LOGINเทสซ่าทำเสียงฮึ่มใส่ แต่พี่ชายของเธอกลับหัวเราะเห็นเป็นเรื่องน่าขัน เขามองเบนเหมือนมองเด็กเล็ก ๆ อย่าเหมาว่าฉันเป็นน้องชายของนายเลย
“มาเถอะ เทส” คนพี่เร่งน้องสาว เทสซ่ามอบนิ้วกลางให้เขาเป็นครั้งที่สามเพื่ออำลาก่อนเปลี่ยนทีม
พออเล็กซิสมาอยู่ในทีม รูปเกมเปลี่ยนทันที โนเอลอาจตัวสูงใหญ่ แต่ตัวเขาไม่ใช่ผู้เล่นที่น่ากลัว เมื่อปราศจากคนส่งบอลที่ดี โนเอลก็ไม่ต่างอะไรจากกำแพงโง่ ๆ ที่ยืนขวางทางเท่านั้น ถ้าข้ามผ่านไปได้ ก็ไม่มีอะไรต้องกลัว อเล็กซิสวิ่งเร็ว แถมยังชู้ตแม่น ทีมของเขาจากที่ตามหลัง ตอนนี้เลยขึ้นนำ ทว่าคะแนนยังไม่ห่างกันมาก เบนไม่ประมาท จนกระทั่งอเล็กซ์ขอเวลานอก
“ฉันว่า เราควรเปลี่ยนผู้เล่น อย่างนี้มันไม่แฟร์นะ ให้ฉันเปลี่ยนกับออสโล่ก็ได้” อเล็กซ์โพล่งออกมา
“อะไรของนายวะ” เบนแทบอยากจะเขวี้ยงลูกบาสในมือทิ้ง บางครั้งนิสัยขึ้น ๆ ลง ๆ ของเพื่อนสนิททำให้เขาปวดขมับ
“ไม่เป็นไรหรอก ฉันว่าเราต้องจบเกมแล้วล่ะ ก่อนที่ออสโล่จะเป็นลม” อเล็กซิสว่า ทั้ง ๆ ที่ยังเล่นไปไม่ถึงชั่วโมง เด็กหนุ่มผมแดงกลับอ้าปากหายใจราวกับต้องการเครื่องออกซิเจน เขานึกถึงปลาทองเวลาขาดน้ำ แต่ตัวนี้ต้องเรียกว่าปลาเรดแฮร์ริ่ง
“ขอโทษที พอดีฉันไม่ใช่พวกเล่นกีฬาเป็นประจำ”
“ไม่เป็นไรหรอก เอาเป็นว่าทีมฉันชนะ” เบนรวบรัดสรุปทันที เขาปรบมือให้ตัวเองด้วยความภูมิใจ “พวกเราเล่นได้ดี นายก็ด้วย” เขายื่นมือให้เวดพร้อมกับรอยยิ้มท้า เด็กหนุ่มจับมือเพียงแป๊บเดียวก็ปล่อย พอเป็นพิธี
“ครั้งหน้าเราแค่นั่งคุยกันดีไหม” ออสโล่เสนอ เขานั่งแหมะอยู่กับพื้น
เบนไม่รู้จะทำอะไรต่อนอกจากมองพวกผู้หญิง อเล็กซิสยืนเช็ดเหงื่อ ดื่มน้ำแก้กระหายอยู่อีกมุม ร่างกายของเขาก็เต็มไปด้วยเหงื่อเหมือนกัน ชายหนุ่มลองจินตนาการดูว่า ถ้าคนทั้งสองทำกิจกรรมอื่นที่เหงื่อออกพร้อมกันแบบนี้ น่าจะสนุกกว่าเล่นบาส ในใจนั้นตะขิดตะขวงสับสนกับความคิดสองอย่าง เขาอยากให้ภารกิจนี้สำเร็จลุล่วง แต่ลางสังหรณ์บางอย่างส่งสัญญาณเตือนว่ามันไม่มีทางสำเร็จ เธอเป็นเด็กผู้หญิงคนหนึ่งที่พระเจ้าบรรจงสร้างมาอย่างประณีต แม้เพียงสวมเสื้อยืดตัวโคร่งกับกางเกงยีนธรรมดา ก็ยังให้ความรู้สึกเหมือนเดินออกจากนิตยสาร ร่างของเธอค่อนข้างสูงหาก แม้เอวบางร่างน้อยแต่ไม่ใช่คนผอมติดกระดูก