LOGIN“ฟู่ววว! เสร็จสักที ไปหาไรกินกันปะ?”
‘จาฟา’ ทิ้งตัวใส่พนักพิงเต็มแรงมองหน้าจอคอมฯ ดับลง เขายืดแขนเหยียดไปหน้าลำตัวเพื่อคลายความเมื่อยล้าพร้อมเอ่ยปากชักชวนเพื่อนร่วมทีมอีกสามคนที่กำลังนั่งทำงานของตนเองกันอย่างขะมักเขม้น
“คุณจาฟานี่มีแรงเหลือ ๆ สำหรับสุราตลอดเลยนะครับ”
“โห่ ก็ใครใช้ให้หัวหน้าใช้งานพวกผมขนาดนี้ล่ะ นี่วันเสาร์แท้ ๆ แต่ต้องเข้ามาทำงานแทนที่จะได้นอนกระดิกเท้าชิล ๆ อยู่บ้าน”
จาฟามองมือของ ‘เอก’ หรือผู้จัดการประจำทีมบริษัทพัฒนาเว็บไซต์วางแหมะลงบนไหล่ ความสนิทสนมของคนทั้งคู่ที่คอยก่อกวนกันไม่ต่างจากไม้เบื่อไม้เมา เรียกรอยยิ้มเล็ก ๆ จากคะน้า เมย่า และเทนได้ในทันที
“เสร็จแล้วค่า! สรุปเราจะไปกินอะไรกันดีคะ เรียกมาทำงานนอกเวลาแบบนี้ผู้จัดการต้องเลี้ยงข้าวแล้วม้างงงง!?”
“จริง นี่หิวจนลำไส้เต้นระบำเป็นจังหวะแทงโก้แล้ว”
เมย่าพูดขึ้นตามด้วยเทน ส่วนคะน้าได้แต่หัวเราะคิกคักมองเพื่อนร่วมงานสลับกันไปมา เธอทำงานที่นี่มาสี่ปี แต่ถ้านับความอาวุโสจากอายุงานก็ถือว่าเธอเป็นน้องเล็กสุดของทีมอยู่ดี
“เออ ๆ เสร็จแล้วก็ไป เลี้ยงได้สบายมากจะกินไรกันบอกป๋าเอกมาได้เลย”
เอกไม่พูดเปล่า เขาเอามือทาบอกแล้วตบเบา ๆ กึ่งโอ้อวด
“…เอ่อ วันนี้คงต้องขอตัวนะคะ พอดีมีธุระนิดหน่อย”
“อ้าว! ไมเทกันดื้อ ๆ ล่ะคะน้า”
เมย่าเบะปากมองมาที่เธอตาละห้อย สายตาจากเพื่อนร่วมงานสร้างความลำบากใจให้ไม่น้อยเลยทีเดียว
“ขอโทษน้า แต่น้องที่รู้จักเรียนจบวันนี้น่ะ”
“อย่าทำให้คะน้าลำบากใจสิ ไม่เป็นไรนะเดี๋ยวฉันกินเผื่อเธอเอง รับร้องว่าอิ่มหนำ!”
เทนพูดคะน้าเลยพยักหน้าส่งยิ้มให้ เธอเดินออกจากออฟฟิศพร้อมเพื่อนร่วมงานกับผู้จัดการ ก่อนจะขอตัวแยกออกมาอีกทางตรงเข้าห้างที่อยู่ไม่ไกล
“…สำหรับผู้ชายวัยยี่สิบต้น ๆ รุ่นนี้ได้รับความนิยมมากเลยค่ะ เป็นรุ่นใหม่แต่ออกแบบให้มีความคลาสสิก แต่ยังคงความเรียบหรูเอาไว้”
คะน้ารับนาฬิกาที่พนักงานเพิ่งหยิบออกมาจากตู้กระจกมาถือไว้ในมือ เธอยกมันขึ้นระดับสายตาก่อนจะหมุนดูรอบตัวเรือนพลางนึกถึงบุคลิกของกัปตันไปด้วย
ไม่เคยเห็นเด็กนั่นใส่นาฬิกาเลยแฮะ ถ้าซื้อให้จะชอบไหมนะ…
