Masukคุณหญิงรู้สึกตัวอีกครั้งก็พบว่าตนเองอยู่ภายในห้องพักฟื้นของโรงพยาบาล โดยมีคนสนิทนั่งเฝ้าอยู่ไม่ห่าง
“ฉันมาอยู่ที่นี่ได้ยังไง”
“คุณหญิงรู้สึกตัวแล้วหรือคะ รอสักครู่นะคะสร้อยจะไปตามหมอ” สร้อยซึ่งเป็นคนสนิทของคุณหญิงพูดพร้อมกับรีบร้อนจะเดินออกไปจากห้อง แต่อีกฝ่ายห้ามไว้ซะก่อน
“ไม่จำเป็นต้องไปตามหมอหรอกสร้อย ฉันไม่ได้เป็นอะไรมาก”
“แต่ว่า...”
“บอกว่าไม่ได้เป็นอะไรก็ไม่เป็นไรสิ ไม่มีใครรู้อาการของฉันดีไปกว่าตัวฉันเองหรอก”
สร้อยเดินกลับไปยืนข้างเตียงของเจ้านาย สีหน้าของสร้อยแสดงถึงความวิตกกังวล ความห่วงใยฉายชัดในแววตาเธอ
“เกิดอะไรขึ้นหรือคะคุณหญิง ทำไมจู่ๆ คุณหญิงถึงหมดสติไปแบบนั้น”
คุณหญิงทิพย์มณีถอนหายใจอย่างแรงก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจาใด ๆ ออกมา
“ก่อนที่ฉันจะหมดสติ ฉันกำลังนั่งอ่านข่าวอยู่ แต่จู่ ๆ ก็มีอาการเจ็บหน้าอกและหายใจไม่ออก ฉันรู้ได้ทันทีว่าโรคหัวใจของฉันกำเริบ และพยายามจะเดินไปหยิบยาแต่ไปไม่ถึงก็ล้มลงกับพื้น จากนั้นก็ไม่รู้ตัวอีกเลย”
“ข่าวอะไรหรือคะที่ทำให้อาการโรคหัวใจของคุณหญิงกำเริบได้” สร้อยเอ่ยถามด้วยความสงสัย แต่ก็พอจะเดาได้ว่าน่าจะเป็นข่าวเจ้านายสาวของตนเอง
คุณหญิงนิ่งไปราวกับจมอยู่ในความคิดของตนเอง
สิ่งที่คุณหญิงทิพย์มณีเป็นห่วงอยู่ทุกวันนี้ก็เห็นจะมีอยู่เรื่องเดียว คือเรื่องของทรรศิกาหลานสาวเพียงคนเดียวของตนเอง ที่มักจะสร้างแต่ปัญหาได้ไม่หยุดหย่อน ถ้าจะโทษใครสักคนเกี่ยวกับเรื่องนี้คงต้องโทษตัวเอง ที่มีส่วนทำให้ทรรศิกาเป็นแบบนี้ เพราะตนรักและตามใจหลานสาวคนนี้มากเกินไปจนหลานเกือบจะเสียคน
“เป็นอะไรไปคะคุณหญิง” สร้อยเอ่ยถามเมื่อเห็นเจ้านายของตนเองเงียบจนผิดปกติ
“เปล่าฉันแค่คิดถึงข่าวที่ทำให้อาการของฉันกำเริบ”
“ข่าวอะไรหรือคะ?”
