LOGINอืดด อืดด…
คะน้าเมินเฉยโทรศัพท์ที่กำลังสั่นอยู่บนโต๊ะ เธอคว่ำหน้าจอไว้เพราะไม่อยากรับสายกัปตันในตอนนี้
อันที่จริงเธอกำลังหลบหน้าเขา และนี่ก็เข้าวันที่สองแล้วที่เธอไม่ตอบข้อความ และไม่รับสายที่กัปตันคอยโทรเข้ามาตลอดทั้งวัน
“…นี่ ถามจริงเถอะ เธอมีหนี้นอกระบบใช่ไหม!? ถึงได้รับโทรศัพท์ไม่ได้เนี่ย”
เทนทนไม่ไหวชะโงกหน้ามาถาม เขาเห็นคะน้ามีสายเรียกเข้ามาสักพักจนโต๊ะทำงานที่อยู่ติดกันสั่นไปด้วย แต่เพื่อนร่วมงานกลับไม่ยอมกดรับเสียที แถมยังปล่อยให้มันสั่นอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมง
“เอ่อ ไม่ใช่หรอก…คือ แค่ยังไม่สะดวกรับน่ะ ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร”
คะน้ายิ้มแหยหยิบมือถือมาถือไว้ในมือ เธอผงกหัวแทนการพูดขอโทษก่อนจะปลดล็อกหน้าจอเตรียมกดปิดเครื่องเพื่อตัดปัญหา
กัปตัน : รออยู่หน้าบริษัท เลิกงานแล้วมาคุยกันหน่อย
ข้อความกัปตันเด้งขึ้นมา คะน้าไล่ตาอ่านเพียงครู่ก่อนตัดสินใจปิดช่องทางการติดต่อทันที
“กลับแล้วน้าทุกคน”
“ไปด้วย ๆ เสร็จแล้ว”
“รอแปป! สองนาที”
เสียงเมย่าตามด้วยจาฟา และเทนเรียงตามลำดับ เพื่อนร่วมงานของเธอกำลังไล่คลิกเมาส์ปิดงานบนหน้าจอก่อนจะสะพายกระเป๋าเตรียมเลิกงาน
“คะน้า ยังทำงานไม่เสร็จเหรอ?”
“อื้ม คงอีกสักพักน่ะ…เอ่อ ถ้าเจอน้องคนนั้นรบกวนเธอบอกเขาให้ทีว่าฉันกลับไปแล้ว เขาจะได้ไม่ต้องรอ”
เมย่าเดินมาหาเมื่อเห็นคะน้ายังนั่งแหมะอยู่กับที่ทั้ง ๆ ที่ตอนนี้เลยเวลาเลิกงานมาจะสิบนาทีแล้ว ผู้จัดการอย่างพี่เอกก็กลับไปก่อนแล้วด้วย
“น้องคนนั้น…อ๋อ เด็กหนุ่มที่หล่อ ๆ สินะ ได้สิ งั้นไปก่อนนะ เจอกัน”
“เจอกัน กลับดี ๆ ล่ะ”
คะน้ายกมือโบกไปมา เธอส่งยิ้มรอเพื่อนร่วมงานทั้งสามคนเดินพ้นจากออฟฟิศแล้วถึงได้ทิ้งตัวกดปิดหน้าจอทำงาน
“เฮ้อ! แล้วนี่ฉันต้องรออีกนานแค่ไหนถึงจะได้กลับบ้านล่ะเนี่ย”
19:15น.
