Masuk“หางานทำ!!” นับดาวทวนคำด้วยความประหลาดใจ
“ใช่หางานทำ เริ่มตั้งแต่วันพรุ่งนี้เลย”
สิ่งที่กระตุ้นให้หญิงสาวอยากหางานทำ ส่วนหนึ่งเป็นเพราะเงื่อนไขของคุณย่า ที่ให้เวลาเธอพิสูจน์ตัวเองภายในสามเดือน อีกส่วนหนึ่งและเป็นส่วนสำคัญที่สุดในเวลานี้คือต้องการหาเงินมาคืนนับดาว
“คิดไว้หรือยังว่าจะไปสมัครงานที่ไหน”
“ก็ว่าจะลองไปสมัครงานที่บริษัทเพื่อนของคุณย่าดู คิดว่าไม่น่าจะมีปัญหาอะไร”
“แน่ใจหรือว่าไม่มีปัญหา ดาวว่าคุณย่าคงจะไปพูดกับเพื่อนๆ ของท่านไว้หมดแล้ว”
“เดี๋ยวพรุ่งนี้ก็รู้ ไว้เทย่าจะกลับมาเล่าให้ดาวฟังนะว่าไปสมัครงานมาแล้วเป็นยังไงบ้าง”
“เอาจริงหรือ!?”
“จริงสิ” เมื่อทรรศิกาตัดสินใจได้แล้วก็รู้สึกสบายใจขึ้น “ดึกแล้วเรานอนกันดีกว่า พรุ่งนี้ดาวต้องตื่นไปทำงานแต่เช้า ถ้านอนพักผ่อนไม่เพียงพอเดี๋ยวจะไม่สดใส”
สองสาวล้มตัวลงนอนและหลับไปในเวลาอันรวดเร็ว
ช่วงสายวันต่อมา ทรรศิกาบรรจงแต่งหน้าแต่งตัวให้สวยเลิศกว่าทุกวัน จากนั้นก็เดินทางไปที่บริษัทเพื่อนของคุณย่าซึ่งเป็นบริษัทอสังหาริมทรัพย์ เธอเดินตรงไปที่แผนกประชาสัมพันธ์พร้อมกับแจ้งความจำนงว่า
“ฉันมาขอพบท่านประธานบริษัท”
“ได้นัดไว้ล่วงหน้าหรือเปล่าคะ”
“ไม่ได้นัดค่ะ แต่รบกวนแจ้งท่านด้วยว่าหลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีมาขอเข้าพบ”
“สักครู่นะคะ” พนักงานต้อนรับใช้โทรศัพท์ภายในเพื่อติดต่อกับเลขาของท่านประธาน
“คุณหญิงติดประชุมผู้ถือหุ้นค่ะ อีกนานกว่าจะประชุมเสร็จ” พนักงานคนเดินหันมาแจ้งเธอหลังจากที่วางสาย
ทรรศิกาพยักหน้ารับรู้ พร้อมกับบ่นพึมพำเบา ๆ “ฤกษ์ไม่ดีเอาซะเลย...ทุกอย่างดูติดขัดไปหมด”
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงของใครบางคนดังแทรกขึ้น
“โอ๊ะโอว!! คุณหนูเทย่ามาทำอะไรที่นี่ไม่ทราบ”
ไม่ต้องหันกลับไปมองก็รู้ว่าใครคือเจ้าของเสียงนั้น ทรรศิกาเบ้ปากก่อนจะพึมพำกับตัวเอง
“ซวยจริง ๆ เจอใครไม่เจอ ดันมาเจอยัยเนตรปากนีออน” จากนั้นก็ปรับสีหน้าให้เป็นปกติก่อนจะใส่หน้ากาก โดยการหันไปส่งยิ้มหวานให้เพื่อนรักหักเหลี่ยมโหดที่มาพร้อมกับเพื่อนอีกสองคน ซึ่งเธอเองก็รู้จักเพราะเป็นเพื่อนไฮโซกลุ่มเดียวกัน