ใบหน้าตุ๊กตายังประดับไปด้วยดวงตาโตเหมือนตัวการ์ตูน เขาจึงเรียก (ในใจ) ว่าแบมบี้ แหงล่ะ เบนไม่อาจละสายตาไปได้ จนเมื่อเทสซ่าเข้ามาสมทบอีกคน ทัศนียภาพมุมนี้ จึงเป็นวิวที่ดีใช้ได้เลยทีเดียว ถึงแม้เบนจะไม่ชอบเทสซ่านัก แต่เขายอมรับว่า นิสัยเสียของเธอไม่ได้ทำให้เธอสวยน้อยลง หากเทียบกับมินนี่ที่มีผิวสีเชสนัทและผมสีดำเข้มเหมือนกัน ทั้งสองดูต่างกันราวกับสินค้าที่ออกมาจากโรงงานคนละเกรด และถ้าหากเขาได้ควงนางฟ้าสองคนพร้อมกัน ที่นี่คงกลายเป็นหาดสวรรค์สำหรับเขา
“นายกับเพื่อนดูไม่ค่อยเหนื่อยเท่าไรเลยนะ” อเล็กซิสพูดขึ้น เธอคงสังเกตเห็นความแตกต่างระหว่างพวกมีพลังพิเศษกับมนุษย์ปกติ เมื่อดวงตาที่เหมือนเม็ดพลอยไพลินจับจ้อง เขาสงวนสายตาเมื่อครู่ไว้กับตัวเอง
“นายเป็นกลุ่มเสี่ยงเหมือนกับอเล็กซ์นี่” เธอว่า
“พวกมีพรสวรรค์” เขาแก้คำพูดของเธอ เทสซ่าเบ้ปากล้อเลียน ชายหนุ่มมีปฏิกิริยาโต้ตอบท่าทางนั้นทันที “ทำไมล่ะ เธอไม่คิดว่าตัวเองเป็นพวกมีพรสวรรค์เหมือนกันเหรอ”
เพียงเทสซ่าเพ่งมอง เขาเห็นดวงตาสีเทาคู่นั้นคล้ายมีแสงแฟลชส่องออกมาจากด้านใน มันสวยและน่ากลัวในเวลาเดียวกัน “พูดอะไรของนาย”
“ฉันรู้ว่าเธอมีพลังเหมือนกัน เธอใช้มันเพื่อบล็อกลูกบาสที่ฉันโยนให้ เสียงใช้ไหม ได้ยินนะ” เขาเลิกคิ้วกวน
แม่สาวน้อยอเล็กซิสมองเบนกับเทสซ่าสลับกันไปมา “เอาเถอะน่า คำว่าพรสวรรค์ก็ฟังดูดีกว่าคำว่ากลุ่มเสี่ยงนะเทส”
สาวผิวเข้มคงเกลียดเขามากจริง ๆ เบนแน่ใจว่าเขาไม่เคยทำอะไรให้เธอรู้สึกแย่ ยกเว้นแต่ว่าเธอเป็นพวกเฟมินิสต์นาซี
“แล้วพวกเธอจะทำอะไรต่อ” เขาถามเด็กสาวอีกคน
“กลับห้องอาบน้ำน่ะ เปลี่ยนเสื้อผ้าดีกว่า ถ้าเกิดนายกับอเล็กซ์อยากไปกินข้าวเย็นด้วยกันก็เจอกันที่โรงอาหารได้นะ มานั่งที่โต๊ะได้เลย คนกันเองอยู่แล้ว ฉันว่าคนเยอะ ๆ สนุกดี...เหวอ” เด็กสาวผงะเมื่อเจอสายตาเพื่อน
“อเล็กซิส!” เทสซ่าไม่ชอบที่เพื่อนชวนศัตรู
“พวกเขาเป็นเพื่อนซาร่าห์ แล้วซาร่าห์ก็อยากให้พวกเราเป็นเพื่อนกัน” อเล็กซิสอธิบาย เบนจึงมองหาแม่สาวผมบลอนด์ แต่เธอหายไปพร้อมกับเวดแล้ว
“นาย” เทสซ่าชี้นิ้วใส่หน้าเขา “ถ้าฉันไม่ถือว่าซาร่าห์เป็นเพื่อนนะ ฉันจะไม่ยอมเด็ดขาด (หันกลับไปหาเพื่อนตัวเอง) เธอจะเป็นเพื่อนกับเขาก็ได้ แต่ฉันเตือนแล้วนะว่าอย่าหลงกลหมอนี่ เขาชอบหลอกฟันผู้หญิงไปทั่ว”