สาววัยสามสิบยืนขบคิดพักใหญ่ ก่อนจะพยักหน้าส่งนาฬิกาเรือนนั้นให้กับพนักงานตรงหน้าเมื่อตัดสินใจได้แล้ว
“เอาเรือนนี้ค่ะ รบกวนห่อของขวัญให้ด้วยนะคะ”
“รับทราบค่ะ รอสักครู่นะคะ”
คะน้ามองตามหลังพนักงานหญิงไปจนสุดตา เธอหยิบมือถือมาส่งข้อความหาหนุ่มรุ่นน้องทันที
คะน้า : อยู่บ้านรึเปล่า? มีของจะให้
เธอส่งข้อความไปเพียงเท่านั้นแล้วหย่อนมันกลับเข้าที่เดิมเพราะคิดว่าไม่นานกัปตันก็คงจะตอบกลับมา
คะน้ายืนรอกล่องของขวัญไม่ถึงสิบนาทีเธอก็ได้เดินออกจากห้างหรู หญิงสาวมุ่งหน้ากลับบ้านโดยไม่แวะที่อื่นอีก กระทั่งกลับมาถึงบ้านตนเองในช่วงเวลาโพล้เพล้
“…ไม่อยู่งั้นเหรอ? ไปกินเลี้ยงกับที่บ้านล่ะมั้ง”
เธอเขย่งเท้าชะเง้อหน้าพยายามมองเข้าไปในบ้านหลังโตจนส้นเท้าลอยออกมาจากรองเท้าคัชชู ปากเล็กพึมพำเพียงครู่ก่อนตัดสินใจไขกุญแจเดินเข้าบ้าน
สาวเจ้าของบ้านจัดการกินข้าว อาบน้ำแต่งตัวจนเวลาล่วงเลยไปถึงช่วงค่ำก็ยังไม่ได้รับการติดต่อจากคนที่เด็กกว่า เธอพยายามไม่สนใจเปิดหาหนังดูฆ่าเวลาจนถึงเวลาเข้านอนในที่สุด
“อะไรกัน เป็นคนพูดเองแท้ ๆ ว่าอยากได้ของขวัญ แต่หายหัวไปเลยเนี่ยนะ”
คะน้าปรายตามองกล่องของขวัญสีกรมท่าตรงหน้า เธอยักไหล่เดินไปเปิดตู้เย็นดูเค้กขนาดหนึ่งปอนด์ที่ตั้งใจซื้อไว้ให้กัปตันตั้งแต่เมื่อวานก่อนถอนหายใจออกมา
“คงไม่เน่าหรอกมั้ง”
คะน้าปิดตู้เย็นแล้วเดินขึ้นบันไดเข้าห้องนอนทันที…
00:45น.
อืด อืดด…
โทรศัพท์ตรงหัวนอนสั่นพร้อมแสงสว่างจากหน้าจอวาบขึ้นเมื่อมีข้อความถูกส่งเข้ามาหาเธอในยามวิกาล แต่เสียงรบกวนเพียงเท่านั้นไม่สามารถปลุกให้คะน้าตื่นขึ้นมาได้
ครืดด ครืดดด ครืดดด…
ร่างเล็กพลิกตัวก่อนจะกระชับผ้าห่มที่กองอยู่ตรงเอวขึ้นมาที่อก เธอเหมือนได้ยินเสียงรบกวนบางอย่างแต่ก็ง่วงเกินกว่าจะลืมตาดู
“…คะน้า!”
เฮือก!
เสียงกระชากของลมหายใจดังให้หลังเสียงตะโกนจากหน้าบ้าน คะน้าเด้งพรวดขึ้นนั่งใจตกลงไปถึงตาตุ่ม ใจของเธอเต้นไม่เป็นจังหวะก่อนที่มือถือตรงหัวเตียงจะดึงความสนใจอีกครั้ง
ครืดด ครืดดด…
“เมื่อกี้เสียงกัปตันงั้นเหรอ เวลานี้เนี่ยนะ!?”
เธอหยิบมือถือมาดูถึงได้เห็นสายเรียกเข้าโชว์ชื่อ ‘กัปตัน’ เด่นหราบนหน้าจอ หญิงสาวเลือกไม่กดรับแล้วเดินออกจากห้องลงไปหน้าบ้านแทน
“ทำไมไม่รับ…คะน้า!”