เสียงสัญญาณดังขึ้นก่อนที่ประตูลิฟต์จะเปิดออก คะน้าก้าวขาออกมาด้วยความระมัดระวังเธอเดินไปหลบหลังกำแพงเพื่อดูว่ากัปตันยังรออยู่แถวนี้หรือเปล่า
ใบหน้าเรียวสวยชะเง้อซ้ายแลขวา เมื่อมั่นใจว่าไม่มีใครอื่นเธอถึงได้กลับมายืนอย่างคนปกติ
“…ฉันเป็นโจรรึไง”
ปากเล็กพึมพำส่ายหน้าให้กับความพยายามของตนเองที่จะหลบหน้าใครอีกคน เธอจับกระเป๋าสะพายพาดผ่านลำตัวเดินออกจากบริษัทเป็นคนสุดท้าย
“โทรมาเยอะกว่าทุกวันแฮะ หมอนี่มีความพยายามมากกว่าที่คิดนะ”
คะน้ากดเปิดเครื่องระหว่างที่เธอกำลังเดินเข้าซอยตรงไปยังบ้านทาวน์เฮาส์สองชั้น หญิงสาวมองหน้าจอสว่างวาบพร้อมแจ้งเตือนสายที่ไม่ได้รับจากกัปตันถึงสี่สิบสาย
เธอรู้ดีว่าวิธีนี้ออกจะโหดร้ายไปเสียหน่อย ที่อยู่ดี ๆ ก็ขาดการติดต่อไปดื้อ ๆ แต่มันเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุดแล้วสำหรับเธอกับเขาในตอนนี้
คิดได้ดังนั้นคะน้าก็หย่อนมือถือกลับเข้ากระเป๋า เธอเดินต่อไม่ถึงสามนาทีก็กลับมาถึงบ้านตัวเอง
กึก…
เท้าเรียวชะงักค้างหยุดเดินกะทันหันเมื่อเห็นของบางอย่างวางกองหน้าบ้าน คะน้าหันมองรอบตัวก่อนจะมองไปยังบ้านหลังโตหลังข้าง ๆ มันไร้ซึ่งแสงไฟ และเงียบสนิท
คงไม่มีคนอยู่
“…”
คะน้าเดินเข้าไปหาถุงกระสอบที่กองอยู่หน้ารั้ว เธอเพ่งตามองฝ่าความมืดก่อนจะเห็นว่ามันคือกระสอบอาหารของโมจิ บ้านโมจิ และของเล่นของโมจิ
คืออะไร!? ทำไมของของโมจิถึงมากองอยู่ตรงนี้?
เหมียว~
“ว้ายยย!”
เจ้าเหมียวไม่ปล่อยให้เธอสงสัยนาน แมวพันธุ์สกอตติชกระโดดพรวดออกมาจากมุมบ้าน มันพุ่งมาเกาะขาเธอพลางทำตาแป๋วทักทาย คะน้ายกมือลูบอกปลอบขวัญตัวเองก่อนจะอุ้มเจ้าโมจิด้วยแขนเพียงข้างเดียว
“ทำไมแกมาอยู่บ้านฉันอีกแล้วเนี่ย รอบนี้มาพร้อมอาหารด้วย จะย้ายบ้านรึไง!?”
คะน้าอดสงสัยไม่ได้ เธอไขกุญแจเดินเข้าบ้านเพื่อเข้าไปเปิดไฟก่อนกลับออกมาดูของที่กองเอาไว้ สาวเจ้าของบ้านไล่ตามองอย่างละเอียดถี่ถ้วนถึงได้เห็นกระดาษแผ่นหนึ่งตกอยู่ที่พื้น
- ฝากดูแลโมจิด้วยนะ มหาลัยเลื่อนกำหนดการเปิดเทอมไวกว่าที่คิด ถ้าคะน้าเห็นกระดาษแผ่นนี้ผมคงอยู่บนเครื่องแล้วล่ะ ส่วนของใช้โมจิถ้าขาดเหลือหรือต้องการอะไรก็บอก ดูแลตัวเองดี ๆ ไว้จะส่งข้อความหาบ่อย ๆ -
กัปตัน
“…ไปเรียนแล้วเหรอ”
คะน้าเอ่ยเสียงแผ่ว เธอจ้องตัวอักษรพวกนั้นอยู่พักใหญ่แล้วถึงได้พับกระดาษที่มีลายมือกัปตันเก็บใส่กระเป๋าก่อนจะก้มตัวลงไปอุ้มเอาของใช้ของโมจิเดินเข้าบ้าน…
สองเดือนหลังจากนั้น
“ให้ไปส่งเปล่า จะกลับเองจริง ๆ เหรอ ไหวแน่นะ?”
จาฟาตะโกนถามจากอีกฝั่งหนึ่งของถนน ทำให้คะน้าที่เพิ่งเดินข้ามทางม้าลายมาถึงอีกฝั่งต้องหันกลับไปตามเสียงเรียก
“ไหว! สบายมาก บายยย~”
เธอตะเบ๊ะก่อนโบกมือส่งเสียงยานครางให้เพื่อนร่วมงานที่กำลังแยกย้ายกันกลับบ้านหลังจากไปกินเลี้ยงสังสรรค์กันจนกรึ่มได้ที่
คะน้ายังทรงตัวได้ตามปกติ แม้ภาพตรงหน้าจะพร่ามัวเล็กน้อย แต่ก็ไม่เป็นผลกับการเดินเท้ากลับบ้านของเธอ
“…อาหารโมจิหมดแล้วนี่นา อึ๊ก!”