เขาส่ายหัว นัยน์ตาชำเลืองมองเจ้าหัวเงิน นี่ก็อีกคน หายวับไปแล้ว เขาไม่รู้หมอนี่ออกไปตั้งแต่เมื่อไร เพราะลืมไปเสียสนิท
“พวกเธอสองคนเหมือนไม่ถูกกันอะไรขนาดนี้” อเล็กซิสสงสัย สายตานั้นค่อนข้างไปทางเพื่อนมากกว่า “เขาทำอะไรให้เธอไม่พอใจเหรอ” เธอหันมาถามเขาด้วย เบนส่ายหน้า ไม่รู้ แม้ลึก ๆ ก็อย่างที่เดา
สาวผมดำเพียงแค่มองผ่านหางตาแล้วเดินหนี ไม่ยอมตอบคำถาม ปล่อยให้อเล็กซิสยืนงง “เทส เดี๋ยวก่อน”
“จริง ๆ นะ ฉันไม่รู้จริง ๆ ว่าเคยไปทำอะไรเพื่อนเธอไว้” เขาพูด ดวงตากวาดไปทางเพื่อนรักที่กำลังจ้อคุยอยู่กับโนเอลและออสโล่เกี่ยวกับการแข่งขันเมื่อครู่ พูดเก่งนะวันนี้ เขาแน่ใจว่าอเล็กซ์พยายามหลีกเลี่ยงคำถาม คงเปล่าประโยชน์ที่จะบังคับให้อเล็กซ์พูดออกมา เขาหันมาสนใจตัว
อเล็กซิสเลยดีกว่า เบนรอโอกาสนี้มานานแล้วไม่ใช่เหรอ โอกาสที่จะได้สานความสัมพันธ์กับเด็กคนนี้ต่อ“เรื่องรวมกลุ่มน่ะ พวกเราสนใจอยากเข้ากลุ่มพวกเธออยู่แล้ว”
“ดีเลย แล้วเจอกันตอนเย็น” เธอว่า ทำท่าเหมือนจะไป
“เดี๋ยว ฉันไปด้วย”
“ฉันกลับห้องนะ” เธอว่า พลางพันผ้าขนหนูผืนเล็กไว้ที่คอ “ไม่รอเพื่อนนายก่อนเหรอ” เธอพยักพเยิดไปทางอเล็กซ์ที่พูดเก่งกว่าวันไหน ๆ
“ปล่อยไว้เถอะ ฉันไปทางเดียวกับเธอ” เขาโกหกหน้าตาย เบนหยิบเสื้อตัวเองมาพาดบ่า
พวกเขาเดินไปตามทางเดินยาว เขาเริ่มบทสนทนาด้วยหัวข้อพื้น ๆ เช่น เธอเป็นอย่างไรบ้าง เมื่อก่อนเธอทำอะไร จนกระทั่งเมื่อพวกเขาพูดถึงหอพัก “ฉันเกลียดที่นี่จะตาย” เธอโพล่งตอบทันที
“อาฮะ ตอบตรงดี” เขาว่า เหลือบมองเด็กสาวข้าง ๆ ขนตาของเธอยาวเป็นแพหนา “ฉันก็เกลียดที่นี่”
“นายคิดว่า ไอ้ตรวจสุขภาพเมื่อเช้าเนี่ย เพื่ออะไร” เธอถาม
“ไม่รู้เหมือนกัน แค่ตรวจมั้ง เธอรู้จักอเล็กซ์ยังไง”
ถามอะไรไปวะ
สับสนงั้นเหรอ จู่ ๆ เขาลืมไปว่าตัวเองจะทำอะไรในตอนแรก แต่กลับไปสนใจอีกประเด็นหนึ่ง มันเหมือนกับว่า ความสงสัยเรื่องอเล็กซ์ขัดขวางกระบวนความคิดที่จะทำเรื่องอื่น เขานึกสงสัยว่าตัวเองแค่ไม่มีอารมณ์สร้างบรรยากาศแบบครั้งก่อน หรือเป็นเพราะว่าเขาสนใจใคร่รู้ความสัมพันธ์ของเด็กคนนั้นกับเพื่อนตัวเองเหนือกว่าภารกิจที่ตัวเองอยากทำกันแน่
“อ้อ เจอเมื่อสามวันก่อน ในท้องฟ้าจำลอง”