“ชู่ว! นายมาตะโกนเรียกอะไรดึกดื่นป่านนี้ เบา ๆ สิ”
คะน้าเดินกึ่งวิ่งรีบส่งมือไปตะปบปิดปากกัปตันที่มายืนตะโกนเรียกเธออยู่หน้ารั้ว หญิงสาวถลึงตาแทนการตำหนิกัปตันจึงพยักหน้าเข้าใจเปลี่ยนมาจับข้อมือเธอไว้แทน
“…ขอโทษที่ให้รอ เข้าไปคุยข้างในเถอะ”
“เดี๋ยว นายกลับบ้านไปสิ ดึกป่านนี้แล้วมาคุยอะไรตอนนี้”
คำพูดคะน้าดูจะไม่เป็นผลเมื่อร่างบางถูกกัปตันลากให้เดินตาม กระทั่งคนทั้งคู่เข้ามายืนอยู่กลางบ้านท่ามกลางความมืด
“ไปกินเลี้ยงกับเพื่อนมาน่ะ เลยมาช้า…สวยจัง”
“หื้ม? อะไรของนาย นี่กินเหล้ามาเหรอ?”
คะน้าทำจมูกฟุดฟิดคิดว่าตัวเองหูฝาด เธอได้ยินคำชมจากปากเขาพร้อมกินแอลกอฮอล์แผ่ออกมาจาง ๆ
“อืม นิดหน่อย ไม่ได้เมา แต่มันน่าจะทำให้ผมกล้าทำอะไรมากขึ้น”
คิ้วเรียวขมวดเป็นปมเริ่มสงสัยในท่าทีแปลก ๆ จากร่างสูงตรงหน้า กัปตันเคลื่อนมือที่จับข้อมือเธอ เขาลากมือมาจับต้นแขนพลางมองสบเข้ามาในตา
“ชอบคะน้า”
“…”
คะน้ากระพริบตาถี่ ๆ คราวนี้เธอไม่คิดว่าตัวเองหูฝาดไปเพราะได้ยินชัดเต็มสองรูหู อันที่จริงเธอพอจะดูปฏิกิริยาของกัปตันออก ว่าชายหนุ่มข้างบ้านสนใจในตัวเธอมากกว่าพี่สาวกับน้องชาย
“รู้อยู่แล้วใช่ไหม…แล้วทำไมยังแต่งตัวแบบนี้ออกมาเจอ”
กัปตันถามเสียงทุ้ม การที่คะน้านิ่งเงียบไปแบบนี้แสดงว่าเธอรู้มาตลอด
ชายหนุ่มไล่ตามองเสื้อสายเดี่ยวเข้ารูปกับกางเกงขาสั้นที่คะน้ามักจะใส่นอนเป็นประจำ ลมหายใจของเขาร้อนระอุขึ้นเมื่อเลือดในกายเริ่มพุ่งพล่านมีความต้องการ
“ก็ใส่แบบนี้ตลอด นี่มันบ้านฉันนะ…กลับไปดะ!”
คะน้าบิดแขนขยับตัวออกห่าง แต่ไม่ถึงเสี้ยววินาทีกัปตันก็ผลักเธอชิดกำแพง เขาไม่ได้ใช้ความรุนแรงแต่กำลังกักตัวเธอไว้ด้วยแขนแกร่งทั้งสองข้าง พลางมองสบตากลับมา
“ผมเป็นผู้ชายนะและกำลังมีความต้องการมาก ๆ ด้วย”
เขาพูดก่อนหลุบตามองไปที่เป้าตนเอง คะน้ามองตามถึงได้เห็นว่ามันมีอะไรบางอย่างพองอยู่ด้านใน เธอชักตาหลบแต่มือกลับถูกกัปตันคว้าไปกุมเป้าของเขา
หมับ!
“นี่! ปล่อยนะ…สติหน่อยสิ ฉันเป็นพี่นายนะ ออกไป!”