สาวสวยสะอึกเสียงดังเปลี่ยนทิศทางการเดินไปร้านขายอาหารสัตว์ โชคดีหน่อยที่เธอกับเพื่อนร่วมงานแยกย้ายกันไม่ดึก ทำให้ร้านที่ว่ายังเปิดไฟสว่างจ้าอยู่
“สวัสดีค่า! เอาอาหารแมวหนึ่งกระสอบกับขนมเจ้าเหมียวน้อยแบบเดิมหนึ่งถุงค่ะ!!”
คะน้าส่งเสียงไปก่อนที่ตัวเธอจะถึงเคาน์เตอร์ด้วยซ้ำ หญิงสาวไม่ต้องเดินเลือกให้เปลืองเวลาเพราะเธอมักมาซื้ออาหารให้โมจิที่นี่เป็นประจำจนเจ้าของร้านจำได้
“840 บาท ไหวแน่นะครับ”
“สบายมากค่า ไม่ต้องทอนนะคะ ไปละค่าาา~”
คนตัวเล็กกระเตงกระสอบอาหารแมวไว้ที่อก เธอประคองมันไม่ต่างจากแม่อุ้มลูกน้อยเดินออกจากร้าน ทิ้งให้เจ้าของร้านส่ายหน้าเพราะเงินที่คะน้าจ่ายมันแค่แปดร้อยยี่สิบบาทเท่านั้น
“จะทอนก็ยังไงอยู่นะ…”
ชายเจ้าของร้านพึมพำมองคนเมาเดินโซซัดโซเซออกไป
“ชูปี้ดูวับ ปั่บ ปั่บปาา…เฮ้อ ทำไมแถวนี้เงียบจังล่ะ บ้านก็ออกจะหลังใหญ่โต มีฉันอาศัยที่นี่คนเดียวรึไง…”
เธอเดินโยกซ้ายโยกขวาไปตามจังหวะเพลงก่อนจะหยุดอยู่หน้าบ้านหลังใหญ่ ตั้งแต่กัปตันไปเรียนต่อดูเหมือนว่าครอบครัวของเขาก็ย้ายออกไปเช่นกัน
คะน้ายักไหล่ทำเป็นไม่สนใจ เธอไขกุญแจเข้าบ้านด้วยความทุลักทุเลปล่อยกระสอบอาหารแมวทิ้งลงพื้นเสียงดังตุบ เจ้าโมจิที่กำลังนอนหลับใหลถึงกับสะดุ้งตัวลอย
“ขอโทษ ๆ อะขนมโปรด เดี๋ยวฉันขึ้นไปอาบน้ำนอนให้สบายใจเฉิบก่อนนะ ดูแลตัวเองไปล่ะ อึก!”
