LOGIN“…” ไอ้ตัวที่ถูกห้ามเดินกำปั้นตรงมายังเมธีด้วยท่าทางเอาเรื่อง
“เมธีไม่ว่าง ทำธุระให้น้องกูอยู่มึงจะเอาอะไร” จอมทัพลุกขึ้นยืนขวางหน้าหน้าเมธี ตามด้วยวายุและภูริยืนขึ้นมอง ‘โต๋เต๋’ ตัวแสบที่รอสาวมาลูบป้ายทุกวัน “อยากมีสมาธิพวกมึงไม่ไปทำที่อื่นอ่ะ” “พวกกูมาก่อนนะไอ้เต๋?!” “ไปเลย แยกเลยพวกมึงอ่ะ” วายุผลักโต๋เต๋และจอมทัพแยกออกจากกัน ส่วนไอ้ตัวที่สร้างปัญหาแม่งยังนั่งท่องสูตรอยู่เลย “ไอไอโอดีน...เอ็กอีซีนอน” ในขณะเดียวกันทุกคนก็แยกย้ายกันราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น “นั่นใช่น้องวิบวับปะเมธี” ภูริมองตามคนตัวเล็กที่หยุดชะงักมองพวกเขาเล็กน้อยก่อนจะสาวเท้าหนีเหมือนคนกลัวผี “ใคร” เมธีวางปากกามองตามภูริ “ใช่ไหมวะ น้องคนสวยเมื่อคืนอ่ะ” “…” เมธีจำได้ว่านั่นคือผู้หญิงที่เขาเจอในผับ แต่ว่าไม่ใช่ทั้งหมด เธอแต่งตัวเรียบร้อย ยิ้มอ่อนโยนไร้เดียงสา แถมมีความขี้อายอยู่หน่อย ๆ ต่างจากเธอเมื่อคืน “คนเดียวกันนั่นแหละ กูจำได้” วายุที่รู้ใจเพื่อนว่าคิดอะไรอยู่อธิบายอย่างไม่ใส่ใจมากนัก “ตามไปส่งดิเมธี รอไรอ่ะมาถึงถิ่นขนาดนี้ละ” ภูริยุยงส่งเสริมพลางกระตุกแขนเมธี เขายืนขึ้นตามสัญชาตญาณที่อยากจะรู้จักเธอให้มากกว่านี้ ทว่าผู้หญิงคนนี้ใส่แว่นเนิร์ด แต่งตัวแปลก ท่าทางเรียบร้อยเกินไปจริง ๆ ราวกับเป็นคนละคน “น้องเขามีแฝดป่าว ไม่เหมือนน้องที่เจอคืนนั้นเลย” เขาเอ่ยถามพร้อมกับขมวดคิ้วมุ่น ด้านของภูริดันวิ่งตามคนตัวเล็กเพื่อที่จะสะกิดเธอเสียแล้ว “น้อง ๆ ให้ไอ้เมธีไปส่งปะ ทำไมถึงอ้อมมาด้านหลัง ข้างหน้ามีหมาภารโรงตัวใหญ่ตั้งเท่านี้ แม่งเคยกัดคนในคณะด้วย” เราชะงักมองพี่ผู้ชายตรงหน้าทำมือทำไม้ถึงลักษณะหมาตัวใหญ่ที่คาดว่าจะเป็นพันธุ์ไซบีเรียนที่เพื่อน ๆ พูดถึงกันว่ามันดุต้องอยู่ในการดูแลของภารโรงตลอด ทำไมหมาดุต้องเอามาไว้ในมหาวิทยาลัยด้วย? “พี่หมายถึงมีหมาอยู่ข้างหน้าเหรอคะ” “ใช่ครับน้องไม่รู้เหรอ” “เอ่อ...” “เอางี้ดีกว่าน้องจะไปไหน” “ไปตึกบริหารธุรกิจ” เราสบตาเขานิ่งเพื่อสังเกตว่าอีกฝ่ายคิดอะไร ดูจากการแนะนำเพื่อนซึ่งไม่รู้ว่าใครให้เราแบบนี้ จีบชัวร์! “เด็กบริหารนี่เอง” “เอ๊ะ พี่หลอกถามคณะเราปะเนี่ย” “เฮ้ยป่าววว” รุ่นพี่ตอบเสียงสูงลิบลิ้วแบบมีพิรุจสามพันเปอร์เซ็นต์ก่อนจะวิ่งกลับไปลากตัวเพื่อนที่กำลังก้มหน้างุดเขียนอะไรสักอย่างอยู่ เขายุ่งอยู่คุณพรี่จะลากเขามาทำไมอ่ะ??? “จำไอ้นี่ได้ปะมันชื่อเมธี พี่เป็นเพื่อนมันชื่อภูริ นั่นอ่ะจอมทัพ นู้นนนน...