คะน้าพยายามชักมือกลับแต่ก็ไม่เป็นผล เธอผลักเขาออกแต่กัปตันกลับขยับตัวเข้ามาใกล้กว่าเดิม
“…ขอได้ไหม ทนมานานแล้ว”
น้ำเสียงกระเส่ากึ่งอ้อนวอน ใบหน้าหล่อคมแสดงความต้องการออกมาชัดเจน เขากำลังเคลิบเคลิ้มไปกับสัมผัสเพียงเล็กน้อยจากมือเธอ
“ไม่”
“นะครับ”
กัปตันย้ำเสียงนุ่ม เขาลากมือมากุมมือคะน้าไว้อีกทีบังคับให้เธอคลึงมันเบา ๆ ผ่านกางเกงพร้อมพ่นเสียงครางชวนสยิวลอดไรฟัน
“ซี้ดด…ผมต้องการพี่ พี่คะน้า”
“อือ”
คะน้ามัวแต่อึ้งกับสรรพนามที่กัปตันเรียกเธอว่าพี่เป็นครั้งแรกในรอบสี่ปีที่รู้จักกัน เขาใช้จังหวะนั้นโน้มหน้าลงมาหาก่อนจะประกบริมฝีปากเข้าใส่ใช้ริมฝีปากร้อนผ่าวของเขาขบเม้มปากเธอ
หูเธออื้อตาก็พร่ามัวไปชั่วขณะ เลือดในตัวเริ่มพุ่งพล่านเมื่อร่างกายถูกแตะสัมผัสจากเพศตรงข้ามเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี
คะน้าเบี่ยงหน้าหลบพยายามดึงสติตัวเองกลับมา ไม่นานนักกัปตันก็ส่งมือมาประคองหน้าบังคับให้เธอรับจูบจากเขา
“…ปากหวานตัวก็หอม”
อืดด อืดด… คะน้าเมินเฉยโทรศัพท์ที่กำลังสั่นอยู่บนโต๊ะ เธอคว่ำหน้าจอไว้เพราะไม่อยากรับสายกัปตันในตอนนี้ อันที่จริงเธอกำลังหลบหน้าเขา และนี่ก็เข้าวันที่สองแล้วที่เธอไม่ตอบข้อความ และไม่รับสายที่กัปตันคอยโทรเข้ามาตลอดทั้งวัน “…นี่ ถามจริงเถอะ เธอมีหนี้นอกระบบใช่ไหม!? ถึงได้รับโทรศัพท์ไม่ได้เนี่ย” เทนทนไม่ไหวชะโงกหน้ามาถาม เขาเห็นคะน้ามีสายเรียกเข้ามาสักพักจนโต๊ะทำงานที่อยู่ติดกันสั่นไปด้วย แต่เพื่อนร่วมงานกลับไม่ยอมกดรับเสียที แถมยังปล่อยให้มันสั่นอยู่แบบนั้นเป็นชั่วโมง “เอ่อ ไม่ใช่หรอก…คือ แค่ยังไม่สะดวกรับน่ะ ไม่ใช่เรื่องด่วนอะไร” คะน้ายิ้มแหยหยิบมือถือมาถือไว้ในมือ เธอผงกหัวแทนการพูดขอโทษก่อนจะปลดล็อกหน้าจอเตรียมกดปิดเครื่องเพื่อตัดปัญหา กัปตัน : รออยู่หน้าบริษัท เลิกงานแล้วมาคุยกันหน่อย ข้อความกัปตันเด้งขึ้นมา คะน้าไล่ตาอ่านเพียงครู่ก่อนตัดสินใจปิดช่องทางการติดต่อทันที “กลับแล้วน้าทุกคน” “ไปด้วย ๆ เสร็จแล้ว” “รอแปป! สองนาที” เสียงเมย่า
“…ใครเป็นคนรับผิดชอบดูแลเว็บไซต์ของคุณฝ้ายจากบริษัทเทคฯ นะ?” เอกถามขึ้นมาลอย ๆ ระหว่างกำลังนั่งตรวจรายงาน ทำให้พนักงานในทีมทั้งสี่ชีวิตจำต้องละสายตาออกจากจอคอมพิวเตอร์มองไปที่เขา ก่อนที่คะน้าจะยกมือแทนการตอบ “คะน้าเหรอ งานเยอะจนพี่จำสลับหมดละ นึกว่าให้ไอ้จาฟามันดู” “ค่ะ มีปัญหาอะไรรึเปล่าคะ?” “หัวหน้าพูดงี้แปลว่าปกติเวลามีงานชอบนึกถึงผมเป็นคนแรกสินะ ถึงว่างานเยอะจนทำไม่ทันแล้วเนี่ย” หนุ่มทรงเฮี้ยวประจำทีมบ่นเสียงดังเสร็จรีบหันไปทำงานตัวเองต่อ เมื่อเอกถลึงตาใส่ “ไม่มีอะไรหรอก เมื่อวานมีอีเมลจากคุณฝ้ายส่งมาบอกว่าชอบระบบการดูแลเว็บไซต์ของทีมเรา ครอบคลุมทุกด้านการบริการ และยังคอยดูแลระบบหลังบ้านได้ดีไม่ต้องมานั่งทำงานซ้ำซ้อน เห็นว่าเตรียมจะเปิดอีกช่องทางเพิ่ม” “ขอบคุณค่ะ แต่บริษัทคุณฝ้ายไม่ค่อยมีปัญหาเท่าไหร่ พื้นฐานระบบบริษัทค่อนข้างดี เลยทำงานง่าย” คะน้ารับไม่วายรีบถ่อมตัวตามนิสัย เธออมยิ้มเล็ก ๆ เมื่อเห็นว่าหัวหน้างานไม่สั่งอะไรเพิ่มเติมจึงหันกลับมาสนใจงานตรงหน้าต่อ ระหว่างนั่งทำงาน
“…ปากหวานตัวก็หอม” กัปตันผละใบหน้าออกเพื่อเอ่ยปากชมความหอมหวานของพี่สาวข้างบ้าน ชายหนุ่มคลี่ยิ้มบาง ๆ มองสบตาสวยที่ตอนนี้กำลังฉายความสับสน และความลังเลออกมา “ไม่รังเกียจกันใช่ไหม?” คะน้าหลุบตามองมือกัปตันที่เขาเพิ่งเลื่อนมันลงไปวางที่เอว เขากำลังขออนุญาตล่วงเกินร่างกายเธอสินะ หญิงสาวไม่ได้ตอบอะไรกลับไป เธอยืนนิ่งให้เขาลูบไล้มือช้า ๆ พร้อมความรู้สึกกระสันบ้างเป็นบางครั้งที่ปลายนิ้วแกร่งแตะสัมผัสลงมา ท่ามกลางความมืดมีเพียงเสียงลมหายใจของคนทั้งคู่เพียงเท่านั้น กัปตันเริ่มหายใจแรงขึ้นตามความต้องการภายในตัว ส่วนคะน้าเองก็เริ่มหายใจไม่เป็นจังหวะเมื่อกัปตันใช้มือกอบกุมหน้าอกเธอ พรึบ! ร่างบางลอยขึ้นกลางอากาศ เด็กหนุ่มที่รู้จักกันมาหลายปีช้อนตัวเธอขึ้นอุ้ม ทำให้คะน้ารีบตวัดแขนโอบรอบคอเขาไว้กันตัวเองร่วงหล่นลงพื้น ขายาวก้าวไปตามขั้นบันไดเพื่อเดินขึ้นชั้นสอง กัปตันลอบมองใบหน้าสวยเป็นระยะกระทั่งพาสาวเจ้าของบ้านไปวางอยู่บนที่นอนได้สำเร็จ “…กลับบ้านเถอะ อย่าทำแบบนี้เลย” คะน
“ฟู่ววว! เสร็จสักที ไปหาไรกินกันปะ?” ‘จาฟา’ ทิ้งตัวใส่พนักพิงเต็มแรงมองหน้าจอคอมฯ ดับลง เขายืดแขนเหยียดไปหน้าลำตัวเพื่อคลายความเมื่อยล้าพร้อมเอ่ยปากชักชวนเพื่อนร่วมทีมอีกสามคนที่กำลังนั่งทำงานของตนเองกันอย่างขะมักเขม้น “คุณจาฟานี่มีแรงเหลือ ๆ สำหรับสุราตลอดเลยนะครับ” “โห่ ก็ใครใช้ให้หัวหน้าใช้งานพวกผมขนาดนี้ล่ะ นี่วันเสาร์แท้ ๆ แต่ต้องเข้ามาทำงานแทนที่จะได้นอนกระดิกเท้าชิล ๆ อยู่บ้าน” จาฟามองมือของ ‘เอก’ หรือผู้จัดการประจำทีมบริษัทพัฒนาเว็บไซต์วางแหมะลงบนไหล่ ความสนิทสนมของคนทั้งคู่ที่คอยก่อกวนกันไม่ต่างจากไม้เบื่อไม้เมา เรียกรอยยิ้มเล็ก ๆ จากคะน้า เมย่า และเทนได้ในทันที “เสร็จแล้วค่า! สรุปเราจะไปกินอะไรกันดีคะ เรียกมาทำงานนอกเวลาแบบนี้ผู้จัดการต้องเลี้ยงข้าวแล้วม้างงงง!?” “จริง นี่หิวจนลำไส้เต้นระบำเป็นจังหวะแทงโก้แล้ว” เมย่าพูดขึ้นตามด้วยเทน ส่วนคะน้าได้แต่หัวเราะคิกคักมองเพื่อนร่วมงานสลับกันไปมา เธอทำงานที่นี่มาสี่ปี แต่ถ้านับความอาวุโสจากอายุงานก็ถือว่าเธอเป็นน้องเล็กสุดของทีมอยู่ดี