คะน้านั่งลงกับพื้นเพื่อเล่นกับเจ้าโมจิก่อนจะเด้งตัววิ่งขึ้นบ้านเมื่อเริ่มรู้สึกพะอืดพะอมเล็ก ๆ
ฟึบ…
สบายจัง
แผ่นหลังบางกระทบกับผ้านวมเย็น ๆ คะน้ารู้สึกดีขึ้นมาหน่อยหลังจากได้อาบน้ำล้างหน้า เธอใส่ชุดนอนตัวจิ๋วอย่างเคยก่อนจะคลานเข้าไปซุกใต้ผ้าห่มหยิบเอามือถือขึ้นมาไถโซเชียลอัปเดตชีวิตผู้คน
กัปตัน : สบายดีนะ วันนี้ผมไปกินเลี้ยงกับเพื่อนในคณะ คงกลับดึกเลย
ตากลมโตมองการแจ้งเตือนจากกัปตันที่เขาส่งข้อความมาหาเธอล่าสุดเมื่อเดือนก่อน ช่องแชทของเขามีแจ้งเตือนสีแดงพร้อมกับเลข 150+ ที่เธอยังไม่ได้กดเข้าไปอ่าน
คะน้าเห็นทุกข้อความที่กัปตันส่งมา เขาส่งหาเธอทุกวันคอยรายงานทั้งเรื่องการเดินทาง การเรียน สังคมเพื่อน หรือแม้กระทั่งตอนย้ายของเข้าที่พัก รวมไปถึงถามถึงโมจิเป็นระยะ แต่เธอไม่เคยตอบกลับ หรือกดเข้าไปอ่านเลยสักครั้งเดียว
สุดท้ายเขาก็เลิกส่งไป…
นิ้วเรียวตวัดกลับมาหน้าฟีด เธอกดเข้าไปดูสตอรี่ล่าสุดที่กัปตันเพิ่งอัปเดตเอาไว้ เป็นภาพที่เขาออกไปติวหนังสือกับเพื่อนต่างชาติในห้องสมุด สตอรี่ถัดไปเป็นมื้อค่ำแสนครื้นเครง ส่วนสตอรี่สุดท้ายเป็นภาพใบหน้าของเขา กัปตันถ่ายรูปหมู่กับเพื่อนโชว์รอยยิ้มกว้างเต็มจอ
ดูน่าสนุกจัง เขามีชีวิตที่ดีแล้วก็อนาคตที่สดใสอย่างที่เธออยากเห็น ดีแล้วล่ะ…
“สร่างเลยแฮะ ทีนี้จะหลับตอนไหนล่ะเนี่ย”
คะน้าทิ้งแขนปล่อยหน้าจอมือถือเปิดค้างไว้ จ้องเพดานห้องด้วยสายตาว่างเปล่า
อืดด อืดด… คะน้าเมินเฉยโทรศัพท์ที่กำลังสั่นอยู่บนโต๊ะ เธอคว่ำหน้าจอไว้เพราะไม่อยากรับสายกัปตันในตอนนี้ อันที่จริงเธอกำลังหลบหน้าเขา และนี่ก็เข้าวันที่สองแล้วที่เธอไม่ตอบข้อความ และไม่รับสายที่กัปตันคอยโทรเข้ามาตลอดทั้งวัน “…นี่ ถามจริงเถอะ เธอมีหนี้นอกระบบใช่ไหม!? ถึงได้รับโทรศัพท์ไม่ได้เนี่ย” เทนทนไม่ไหวชะโงกหน้ามาถาม เขาเห็นคะน้ามีสายเรียกเข้ามาสักพักจนโต๊ะทำงานที่อยู่ติดกันสั่นไปด้วย แต่เพื่อนร่วมงานกลับไม่ยอมกดรับเสียที แถมยังปล่อยให้มันสั่นอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมง “เอ่อ ไม่ใช่หรอก…คือ แค่ยังไม่สะดวกรับน่ะ ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร” คะน้ายิ้มแหยหยิบมือถือมาถือไว้ในมือ เธอผงกหัวแทนการพูดขอโทษก่อนจะปลดล็อกหน้าจอเตรียมกดปิดเครื่องเพื่อตัดปัญหา กัปตัน : รออยู่หน้าบริษัท เลิกงานแล้วมาคุยกันหน่อย ข้อความกัปตันเด้งขึ้นมา คะน้าไล่ตาอ่านเพียงครู่ก่อนตัดสินใจปิดช่องทางการติดต่อทันที “กลับแล้วน้าทุกคน” “ไปด้วย ๆ เสร็จแล้ว” “รอแปป! สองนาที” เสียงเมย่า