ไอ้วายุ” เอ่อ...เราสำรวจทุกคนตามที่พี่ภูริแนะนำและพยักหน้าหงึก ๆ ความรู้สึกตื่นเต้นมันลดน้อยลงทุกทีเหลือแค่ความต้องการอยากออกไปจากที่นี่ “ทำเชี้ยไรของมึง” “น้องเป็นเด็กบริหาร ไปส่งดิเดี๋ยวหมากัดขาสวยๆ” พี่เมธีทำหน้าลำบากใจแต่ก็ทักทายเราโดยการยกมือขึ้นข้างหนึ่ง “อ๋อ สวัสดีค่ะพี่เมธี” เราก้มหน้าลงเล็กน้อยก่อนจะแหงนมองใบหน้าเขาชัด ๆ อีกครั้งอย่างไม่ใส่ใจเท่าไหร่นัก เดี๋ยวนะ? นี่มัน! ผู้ชายในผับเมื่อคืนไม่ใช่เหรอ เราจำได้...คนที่ชวนเราเข้าโรงแรมทั้ง ๆ ที่เพิ่งเจอกันครั้งแรก ชื่อแซ่ไม่รู้จักด้วยซ้ำรุ่มร่ามใส่อย่างเดียว ใส่เสื้อช็อปสีแดงพร้อมกับห้อยเกียร์ไว้บนคอ ครบสูตรผู้ชายวิศวกรรมศาสตร์ “ใส่กระโปรงยาวขนาดนี้หมามันจะอยากกัดน้องอยู่เหรอครับ” “...คะ” เรารีบก้มมองกระโปรงตนเองหลังจากจบคำทักทายที่เจอกันครั้งที่สอง ช่างแตกต่างจากชายหนุ่มเจ้าชู้ในคืนนั้นที่ทำหน้าหื่นกระหายท้าทาย ตอนนี้กลับทำหน้าตายมองเราอย่างเหนื่อยหน่าย ทำไมคะคุณพรี่ ไม่อยากไปส่งก็เดินกลับไปสิ! แต่ว่าเอาพี่ภูริไว้เป็นไม้กันหมาก็ดีนะ เพราะว่าเรากลัวหมา...ฮือออ “พูดดี ๆ” พี่ภูริกระซิบ อะไรของพวกเขานะ สรุปว่าระหว่างพี่ภูริกับพี่เมธี ใครอยากจีบเรากันแน่ไม่ทราบ แต่ถึงอย่างไรเราก็ตีเก้หมดแหละ เพราะครอบครัวเราไม่อนุมัติอย่างแรง “ให้มันไปส่งเหอะ หมาดุ” ยุยงส่งเสริมพลางตบหลังเพื่อน พี่เมธีนิ่งไปสักพักเหมือนกำลังชั่งน้ำหนักอยู่ว่าจะทำตามที่พี่ภูริแนะนำไหม ไม่นานเกินรอก็สบตาเราพร้อมกับเอ่ยเสียงเรียบ “ไปดิ ถ้ากลัวก็จะไปส่ง” เขาผายมือเชิญเราราวกับว่าแค้นเคืองอะไรสักอย่าง คงไม่ใช่เรื่องที่เราจับตัวเขาเมื่อคืนหรอกนะ แค่เมานิดหน่อยเอง กึ่ม ๆ อ่ะ แต่ว่า...