”มาทำธุระ...มีปัญหาไหม” ทรรศิกาตอบกลับไปแบบยียวนกวนประสาท
“ธุระอะไร!? อย่าบอกนะว่าจะมาสมัครงานที่นี่” เนตรนภาพูดหยิกแกมหยอก พร้อมกับหัวเราะออกมาด้วยความขบขัน
ทรรศิการู้สึกเจ็บใจที่โดนเพื่อนพูดจากระแทกแดกดัน ทั้งที่มันเป็นความจริงแต่ก็คงไม่จำเป็นที่จะต้องแสดงออกให้เพื่อนพวกนี้รู้
“ใครที่ไม่โง่มากจนเกินไปนักต้องรู้ว่า คนอย่างเทย่าไม่จำเป็นต้องทำอะไรก็มีกินมีใช้อย่างสุขสบาย ชนิดที่ชาตินี้ใช้เท่าไรก็ใช้ไม่หมด แล้วจะมาสมัครงานเพื่ออะไร”
“ว่าใครโง่!” เนตรนภากระชากเสียงถาม
‘ก็ว่าหล่อนนั่นแหละ’ ใจคิดอย่างแต่ปากพูดอีกอย่าง
“เทย่าไม่ได้เอ่ยชื่อใคร แต่ถ้าอยากจะรับก็รับไป ก็ไม่ว่ากัน”
เนตรนภาชักสีหน้าไม่พอใจก่อนจะโต้ตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงเย้ยหยัน
“แต่ฉันได้ยินมาว่าคุณหนูเทย่ากำลังจะถูกตัดออกจากกองมรดก เป็นนางฟ้าตกสวรรค์ เหตุผลแค่นี้มากพอไหมที่จะทำให้คุณหนูเทย่าต้องออกมาหางานทำ”
“ไร้สาระ!! ป่วยการที่จะมาเสียเวลาพูดกับพวกที่ชอบมโนไปเอง เอาเวลาไปทำอย่างอื่นดีกว่า ไปนะ”
ทรรศิกาโบกมือให้พวกสาว ๆ ก่อนจะเชิดหน้าเดินจากไปด้วยมาดของนางพญา พร้อมกับบอกตัวเองว่าจะทำให้คนพวกนั้นรู้ไม่ได้เด็ดขาดว่าเธอกำลังตกอับจริงอย่างที่พวกเขาพูดจริง ๆ
เนตรนภายังไม่คลายความสงสัย และต้องการเช็กข้อมูลอะไรบางอย่าง เธอจึงหันไปถามพนักงานต้อนรับ
“ผู้หญิงคนเมื่อกี้มาทำอะไรที่นี่”
“เธอมาขอพบท่านประธานค่ะ”
“ไม่ได้มาสมัครงานหรอกหรือ”
“เปล่าค่ะ”
“ถ้าอย่างนั้นเรื่องที่นางถูกคุณหญิงตัดออกจากกองมรดกก็ไม่เป็นความจริงน่ะสิ มิน่าถึงได้กร่างไม่เลิก”
เนตรนภารู้สึกหงุดหงิดที่ดูเหมือนว่าทรรศิกาจะเหนือกว่าเธอในทุก ๆ ด้าน เธอจึงรู้สึกอิจฉาเพื่อนคนนี้เสมอมา ทรรศิกาเกิดมามีพร้อมทุกอย่าง ไม่ว่าจะเป็นความสวย สติปัญญา หรือแม้แต่ทรัพย์สินเงินทอง ในขณะที่ครอบครัวของเธอที่ถึงแม้จะร่ำรวย แต่เมื่อเทียบกับตระกูลของทรรศิกาแล้วเรียกได้ว่าเทียบกันไม่ติด
“เซ็งเลย! นึกว่าจะมีเรื่องสนุก ๆ ให้เมาท์ซะอีก ไปหากาแฟดื่มแก้เซ็งกันดีกว่า” เนตรนภาหันไปชักชวนเพื่อนเดินไปที่ร้านกาแฟที่ตั้งอยู่ใต้ตึกนั้น
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