นายพลเวสลีย์ได้เป็นประธานองค์กรปกครองโลกในเวลาต่อมา มันดูเป็นทางออกที่ทุกคนโล่งใจ พวกเขามองว่าการตายของนิเชลคือกุญแจที่ทำให้โลกมีเสถียรภาพมากขึ้น แต่สำหรับคนที่รักนิเชล พวกเขาสูญเสียเธอไปตลอดกาลเคียนี่เสียใจมากจนมุ่งมั่นทำแต่งาน เขาไม่เคยกลับไปที่กระท่อมในทรุนน่าห์อีกเลย และนายพลเวสลีย์ไม่ได้ให้ผมอยู่ข้างกายตลอดจนชีวิตของท่านผมอยากเจอนิเชลอีกครั้ง ไม่ใช่เพียงภาพที่บันทึกไว้ ด้วยเหตุนี้ผมจึงเลือกไปหาเด็กซ์ด้วยตัวเอง...ผมเลือกด้วยตัวเองเป็นครั้งแรกเด็กซ์ดีใจตอนเห็นผมเดินทางไปหา แต่เขาคาดไม่ถึงว่ามีแค่ผม นิเชลจากไปแล้วตลอดกาล การตายของเธอทำให้เด็กซ์กลับมาซึมเศร้าอีกครั้ง แม้เขาจะมีเพื่อนฝูงมากขึ้น แต่ในโลกนี้ นิเชลคือครอบครัวคนเดียวที่เขามีอยู่ เด็กซ์มองเธอเป็นเพื่อนรักที่ไม่มีคนไหนแทนได้ ผมอยู่กับเด็กซ์จนผมของเขาเป็นสีขาวและสิ้นใจในอีกยี่สิบห้าปีต่อมา และใช่ เด็กซ์เตอร์ ไวท์ไม่เคยมีโอกาสได้กลับบ้านอย่างแท้จริง เช่นเดียวกับที่ผมไม่สามารถหาทางกลับไปเจอนิเชลได้อีกหากสามารถเดินทางข้ามเวลาได้อย่างที่เด็กซ์เคยทำ บางทีผมควรเตือนให้นิเชลตรวจสอบระบบให้ถี่ถ้วนกว่
การท่องเที่ยวครั้งแรกบนโลกใบนี้ของเด็กซ์ช่างน่าตื่นเต้นจนเสียวไส้ (เขาบรรยายความรู้สึกแบบนี้กับผมในภายหลัง รวมทั้งมีประโยคที่บอกว่า เกือบฉี่ราด) เพราะนิเชลพาเขาบินข้ามทวีปไปยังเมืองแห่งหนึ่ง ยังไม่เคยมีใครมาจุดนี้ และเพราะเหตุนี้จึงยังมีผู้ติดเชื้อหลงเหลือนั่นเป็นครั้งแรกที่ผมได้เห็นเด็กซ์กลัวความตายหลังจากที่เขาพยายามจะพบมันอยู่สามครั้ง“เราต้องรีบขึ้นยานด่วน” นิเชลตะโกนบอกให้ผมพาเด็กซ์ขึ้นไปขณะที่ตัวเธอยิงสกัดกลุ่มผู้ติดเชื้อ แต่ชายหนุ่มลังเลที่จะทิ้งผู้หญิงคนเดียว กระนั้นเท่าที่ผมประเมินสถานการณ์ตรงหน้า เด็กซ์น่าเป็นห่วงเพราะเขาไม่มีอาวุธแต่อยู่ใกล้ประตูที่สุด ขณะที่นิเชลถูกฝึกมาพร้อม อย่างน้อยเธอรอบคอบพอให้ตัวเองและเด็กซ์สวมชุดป้องกันครบเซตแต่แรก แต่กำลังจะถูกล้อม“อีฟ!” เธอตะโกนอีกครั้งทันใดนั้นผมเห็นผู้ติดเชื้อกลุ่มใหญ่วิ่งพุ่งตรงเข้ามาอย่างรวดเร็ว โอกาสที่นิเชลจะวิ่งกลับมาทันมีเพียงยี่สิบเก้าเปอร์เซ็นต์ ด้วยเหตุนี้อาวุธบนมือของผมทำงานทันทีแผ่นเหล็กเปิดลำกล้องปืนยิงสกัดเปิดโอกาสให้นิเชลวิ่งหนีจนค่ารอดชีวิตขึ้นเป็นร้