ไป ๆ ยังไงก็ไป ว่าแล้วเราก็พยักหน้าเดินนำหน้าไปมองเขาไปด้วยว่าจะเดินตามมาหรือเปล่า ไม่ใช่ว่าจะปล่อยเราถูกหมากัดแล้ววิ่งเตลิดเพื่อเป็นการแก้แค้นหรอกนะ เขาเดินตามเรานิ่ง ๆ ไม่พูดอะไรซักคำ ชวนอึดอัดมากสำหรับคนโลกส่วนตัวสูงแบบเรา แอบมองจากการเหล่ตาบ่อย ๆ แล้วเขาก็เป็นผู้ชายที่หล่อมากคนหนึ่ง ผมเส้นเล็กสลวยอย่างกับผู้หญิงบ่งบอกว่าเป็นคนดูแลตัวเองได้เป็นอย่างดีเราฟังแพรวพราวเทศนาจนจบจึงได้เดินกลับมาที่ตึึก ก่อนจะเดินเข้าไปในอาคารสายตาของเราก็เหลือบไปเห็นเจ้าของเสื้อช็อปสีแดง ปลายเท้าหยุดชะงักอัตโนมัติพร้อมกับเพ่งดูให้ชัดเจนว่าเป็นใครกันแน่ ในหัวสมองของเรากำลังคอยเป่าหูว่าเป็นเขา “คุยด้วยหน่อย” เสียงเข้มเอ่ยเรียกจนแพรวพราวหัวหลังกลับมามอง เจ้าของใบหน้ายิ้มยั่วโมโหนั้นกลับกลายเป็นคนที่เราคิดไม่ถึงเพราะตั้งแต่เรียนอยู่ที่นี่เขาไม่เคยย่างเท้าเข้ามาคุยส่วนตัวเลยแม้แต่ครั้งเดียว “พี่วายุ?” เราเอ่ยอย่างเพ้อพกพลางประจันหน้ากับผู้ชายที่เคยคิดอยากจะเป็นแฟนเราท่าเดียว “ลมอะไรหอบพี่มาถึงนี่” “ลมแห่งรัก” เขายังคงกวนเราด้วยคำพูดชวนคลื่นไส้ สาบานเลยว่าถ้าเขาพูดอีกคำเดียวเราจะไม่คุยด้วยอีกเลย เขาจับเราลากไปยังด้านหลังของตึกไม่ต่างจากวิธีการของแพรวพราว พอเราเดินมาถึงแล้วเขาก็ปล่อย ซึ่งในเวลเดียวกันเราก็สะบัดมือออกพอดี “จะมาสารภาพรักซันอีกหรือไง” เราทำทีหัวเราะเยาะพร้อมกับกอดทรวงอกล้อเลียนอย่างเป็นมิตร
แพรวพราวนั่งมองไปยังทางเดินด้วยความสงสัย เราไม่ได้คิดจะสนใจสิ่งที่เพื่อนกำลังทำอยู่ “คนที่แกล้งซันอ่ะ...” “หือ” เสียงของแพรวพราวทำให้เราหันมองเพื่อนทันที แพรวพราวนิ่งค้างไปสักพักก่อนจะพูดต่อ “...ใช่พี่เมธีหรือเปล่า” “ใช่ เขานั่นแหละ” เราจ้วงตักข้าวใส่ปากต่อเนื่องแล้วเคี้ยวรุนแรงด้วยความหงุดหงิด เราทำอะไรเขาไม่ได้หนิ... ฟุบ! เราสะดุ้งโหยงเพราะมีแก้วน้ำชาเขียววางลงข้าง ๆ พร้อมกับร่างสูงของพี่เมธีที่กำลังก้าวขาเข้ามานั่งลงบนเก้าอี้ยาวของพวกเรา “ชาเขียวหวานน้อยครับน้องซันไชน์” ใบหน้ายักคิ้วหลิ่วตาเหมือนเดิมที่ชวนหงุดหงิดมองมาที่เราพร้อมอมยิ้มละมุน ด้านของแพรวพราวนั้นได้อ้าปากค้างไปแล้ว เราจับแก้วน้ำขึ้นมาและมองแก้วน้ำอีกแก้วในมือเขาก่อนจะเข้าใจว่าเขาซื้อมาให้เราจริง ๆ ไม่ใช่การแกล้งเล่นแต่อย่างใด “ซื้อให้เรา?” “ใช่ ก็บอกว่าจะเอามาให้ ทำหน้าบึ้งเป็นตูดลิงทำไม” นี่!...นี่เขายังอุตส่าห์เห็นว่าเรากำลังทำหน้ายังไงอยู่งั้นเหรอ คงจะไม่ม