“…ใครเป็นคนรับผิดชอบดูแลเว็บไซต์ของคุณฝ้ายจากบริษัทเทคฯ นะ?” เอกถามขึ้นมาลอย ๆ ระหว่างกำลังนั่งตรวจรายงาน ทำให้พนักงานในทีมทั้งสี่ชีวิตจำต้องละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์มองไปที่เขา ก่อนที่คะน้าจะยกมือแทนการตอบ “คะน้าเหรอ งานเยอะจนพี่จำสลับหมดละ นึกว่าให้ไอ้จาฟามันดู” “ค่ะ มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ?” “หัวหน้าพูดงี้แปลว่าปกติเวลามีงานชอบนึกถึงผมเป็นคนแรกสินะ ถึงว่างานเยอะจนทำไม่ทันแล้วเนี่ย” หนุ่มทรงเฮี้ยวประจำทีมบ่นเสียงดังเสร็จรีบหันไปทำงานตัวเองต่อ เมื่อเอกถลึงตาใส่ “ไม่มีอะไรหรอก เมื่อวานมีอีเมลจากคุณฝ้ายส่งมาบอกว่าชอบระบบการดูแลเว็บไซต์ของทีมเรา ครอบคลุมทุกด้านการบริการ และยังคอยดูแลระบบหลังบ้านได้ดีไม่ต้องมานั่งทำงานซ้ำซ้อน เห็นว่าเตรียมจะเปิดอีกช่องทางเพิ่ม” “ขอบคุณค่ะ แต่บริษัทคุณฝ้ายไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ พื้นฐานระบบบริษัทค่อนข้างดี เลยทำงานง่าย” คะน้ารับไม่วายรีบถ่อมตัวตามนิสัย เธออมยิ้มเล็ก ๆ เมื่อเห็นว่าหัวหน้างานไม่สั่งอะไรเพิ่มเติมจึงหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ ระหว่างนั่งทำงาน
“…ปากหวานตัวก็หอม” กัปตันผละใบหน้าออกเพื่อเอ่ยปากชมความหอมหวานของพี่สาวข้างบ้าน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง ๆ มองสบตาสวยที่ตอนนี้กำลังฉายความสับสน และความลังเลออกมา “ไม่รังเกียจกันใช่ไหม?” คะน้าหลุบตามองมือกัปตันที่เขาเพิ่งเลื่อนมันลงไปวางที่เอว เขากำลังขออนุญาตล่วงเกินร่างกายเธอสินะ หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอยืนนิ่งให้เขาลูบไล้มือช้า ๆ พร้อมความรู้สึกกระสันบ้างเป็นบางครั้งที่ปลายนิ้วแกร่งแตะสัมผัสลงมา ท่ามกลางความมืดมีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่เพียงเท่านั้น กัปตันเริ่มหายใจแรงขึ้นตามความต้องการภายในตัว ส่วนคะน้าเองก็เริ่มหายใจไม่เป็นจังหวะเมื่อกัปตันใช้มือกอบกุมหน้าอกเธอ พรึบ! ร่างบางลอยขึ้นกลางอากาศ เด็กหนุ่มที่รู้จักกันมาหลายปีช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม ทำให้คะน้ารีบตวัดแขนโอบรอบคอเขาไว้กันตัวเองร่วงหล่นลงพื้น ขายาวก้าวไปตามขั้นบันไดเพื่อเดินขึ้นชั้นสอง กัปตันลอบมองใบหน้าสวยเป็นระยะกระทั่งพาสาวเจ้าของบ้านไปวางอยู่บนที่นอนได้สำเร็จ “…กลับบ้านเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย” คะน
“ฟู่ววว! เสร็จสักที ไปหาไรกินกันปะ?” ‘จาฟา’ ทิ้งตัวใส่พนักพิงเต็มแรงมองหน้าจอคอมฯ ดับลง เขายืดแขนเหยียดไปหน้าลำตัวเพื่อคลายความเมื่อยล้าพร้อมเอ่ยปากชักชวนเพื่อนร่วมทีมอีกสามคนที่กำลังนั่งทำงานของตนเองกันอย่างขะมักเขม้น “คุณจาฟานี่มีแรงเหลือ ๆ สำหรับสุราตลอดเลยนะครับ” “โห่ ก็ใครใช้ให้หัวหน้าใช้งานพวกผมขนาดนี้ล่ะ นี่วันเสาร์แท้ ๆ แต่ต้องเข้ามาทำงานแทนที่จะได้นอนกระดิกเท้าชิล ๆ อยู่บ้าน” จาฟามองมือของ ‘เอก’ หรือผู้จัดการประจำทีมบริษัทพัฒนาเว็บไซต์วางแหมะลงบนไหล่ ความสนิทสนมของคนทั้งคู่ที่คอยก่อกวนกันไม่ต่างจากไม้เบื่อไม้เมา