แต่อย่าลืมว่าไซลาสกับโรเจอร์อาจจะได้ยินก็ได้!”
ปัง!
แสงปาฏิหาริย์สาดส่องเข้ามาในห้องพร้อมกับที่ร่างสัตว์ร้ายที่ชื่อคาเมรอนลอยลิ่วไปกระแทกกำแพงฝั่งตรงข้ามเพราะถูกลูกถีบเข้าอย่างจัง บทสนทนานั้นเงียบลงทันที
บรูซผงะ เมื่อเห็นโจเซฟจัดการเพื่อนตัวเองไป
“พวกแกทำบ้าอะไรวะ”
อเล็กซิสได้ยินเสียงนายตำรวจหนุ่ม แต่เธอมองไม่เห็นเขา “ช่วย...ด้วย” เด็กสาวได้แต่ร้องขอความช่วยเหลือ
“เซฟ ใจเย็น ๆ สิวะ ค่อย ๆ คุยกันดีกว่า พวกเราสนุกกับเด็กสองคนนี้ด้วยกันก็ได้นะ นายว่าดีไหมล่ะ” คาเมรอนค่อย ๆ ลุกขึ้นยืน พยายามจะเจรจากับเพื่อนอีกคน
“พวก...แก...ทำบ้าอะไรวะ!” มันไม่ใช่คำถาม อเล็กซิสค่อย ๆ ลุกขึ้นนั่งอย่างยากลำบาก เธอเกาะขาโต๊ะราวกับเป็นขอนไม้ในทะเล
“ถ้าแกไม่เข้าใจก็อย่าโกรธฉันละกัน” คาเมรอนเอื้อมมือไปหยิบปืนแต่ช้าเกินไป โจเซฟยิงไปหนึ่งนัด กระสุนเจาะเข้าที่ต้นขา ชายร่างเปลือยล้มลงร้องโหยหวนเหมือนสุนัขข้างถนน
บรูซ จอมขี้ขลาด ยกมือสองข้าง ไม่กล้าสู้ “ไอ้เวรนี่มันบังคับฉัน!” แต่โจเซฟไม่เชื่อ กระสุนอีกนัดดังขึ้น บรูซล้มลงทับตัวคาเมรอน โจเซฟตรงเข้าฟาดไม้กระบองใส่เพื่อนตัวเองจนเลือดกระเซ็นไปทั่วตัว ดวงตาเย็นชาสีฟ้าคู่นั้น ในเวลานี้ละลายกลายเป็นทะเลเพลิง
“แก ควร ปก ป้อง พวก เขา ไม่ ใช่ ทำ ร้าย พวก เขา ทำ ได้ ไง วะ”
เขายั้งมือตัวเอง ปล่อยบรูซและคาเมรอนที่นอนใกล้ตายทิ้งไว้เพื่อหันมาดูเหยื่อสาว ใบหน้าของโจเซฟเต็มไปด้วยหยดเลือดกระเซ็น อเล็กซิสที่เห็นเหตุการณ์อยู่ตลอดกลัวถึงขีดสุด เข้าใจแล้วว่าทำไมบรูซดูพะวงว่าคนคนนี้จะได้ยินเสียง เขาตัวสูงใหญ่และมีกำลังมากที่สุดจนขนาดสองคนนี้สู้ไม่ได้ และเป็นโชคดีที่เขาไม่เข้าร่วมกับพวกเวรระยำสองตัวนี้ กระนั้นเธอยังคงกลัว จึงมุดลอดใต้โต๊ะ อเล็กซิสตกอยู่ในอาการหวาดผวาอย่างรุนแรง กลัวทุกสิ่งแม้กระทั่งคนช่วยชีวิต
“เกิดอะไรขึ้น” คู่หูสาวของเขาวิ่งเข้ามาแล้วยกมือปิดปากตัวเองเมื่อเห็นร่างบรูซกับ
คาเมรอนนอนจมกองเลือด“เฮลก้า พวกเขาพยายามที่จะ...” โจเซฟหลบตาเด็กหญิง “ดูเอาเองเถอะ”
“สารเลว!” เฮลก้าด่าอยู่สองสามคำ จากนั้นเอื้อมมือมาที่อเล็กซิสที่แอบอยู่ใต้โต๊ะ พอเห็นท่าทางเป็นห่วงเป็นใย อเล็กซิสจึงกล้าออกมาจากที่กำบังชั่วคราว ตำรวจสาวโอบกอดเด็กสาวด้วยท่าทางปกป้อง “ไม่เป็นไรนะ ไม่เป็นไรแล้วนะ” ความอ่อนโยนแรกที่เธอมอบให้กับผู้ที่ถูกจับกุม อเล็กซิสค่อย ๆ เหลือบตามองผู้ช่วยชีวิต แต่เขายังคงหลบตาเธอ ท่าทางที่เขาทำเวลาเจอพวกวัยรุ่นที่ถูกจับ วินาทีนั้น อเล็กซิสเข้าใจแล้วว่าทำไมเขาถึงทำหน้านิ่งแบบนั้นตลอดเวลา
ปกป้องไม่ใช่ทำร้าย