“ไม่บอกก็ไม่ต้องบอก” เฮือก! พี่เมธีกระซิบข้างหูระยะประชิดด้วยน้ำเสียงแหบพร่าจนเราขนลุกซู่ไปทั้งตัว อุตส่าห์รีบหนีออกมาจากเขาแล้วยังจะมาเจออยู่ร้านเดียวกัน ถ้าไม่ติดว่าร้านป้าชงน้ำอร่อยล่ะก็เราคงรีบย้ายไปร้านอื่นแล้วเพราะแถวยาวเป็นหางว่าวเลย เขาคงไม่ทันสังเกตใช่ไหมว่าเราสะดุ้งโหยงแรงมาก ๆ เขามองหน้าเราพร้อมกับยิ้มมุมปาก สายตาแข็งกร้าวนั้นดูอบอุ่นกว่าที่ผ่านมาพร้อมกับหรี่ตาลงเล็กน้อยและหัวเราะลำคอเมื่อมองหน้าเรา มีอะไรน่าขำขนาดนั้นกันนะ “ช่วยบอกให้ชื่นใจทีว่าพี่ไม่ได้ตามเรามา” เราแหงนหน้ามองคนตัวสูงด้านหลังแล้วถามอย่างตรงไปตรงมา ขณะเดียวกันก็ยกมือมาขยับแว่นเล็กน้อย “ไม่บอกหรอกครับ” เขาก้มลงมาสบตาและยิ้มกว้างขณะเอ่ยกวนเรากลับบ้าง แน่นอนล่ะว่าเรารู้ซึ้งทันทีว่าเราควรจะบอกร้านข้าวมันไก่ให้พี่เขาดี ๆ จะได้ไม่ถูกกวน “งั้นเราจะถือว่าพี่ตามเรามา” หัวใจของเราสั่นไหวเมื่อพยายามสบตาเขาอย่างไม่ยอมแพ้ พี่เมธียิ้มพลางยักไหล่กวน ๆ เป็นสิ่งตอบแทน เราขมวดคิ้วมุ่นด้วยความหงุดหงิดก่อนจะถูกเขาผลักดันหลังเบา ๆ ให้ขยับ
หลายวันต่อมา… “มีคนมาถามหามึงตั้งแต่เมื่อวานละไอ้เมธี” หัวหน้าห้องเดินมาทักทายเมธี “ใคร” “ไม่รู้สาวที่ไหน” “ถามว่า?” “ถามมึงมาเรียนป่าว ทำไร อยู่ไหน เวลาว่างมึงทำอะไร เชี้ยไรสักอย่างกูจะตอบได้ไหมมึงคิดดูดิ นั่นมาละ สงสัยกูหลบไม่ทัน” หัวหน้ารีบเดินหลบทันทีจากที่เป็นพวกชอบนั่งเล่นรับลมหน้าตึกคณะจนต้องย้ายมาสูดอากาศหลังสวน คราวนี้เธอเดินเข้ามาถึงด้านในเพราะเห็นหลังไหว ๆ ของหัวหน้าห้อง “มึงแม่ง!” ชายหนุ่มสบถและเดินออกไปหาสาวสวย แต่งตัวแซ่บตามประสาของสาวปีสี่ เธอคือ ‘เอมิลี่’ คนที่เขาได้ใช้เวลาร่วมกันบนรถเมื่อหลายวันก่อน “เธอมาทำไม” ชายหนุ่มยังคงนั่งอยู่กับที่ เป็นเพื่อนเขาที่หลบหลีกให้เอมิลี่นั่งลง “บังเอิญจังเลยเมธี อยู่ที่นี่ด้วยเหรอ” เธอแสร้งทำเป็นตกใจขณะหย่อนก้นนั่งฝั่งตรงข้ามอย่างระแวดระวังเพราะใบหน้าของเมธีตอนนี้แข็งกร้าวอย่างชัดเจน “...” ชายหนุ่มไม่ตอบพลางก้มลงทำงานของตนเองต่อ “จริงสิ พรุ่งนี้เมธีว่างไหม” “ฉันพูดชัดเจนไปแล้วนะว่าหลังจากนี้เราจะไม่เกี