เรียกรอยยิ้มเล็ก ๆ จากคะน้า เมย่า และเทนได้ในทันที “เสร็จแล้วค่า! สรุปเราจะไปกินอะไรกันดีคะ เรียกมาทำงานนอกเวลาแบบนี้ผู้จัดการต้องเลี้ยงข้าวแล้วม้างงงง!?” “จริง นี่หิวจนลำไส้เต้นระบำเป็นจังหวะแทงโก้แล้ว” เมย่าพูดขึ้นตามด้วยเทน ส่วนคะน้าได้แต่หัวเราะคิกคักมองเพื่อนร่วมงานสลับกันไปมา เธอทำงานที่นี่มาสี่ปี แต่ถ้านับความอาวุโสจากอายุงานก็ถือว่าเธอเป็นน้องเล็กสุดของทีมอยู่ดี
แสงแดดยามเย็นยังไม่เบาแรงลง ทำให้คะน้าที่กำลังเดินกลับบ้านหลังเลิกงานต้องยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อเพราะพวกมันพากันผุดขึ้นทั่วกรอบหน้า เวลาผ่านไปครบสี่ปีหลังจากวันที่เธอได้งานที่ใหม่ แต่ใบหน้าเรียวเล็กกลับยังดูอ่อนเยาว์ไม่ต่างจากเดิม แม้อายุของเธอจะแตะเลขสามแล้วก็ตาม ขาเรียวหยุดกึกหน้ารั้วเหล็กของบ้านทาวน์เฮาส์ คะน้าล้วงมือหยิบเอากุญแจออกมาไข เธอออกแรงเลื่อนมันเปิดเพื่อแทรกตัวเข้าไปด้านใน แต่ไม่ทันจะได้ปิดรั้วก็มีเสียงออดอ้อนจากสัตว์ตัวเล็กดังขึ้นมาเสียก่อน มะ เหมียว~ เหมียว~ เสียงร้องดังเรียกให้คะน้าก้มตัวลงไปอุ้มแมวพันธุ์สกอตติชโฟลด์ขึ้นมา เธอใช้มือเพียงข้างเดียวเจ้าแมวตัวน้อยที่มีหูพับเป็นเอกลักษณ์ก็เข้ามาอยู่ในอ้อมอก มันรีบออดอ้อนซุกหน้าคลอเคลียอย่างที่ทำเป็นประจำ “อ้อนเหรอคะ หื้ม? โมจิน้อย เจ้าของแกมัวทำอะไรทำไมปล่อยแกหลุดออกมาอีกแล้วเนี่ย” คะน้าคุยกับแมวตัวจิ๋วด้วยรอยยิ้ม เธอเรียกชื่อมันทำให้หน้าสั้น ๆ ยอมผละออกจากอกมามองสบตา ตากลมแป๋วมีประกายวิบวับจนสาวเจ้าของบ้านต้องยอมอุ้มมันเดินเข้าไปด้านในด้วย
เสียงกริ่งหน้าร้านดอกไม้ดังขึ้นพร้อมร่างแบบบางของผู้หญิงวัยยี่สิบหกปีเดินออกมา ในอ้อมแขน ‘คะน้า’ มีดอกไม้ช่อไม่เล็กไม่ใหญ่โอบไว้กลางอก ไม่รอช้าจมูกเล็ก ๆ ก็ก้มลงไปสูดดมเอากลิ่นหอมหวานเข้าไปเต็มปอด “…หอมจัง” ใบหน้าสวยหวานมีรอยยิ้มเผยให้เห็นอยู่ตลอด ริมฝีปากจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มจนแก้มปริอย่างคนอารมณ์ดี ช่วงเช้าเธอเพิ่งไปสัมภาษณ์เข้าทำงานที่ใหม่ และได้คำตอบกลับมาทันทีว่าเธอได้งานที่นั่น ยิ่งไปกว่านั้นเงินเดือนยังสูงกว่าที่เดิมเกือบเท่าตัว แม้บริษัทที่ว่าจะไม่ตรงกับสาขาที่ตนเองเรียนจบมาก็ตาม คะน้าก้าวขาไม่เร็วมากนัก แต่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ เบลเซอร์สีน้ำตาลที่ใหญ่กว่าตัวปลิวไปตามแรงลมตัดกับกระโปรงสีดำกลีบเล็กที่มันกำลังเสียดสีต้นขาขาว สาวร่างเพรียวบางสูงเพียงร้อยหกสิบเซ็นติเมตรกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า เพื่อไปยังร้านอาหารที่เธอกับแฟนหนุ่มนัดฉลองวันครบรอบ และวันเกิดของเธอไว้ในคราวเดียว ใช่แล้ว จะบอกว่าวันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ วันนี้เป็นวันที่เธอได้งานที่ใหม่ วันนี้เป็น