“ฉันจะปลดโซ่ออก แต่เธอต้องสัญญากับฉันนะว่าจะไม่ทำอันตรายพวกเรา ฉันจะส่งเธอไปโรงพยาบาล ครอบครัวของเธอจะไปที่นั่นด้วย ตกลงไหม” เขาพูดกับซอนย่าที่ถูกล่ามไว้อยู่
“เซฟ เด็กคนนั้นอันตรายกว่าที่คิดนะ” เฮลก้าค้าน
“เด็กได้รับบาดเจ็บ เธอรู้ว่าฉันหมายความว่ายังไงเฮลก้า ไม่น่าให้ไอ้เวรสองตัวนี้เฝ้าเลย...ถ้าฉันรู้ว่าพวกมันเป็นปีศาจในคราบมนุษย์ละก็”
อเล็กซิสเห็นเขาค่อย ๆ ปลดโซ่ออกอย่างระมัดระวังมือ เหมือนกลัวว่าจะทำให้ซอนย่าเจ็บ พอโซ่หลุดออกจากตัว ซอนย่าล้มลงในอ้อมกอดนายตำรวจหนุ่ม เขาปลดผ้าปิดตาและดึงเทปออกจากปากเธอเบา ๆ ซอนย่ามองไปรอบ ๆ เหมือนหาอะไรบางอย่าง จนมาหยุดที่อเล็กซิสและเฮลก้า
“เธอไม่เป็นอะไรใช่ไหม” เด็กสาวถามเสียงแหบแห้ง
อเล็กซิสพยักหน้าช้า ๆ น้ำตาไหลเงียบ ๆ
“ฉันได้ยิน...เธอ...พยายาม...ช่วยฉัน...”
“ไม่ต้องพูดแล้วสาวน้อย ฉันจะพาเธอไปหาหมอนะ อย่ากลัวไปเลย คนพวกนั้นทำอะไรเธอไม่ได้อีกแล้ว”
เด็กสาวหัวเราะทั้งน้ำตา ทันใดนั้น เธอเงยหน้ามองไปยังหลอดไฟในห้อง
“เซฟ!” เฮลก้ากดศีรษะอเล็กซิสลงกับอกของตัวเองทันที ทุกอย่างเงียบฉับพลัน ความร้อนเลียวาบทั่วแขน พร้อมกับเสียงร้องเจ็บปวด เป็นเวลากว่าหลายนาทีกว่าที่ตำรวจสาวจะยอมปล่อยให้อเล็กซิสเงยหน้าขึ้นดูว่าเกิดอะไรขึ้น หลอดไฟสองหลอดแตกคาเพดาน แขนทั้งสองข้างของเฮลก้าแดงเถือกเหมือนถูกแดดเผารุนแรง เมื่ออเล็กซิสมองไปที่โจเซฟ ใบหน้าของเขาซีกหนึ่งแดงเหมือนกับแขนของเฮลก้า ส่วนซอนย่านอนตายในอ้อมแขนที่แดงเถือก ใบหน้าของเด็กสาวมีรอยไหม้รุนแรง แต่ที่น่ากลัวคือดวงตาเหมือนถูกไฟจี้ทั้งสองข้าง มันบอดสนิท รวมทั้งลมหายใจของเธอด้วย ไม่มีใครได้รับอันตรายร้ายแรงถึงขั้นชีวิตหรือพิการ ยกเว้นโจเซฟที่เหมือนจะได้รับบาดเจ็บคล้ายไฟลวกหนักกว่าคนอื่น อเล็กซิสมองไม่เห็นว่าซอนย่าทำอะไรก็จริง แต่เธอรับรู้ว่ามันเป็นแบบไหน
“พระเจ้าช่วย! เซฟ นายเป็นอะไรหรือเปล่า” เฮลก้าตกใจกับสภาพคู่หูหนุ่ม
เขาส่ายหน้า ไม่ได้สนใจผิวแดงไหม้น่ากลัวที่แขนเลยสักนิด “เธอฆ่าตัวตายแล้ว” ทั้งสองมองหน้ากัน เหมือนจะพูดไม่ออกไปชั่วขณะ “เราต้องรายงานบอส ฉันจะเรียกไซลาสกับโรเจอร์มาช่วยจัดการไอ้เวรพวกนี้ ส่วนเธอพาเด็กคนนั้นกลับห้องขัง”
“แต่เธอก็บาดเจ็บนะ”
“เอาที่เธอเห็นควร อ้อ...เฮลก้า เธอต้องติดต่อครอบครัวโรมูลเลอร์กับครอบครัวเดวิสด้วย”
“อย่า” อเล็กซิสโพล่งออกมา
“อะไร” เขาดูผงะ
“พวกเขาเป็นห่วงฉันมากพอแล้ว” อเล็กซิสบอก แม่...แม่ไม่เป็นอันทำอะไรแน่
เฮลก้าส่ายหน้า “ยังไงพวกเขาต้องรู้อยู่ดี มากับฉันเถอะ เดวิส”