@ผับไจแอนท์เฮฟวี่ เมธีนั่งจิบเหล้าพอเป็นพิธีในขณะที่มองรอบ ๆ ผับขนาดใหญ่ “วันนี้น้องวิบวับมาไหมวะ” ภูริเอ่ยติดตลก “มาก็เสร็จกูดิ” เมธีหัวเราะในลำคอ เขาคิดถึงความซื่อบื้อของซันไชน์และต้องขอบคุณภูริที่เอาเรื่องของหมามาเป็นข้ออ้าง เพราะซันไชน์ไม่รู้ตัวเลยสักนิดว่ากำลังถูกหลอก แถมเรียวขาอ่อนเธอก็น่าลูบไล้มากเลยทีเดียว “มึงรับคำท้าไอ้วาว่างั้น” “...” ไม่ตอบใด ๆ ทั้งสิ้น “กูไปละ” วายุเอ่ยตัดบทแล้วเดินออกมาโต๊ะ เหลือก็แค่เมธีคนเดียวที่นั่งจิบเหล้าชิลเฝ้ารอดูซัันไชน์ แต่จนแล้วจนรอดก็ไม่มีแม้แต่เงา มีเพียงเสียงบรรเลงเพลงจากฝีมือของดีเจสั่นสะเทือนไปสุดขั้วหัวใจ ผู้หญิงหลายคนแต่งตัวโชว์เรือนร่างที่แสนสวยงามให้พวกเขาได้เชยชม ก่อนจะมีใครบางคนเดินเข้ามาทักทายคนตัวสูง “นั่งด้วยได้ไหมคะ” สาวสวยในชุดเดรสสั้นเปิดแผ่นหลังกว้างนั่งลงบนที่ว่างข้างเมธี สายตาจับจ้องเขาราวกับจะกลืนกิน ชายหนุ่มกระตุกยิ้มมุมปากเหล่มองสาวสวยอย่างมีเลศนัย “มีผัวยัง” “ถ้ามีจะเดินมานั่งด้วยเหรอคะ” เมธีเข้าใจพร
ทุก ๆ เดือนครอบครัวของเราจะมีนัดเจอทุกคนพร้อมหน้าพร้อมตารวมถึงญาติบางคนตามกำหนดตารางของคุณพ่อ ซึ่งเราก็ไม่ทราบได้ว่าวันนี้จะต้องเจอคุณลุงคุณป้าท่านไหน เมื่อไรเดอร์ขับมาถึงบ้านของเราที่ใหญ่โตพอสมควรก็ทำการชะลอจอดหน้าบ้าน “ขับเข้าไปข้างในเลยก็ได้ค่ะพี่” เราชี้ไปยังทางลานกว้างก่อนจะถึงประตูบ้านจริง ๆ ซึ่งมันไกลมาก “ครับ ๆ” เรามีประสบการณ์มาแล้วและจะไม่ทำให้มันเกิดซ้ำสองอีก มีหวังได้เดินไกลจนขาลากแน่กว่าจะถึงหน้าประตูบ้าน หลังจากมาถึงบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เราก็เข้าไปจัดการตัวเองในห้องจนพร้อมที่จะเจอคนอื่นในสภาพลูกสาวของวงตระกูลจึงวิ่งหน้าตั้งลงจากชั้นสองจนเดอนมาถึงหน้าห้องครัว “มาแล้วค่าคุณแม่” คุณแม่ยืนหั่นพริกอยู่ในครัวหน้านิ่วคิ้วขมวดจนกระทั่งได้ยินเสียงใสแจ๋วของเรา “ซันไชน์! คิดถึงจังเลยลูก มากอดทีคนสวยของแม่” คุณแม่กางแขนออกกว้างเดินเข้ามาใกล้เราเรื่อย ๆ พร้อมกับโผกอดร่างบาง ๆ ของเรา มือยังไม่ทันได้ล้างเลยด้วยซ้ำ “คิดถึงเหมือนกันค่ะ แต่ว่าแม่ยังไม่ล้างมือเลยนะคะ” “โทษทีค่ะลูกรัก แม่ช่วยแม่ครัวหั่นพริกประดับจานจะได้พร้อมเสริฟเร็ว ๆ ป่านนี้ลุงกำนันน่าจะมาถึงแล้วน