“แค่สองปี สองปีเท่านั้น!” เด็กซ์ นักบินอวกาศที่เพิ่งมาถึงโลกพบกับความเปลี่ยนแปลงครั้งยิ่งใหญ่ เมื่อเขาเข้าใจว่าประจำการอยู่บนสถานีอวกาศบนดาวอังคารเพียงสองปี และจะเดินทางกลับบ้าน บัดนี้เขานั่งอยู่ในห้องกระจกเพื่อรอผลตรวจร่างกาย แต่ไม่ได้รออย่างเดียว เขาพูด ร้องไห้ และเดินไปมา นิเชลกับผมยืนกอดอกมองเขาอยู่แบบนั้นความแตกต่างระหว่างผมกับนิเชลคือเธอมีสีหน้าเห็นใจและประหลาดใจ ขณะที่ผมแสดงสีหน้าไม่ได้ อันที่จริงคือผมไม่ได้รู้สึกอะไรนอกจากใคร่รู้นับเป็นความรู้สึกหรือไม่นะ“นี่มันบ้าไปแล้ว” เด็กซ์ยังคงพูดใส่กำแพง หรืออาจจะพูดกับตัวเอง เขาพึมพำแบบนี้ไปมา หากข้อมูลที่เด็กซ์กล่าวเป็นจริง นั่นแปลว่าเขาใช้เวลาทำภารกิจยาวนานถึง 257 ปี ซึ่งนับว่ายาวนานเกินไปสำหรับอายุขัยของมนุษย์ ทว่าการปรากฏตัวของเขาทำให้นักวิทยาศาสตร์ที่นี่ตื่นตัว พวกเขาหยุดค้นคว้าเรื่องกาลเวลาและจักรวาลมาสักพักเพื่อฟื้นฟูสภาพของโลกให้มนุษย์อยู่ได้ และดำรงเผ่าพันธุ์ต่อไป นี่เป็นครั้งแรกที่หัวข้อนี้ได้รับความสนใจอีกครั้งอีกเรื่องหนึ่งคือ ความลับของจักรวาล นอกจากเด็กซ์จะอ้างตัวว
ครั้งแรกที่ผมได้ลืมตาดูโลกใบนี้คือวันที่ 25 ธันวาคม ปี 2302 สิ่งแรกที่ผมเห็นคือมนุษย์เพศเมียผู้มีดวงตาสีน้ำตาลกลมโต เธอมีใบหน้าประมาณฝ่ามือของผม คิ้วสีน้ำตาลเข้มเหมือนสีผมหยักศก และเมื่อผมยืนขึ้นก็พบว่าความสูงของพวกเราเท่ากัน“ยินดีที่ได้รู้จักครับ” ผมยื่นมือเพราะรู้ว่านี่คือการทักทายตามมารยาทที่ดี และผมก็ทราบด้วยว่าที่เข้าใจในทันทีเป็นเพราะผู้หญิงตรงหน้าได้ป้อนข้อมูลไว้ในหัว “นิเชล”เธอยิ้มกว้างจนนัยน์ตาหยี แต่ไม่ได้จับมือผม เธอเลือกที่จะกอดแทน การกอดของมนุษย์ครั้งนี้ทำให้ผมทราบว่าเธอยินดีมากที่ได้เจอผม ไม่สิ ที่สร้างผมได้สำเร็จ“อีฟ”นั่นคือชื่อของผม อีฟ หากอิงจากข้อมูลในหน่วยความทรงจำที่เธอป้อนไว้ก่อนผมจะเสร็จสมบูรณ์ นิเชลต้องการสร้างผมเพื่อเป็นตัวแทนเพื่อนสนิทในวัยเด็กของเธออีฟ คอร์บิน ผมเห็นใบหน้าของเขาแล้ว รูปถ่ายของเขาบันทึกไว้ในสมองประดิษฐ์นี้ เขามีใบหน้าตอบและสวมแว่นกรอบดำ ผมสีทองยุ่งและค่อนข้างผอม นิเชลขอร้องให้พ่อพาครอบครัวของอีฟเข้ามาในศูนย์หลบภัย เนื่องจากในเวลานั้นอารยธรรมโลกใกล้ล่มสลาย หายนะที่เกิ