อเล็กซิสหมดสิ้นกำลังทุกอย่าง แม้แต่เพื่อคร่ำครวญ แม้น้ำตายังคงไหลเอื่อย ๆ อาบแก้มอยู่ก็ตาม ซอนย่า...ฆ่าตัวตาย ไฟโมหะลุกไหม้อยู่ภายในใจเด็กสาว ในหัวมีแต่คำถามว่า ‘ทำไม’ มากมาย ลึก ๆ แล้ว อเล็กซิสเข้าใจเหตุผลของซอนย่าที่ตัดสินใจเช่นนี้ คนพวกนั้นรังแกซอนย่าในสภาพนั้น ถูกล่ามโซ่ ไร้ซึ่งหนทางสู้ เพียงแค่นึกก็เหมือนเห็นทุกอย่าง อเล็กซิสรู้สึกเหมือนมีก้อนอาเจียนไหลขึ้นมาจากคอ เธออยากจะอ้วกออกมา
เฮลก้าพาเธอไปยังห้องพยาบาล แขนทั้งสองข้างของอเล็กซิสเต็มไปด้วยรอยช้ำและแผลเล็ก ๆ มากมาย ตำรวจสาวนึกอยากส่งเธอไปโรงพยาบาลแต่เปลี่ยนใจไม่พาไป อเล็กซิสมองดูตัวเองในกระจก เธอไม่ใช่อเล็กซิสคนเดิมที่ตัวเองรู้จักอีกแล้ว เด็กผู้หญิงที่อยู่ในกระจกนั้นอยู่ในสภาพที่เลวร้ายที่สุด ทั้งร่างกายและจิตใจ
“พระเจ้า เกิดอะไรขึ้น” ออสโล่ถามทันทีที่เห็นเธอกลับมา เวดกับเบลินดาเพิ่งตื่น พอทั้งสองเห็นสภาพอเล็กซิสต่างอ้าปากค้างด้วยกันทั้งคู่
“ทำไมต้องทรมานเธอด้วย” เพื่อนนักกีฬาวิ่งเข้าหาลูกกรง ยื่นแขนชูกำปั้นใส่ตำรวจสาว “คุณทำไปเพื่ออะไร!”
“เปล่า เธอไม่ได้ทำ” อเล็กซิสบอกเขา
เฮลก้าส่ายหน้าเบื่อหน่ายคำต่อว่าของเวด พออเล็กซิสเข้าห้องขังเป็นที่เรียบร้อยแล้ว หญิงสาวเดินจากไปทันที เวดประคองเธออย่างระมัดระวังราวกับอเล็กซิสเป็นถ้วยกระเบื้องเคลือบ “เป็นอะไรไหม ทำไมพวกเขาไม่ส่งเธอไปโรงพยาบาล”
“เธอมองว่ามีแค่รอยช้ำกับแผลเล็ก ๆ เลยขอดูอาการก่อน” อเล็กซิสอวดแขนที่เต็มไปด้วยรอยแผลและยาให้เพื่อนดู “นายมีเพื่อนแล้วล่ะ เวด”
“เขาทำเหรอ” ออสโล่ขมวดคิ้ว “บรูซใช่ไหม”
อเล็กซิสพยักหน้า “ซอนย่าตายแล้ว ถูกล่ามโซ่ไว้ในห้องเก็บของ มีตำรวจเฝ้าเธออยู่ และ
บรูซกับเวรยามคนนั้น...”อเล็กซิสหยุด ไม่อยากพูดถึงมัน“พวกเขาปล่อยให้เกิดเรื่องแบบนี้ได้ยังไง อเล็กซ์...แล้วเธอ...”
อเล็กซิสส่ายหน้าให้เวด “พวกเขาเอาแต่ตี...ไว้ค่อยเล่าทีหลังได้ไหม ฉันไม่ไหวแล้ว”
เวดกับออสโล่พยักหน้า “ได้เลย เอาที่เธอสบายใจก่อน” เด็กหนุ่มทั้งสองช่วยกันจับเธอนั่งลงช้า ๆ อเล็กซิสรับรู้ความห่วงใยของเพื่อนทั้งสองเป็นอย่างดี เธอนึกขอบคุณในใจ
“ฉันไม่ง่วงแล้วล่ะ เธอนอนบนตักฉันก็แล้วกันนะ นอนบนพื้นไม่ดีหรอก” เวดเสนอ
“ไม่เป็นไร นอนได้”
“ไม่หรอก ๆ เขาพูดถูกนะ ตอนนี้เธอบาดเจ็บอยู่”
“ก็ได้ ขอบคุณพวกนายทั้งสองมากนะ”
ทันทีที่อเล็กซิสปิดตาลง เธอเอนศีรษะนอนบนตักของเวดในที่สุด ขณะนั้นนึกถึงเสียงคนที่สนทนากันเมื่อคืนก่อนได้แล้ว
“อย่าแตะต้องพวกเขานะ”
“พวกเธอจะมาแทนไหมล่ะ”
สองคนนั้น คือ บรูซกับครูโดบี้ส์นี่เอง
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า