แสงแดดยามเย็นยังไม่เบาแรงลง ทำให้คะน้าที่กำลังเดินกลับบ้านหลังเลิกงานต้องยกหลังมือขึ้นปาดเหงื่อเพราะพวกมันพากันผุดขึ้นทั่วกรอบหน้า เวลาผ่านไปครบสี่ปีหลังจากวันที่เธอได้งานที่ใหม่ แต่ใบหน้าเรียวเล็กกลับยังดูอ่อนเยาว์ไม่ต่างจากเดิม แม้อายุของเธอจะแตะเลขสามแล้วก็ตาม ขาเรียวหยุดกึกหน้ารั้วเหล็กของบ้านทาวน์เฮาส์ คะน้าล้วงมือหยิบเอากุญแจออกมาไข เธอออกแรงเลื่อนมันเปิดเพื่อแทรกตัวเข้าไปด้านใน แต่ไม่ทันจะได้ปิดรั้วก็มีเสียงออดอ้อนจากสัตว์ตัวเล็กดังขึ้นมาเสียก่อน มะ เหมียว~ เหมียว~ เสียงร้องดังเรียกให้คะน้าก้มตัวลงไปอุ้มแมวพันธุ์สกอตติชโฟลด์ขึ้นมา เธอใช้มือเพียงข้างเดียวเจ้าแมวตัวน้อยที่มีหูพับเป็นเอกลักษณ์ก็เข้ามาอยู่ในอ้อมอก มันรีบออดอ้อนซุกหน้าคลอเคลียอย่างที่ทำเป็นประจำ “อ้อนเหรอคะ หื้ม? โมจิน้อย เจ้าของแกมัวทำอะไรทำไมปล่อยแกหลุดออกมาอีกแล้วเนี่ย” คะน้าคุยกับแมวตัวจิ๋วด้วยรอยยิ้ม เธอเรียกชื่อมันทำให้หน้าสั้น ๆ ยอมผละออกจากอกมามองสบตา ตากลมแป๋วมีประกายวิบวับจนสาวเจ้าของบ้านต้องยอมอุ้มมันเดินเข้าไปด้านในด้วย
เสียงกริ่งหน้าร้านดอกไม้ดังขึ้นพร้อมร่างแบบบางของผู้หญิงวัยยี่สิบหกปีเดินออกมา ในอ้อมแขน ‘คะน้า’ มีดอกไม้ช่อไม่เล็กไม่ใหญ่โอบไว้กลางอก ไม่รอช้าจมูกเล็ก ๆ ก็ก้มลงไปสูดดมเอากลิ่นหอมหวานเข้าไปเต็มปอด “…หอมจัง” ใบหน้าสวยหวานมีรอยยิ้มเผยให้เห็นอยู่ตลอด ริมฝีปากจิ้มลิ้มคลี่ยิ้มจนแก้มปริอย่างคนอารมณ์ดี ช่วงเช้าเธอเพิ่งไปสัมภาษณ์เข้าทำงานที่ใหม่ และได้คำตอบกลับมาทันทีว่าเธอได้งานที่นั่น ยิ่งไปกว่านั้นเงินเดือนยังสูงกว่าที่เดิมเกือบเท่าตัว แม้บริษัทที่ว่าจะไม่ตรงกับสาขาที่ตนเองเรียนจบมาก็ตาม คะน้าก้าวขาไม่เร็วมากนัก แต่ทุกย่างก้าวเต็มไปด้วยความมั่นใจ เบลเซอร์สีน้ำตาลที่ใหญ่กว่าตัวปลิวไปตามแรงลมตัดกับกระโปรงสีดำกลีบเล็กที่มันกำลังเสียดสีต้นขาขาว สาวร่างเพรียวบางสูงเพียงร้อยหกสิบเซ็นติเมตรกำลังมุ่งหน้าไปยังสถานีรถไฟฟ้า เพื่อไปยังร้านอาหารที่เธอกับแฟนหนุ่มนัดฉลองวันครบรอบ และวันเกิดของเธอไว้ในคราวเดียว ใช่แล้ว จะบอกว่าวันนี้เป็นวันที่ดีที่สุดในรอบหลายปีเลยก็ว่าได้ วันนี้เป็นวันที่เธอได้งานที่ใหม่ วันนี้เป็น