ภายในห้องเงียบ แม้แต่สองแฝดยังหันมาปิดปากกันและกัน สายตามองพวกผู้ใหญ่อย่างสงสัย อเล็กซิสเพียงกอดอกนิ่ง“ถือว่าอายุไม่ยืนนักสำหรับคนที่นั่น” เจสซี่ว่า “แต่คนตายแล้ว เราจะไม่อะไรก็แล้วกัน”“เรื่องผ่านมาแล้วด้วย” อเล็กซิสเสริม“ใช่ ๆ”“จะว่าไปเราเตรียมแชมเปญไว้เยอะเลยที่รัก” อเล็กซ์บอก “เอาสักขวดดีไหม”“ดีสิ!” เธอเห็นด้วย และทุกคนต่างปรบมือว่าเป็นความคิดที่ไม่เลวเลยสักพักเสียงพูดคุยก็ดังขึ้นเหมือนเดิม บรรยากาศกลับมาเฮฮาเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น หรืออาจจะสนุกกว่าเดิมหรือเปล่าก็ไม่แน่ใจ ระหว่างที่สามีของเธอลงไปชั้นใต้ดิน อเล็กซิสเห็นเจสซี่ลุกขึ้นจึงชวนเขาไปช่วยยกขนมในห้องครัวออกมาพี่ชายเริ่มคุยเรื่องงานของเขากับโวลคอฟ แม้ไม่ได้ใช้นามสกุลโวลคอฟ แต่เขาเหมือนเป็นญาติสนิทกับทางนั้นไปแล้ว เมื่อเธอกับอเล็กซ์มาอยู่ที่ลูม งานสิทธิมนุษยชนที่เขาทำอยู่ดึงให้ต้องไปเกี่ยวพันกับโวลคอฟที่สนใจจับกิจกรรมเพื่อสังคมด้านนี้เช่นกัน และเป็นนิโคไล น้องชายของอเล็กซ์ที่ทุ่มให
“เวนดี้ที่รัก น้องชายหนูหลับอยู่น้า” คาเลบบอกหลานสาวเสียงอบอุ่น“ดอมนี่ขี้เซา!” พูดแล้วเวนดี้ก็ตบก้นน้องดังป๊าบ เจ้าโดมินิกวัยสามขวบลืมตาทันที แต่ไม่ได้ร้องไห้จ้าเพียงแต่งอแงยุกยิกบนตัวปู่“โอ๋ ๆ” คาเลบเขย่าตัวปลอบใหญ่ แต่สุดท้ายโดมินิกก็หัวเราะแล้วยืดแขนขาไปมา พอเห็นหน้าอเล็กซิสก็เรียก “มัมมัม”เธอยิ้มให้ลูกชายแล้วทำสัญญาณมือให้พ่อจัดการก่อน คาเลบพยักหน้ารับ“เวนดี้มานี่!” อเล็กซ์เอ่ยเสียงดุแต่หน้ายิ้ม เด็กหญิงวิ่งไปหาพ่อโดยไม่เกร็งกลัว ส่วนวิวิก้าในอ้อมกอดเอโลดี้ก็ดิ้นจะมาหาอเล็กซิส เพื่อนเธอเลยจับอุ้มแล้วส่งให้เลยด้วยความสุภาพบุรุษในบ้านเธอไม่มีใครรับมือกับหน้าที่โฮสต์ได้ดีเท่า อเล็กซิสจึงส่งวิวิก้าให้อเล็กซ์ที่ยังไล่จับเวนเดอร์ลินไมเคิลตบไหล่เธอแล้วทักทายเจสซี่กับอาคุสะที่นั่งหัวเราะเพราะในบ้านเริ่มป่วน เธอสังเกตว่าทุกครั้งที่น้องชายฝาแฝดเจอพี่ชายบุญธรรม พวกเขาจะสบตากันแวบหนึ่งแล้วปรับสีหน้าปกติ เป็นเช่นนี้มาสามสิบปี แม้เจสซี่กลับไปคบกับแฟนเก่าและรัก ๆ เลิก ๆ มาตลอด แถมยังสร้า





![[Unlimited Money] ระบบเงินทุนไร้ขีดจำกัด](https://acfs1.goodnovel.com/dist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