“จะข่าวอะไร ก็ข่าวฉาวของแม่หลานสาวตัวแสบของฉันน่ะสิ สร้อยเห็นข่าวคุณหนูคนดีของสร้อยหรือยัง”
“ถ้าคุณหญิงหมายถึงข่าวที่คุณเทย่าขึ้นคอนโดกับผู้ชายสองต่อสองละก็ เห็นแล้วค่ะ”
“ชักจะหนักข้อขึ้นทุกวัน นี่ขนาดอยู่ในช่วงของการดัดนิสัยนะ เห็นข่าวเงียบหายไปก็นึกว่าจะรู้จักคิดและปรับปรุงตัวเองให้ดีขึ้น ไม่ทันไรเลยก็มีข่าวฉาวขึ้นคอนโดผู้ชายกลางดึก แถมกลับลงมาพร้อมกับผู้ชายอีกคน งามหน้าไหมล่ะหลานสาวฉัน ฉาวไม่แคร์สื่อได้ไม่เว้นแต่ละวัน”
“ใจเย็น ๆ ก่อนดีไหมคะคุณหญิง บางทีเรื่องมันอาจจะไม่เป็นอย่างที่เราคิด คุณเทย่าเธออาจจะมีเหตุผลที่ทำเช่นนั้น” สร้อยพูดปลอบใจผู้เป็นนาย และพยายามที่จะแก้ต่างให้กับเจ้านายสาวของตนเอง
“พอเลยสร้อย ไม่ต้องมาพูดแก้ต่างให้คุณหนูคนดีของเธอเลย หลักฐานมันเห็นทนโท่อยู่แบบนี้จะปฏิเสธยังไง”
“แล้วคุณหญิงจะจัดการอย่างไรกับเรื่องนี้คะ”
“ฉันจะยังไม่จัดการอะไรทั้งนั้น แต่จะรอให้ครบกำหนดสามเดือน ถึงเวลานั้นเมื่อไรถ้าเทย่ายังคิดไม่ได้ว่าควรต้องปรับปรุงตัวเองยังไง ฉันก็จะทำตามที่เคยพูดไว้ ฉันจะยกทรัพย์สินของฉันทั้งหมดให้กับองค์กรการกุศล และจะไม่ให้อะไรเทย่าสักอย่าง แม้แต่เงินสักบาทก็จะไม่ได้”
“ทำแบบนั้นไม่โหดร้ายกับคุณเทย่าไปหน่อยหรือคะคุณหญิง”
“ไม่เลยสร้อย แต่ถ้าฉันไม่ทำและยังตามใจเทย่าเหมือนที่ผ่านมา นั่นล่ะคือความโหดร้ายที่ฉันหยิบยื่นให้หลานสาวของตัวเอง”
“คุณหญิงหมายความว่ายังไงคะ”
“เธอลองคิดดูนะสร้อย ถ้าวันใดที่ฉันตายไป และเทย่ายังคงใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยไปวัน ๆ เหมือนอย่างที่ผ่านมา แม้ว่าจะได้ครอบครองทรัพย์สมบัติมากมายของฉัน แต่ถ้าไม่รู้จักที่จะทำให้มันมีดอกผลงอกเงย ดีแต่จะผลาญ สุดท้ายสมบัติเหล่านั้นก็จะต้องหมดเข้าสักวัน ถึงตอนนั้นจะทำยังไง และนี่คือเหตุผลว่าทำไมฉันถึงต้องดัดนิสัยเทย่า ฉันจะทำให้เทย่ายืนได้ด้วยตัวเอง แม้ในวันที่ไม่มีฉันอยู่เคียงข้างคอยให้คำแนะนำ”
“อย่าพูดอะไรที่มันน่ากลัวอย่างนั้นสิคะ คุณหญิงยังดูแข็งแรงและดูแลสุขภาพของตัวเองอยู่เสมอ คงจะไม่เป็นอะไรไปง่ายๆ หรอกค่ะ คุณหญิงยังต้องอยู่ดูความสำเร็จของคุณเทย่าไปอีกนาน”
“สังขารมันไม่เที่ยงหรอกนะสร้อย ฉันเองก็อายุมากขึ้นทุกวัน จะอยู่ได้อีกนานแค่ไหนก็ไม่รู้ ถ้าเรายังปล่อยให้เทย่าใช้ชีวิตไร้สาระไปวัน ๆ แบบนี้ วันไหนที่ไม่มีฉันเขาจะจัดการกับชีวิตของตัวเองยังไง จะดูแลบริษัทที่ฉันสร้างมากับมือให้อยู่รอดได้อย่างไร นี่คือสิ่งที่ฉันกังวล”
“คุณเทย่าเธอเป็นคนฉลาด เธอต้องคิดได้แน่นอนค่ะ”
“ฉันก็หวังไว้อย่างนั้นเหมือนกัน แต่ถ้าครบกำหนดสามเดือนแล้วยังคิดไม่ได้ ฉันจะทำอย่างที่เคยพูดไว้จริง ๆ”
คำพูด และสายตา รวมไปถึงท่าทีที่แน่วแน่ของคุณหญิงทิพย์มณี ทำให้สร้อยรู้สึกเป็นกังวลแทนเจ้านายสาว แต่ก็ไม่รู้ว่าจะช่วยเธออย่างไร ได้แต่ภาวนาขอให้เธอเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม ให้เป็นไปในทางที่ดีขึ้นทันกำหนดเวลาที่คุณหญิงกำหนดไว้
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







