Masuk“ถ้าจะรังควานกันก็ควรดูเวลาบ้างนะ รีบกลับไปซะ ขืนยังป่วนกันไม่เลิกแบบนี้อย่าหาว่าผมไม่เตือน” อติรุจกระซิบเสียงเขียวขู่บังคับที่ข้างหูเธอ
“ฉันจะไม่ไปไหนทั้งนั้นจนกว่าฉันจะได้ในสิ่งที่ฉันต้องการ” ทรรศิกากระซิบตอบ ก่อนจะเริ่มแสดงละครฉากสำคัญ ให้มันรู้กันไปเลยว่าเขาจะอดทนได้อีกนานเท่าไร
“เมื่อไรคะ คุณจะให้เทย่ารอถึงเมื่อไร สำหรับคุณงานต้องมาก่อนเสมอ แล้วเทย่าละคะ เทย่าไม่มีความสำคัญสำหรับคุณเลยใช่ไหมคะ” หญิงสาวถามด้วยน้ำเสียงปนสะอื้น น้ำใส ๆ คลอตาก่อนจะหยดลงบนแก้มเนียนใส ท่ามกลางสายตาของทุกคนที่จ้องมองมาด้วยความสนใจ อติรุจชะงักไปเมื่อเห็นน้ำตาของเธอ
‘ให้ตายสิ!! น้ำตาหล่อนสั่งได้จริง ๆ’
ที่สำคัญคือเธอโจมตีจุดอ่อนของเขาอีกแล้ว
ทันใดนั้นเองอาจารย์หมอที่เขาเคารพรักเสมือนบิดา ได้เอ่ยปากเพื่อช่วยคลี่คลายบรรยากาศที่ดูน่าอึดอัด โดยบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปทำงาน ก่อนที่ท่านจะเดินไป ได้ตบไหล่อติรุจเบา ๆ พร้อมบอกให้ไปเคลียร์ปัญหาคาใจกับแฟนสาวให้จบแล้วค่อยไปพบที่ห้องทำงาน
“ไปคุยกันซะให้เรียบร้อย งานสำคัญก็จริงแต่ก็ไม่ควรละเลยความรู้สึกของบุคคลสำคัญข้างตัว ถ้าเขาไม่มีเรื่องร้อนใจเขาคงไม่มา”
ทรรศิกาไหว้อาจารย์หมอที่ดูเป็นผู้ใหญ่ใจดีพร้อมเอ่ยปากขอโทษ
“เทย่าต้องขอโทษอาจารย์หมอด้วยนะคะที่เป็นตัวสร้างปัญหา”
“ไม่เป็นไรไปคุยกันให้เข้าใจ” พูดจบก็เดินนำไป แพทย์คนอื่น ๆ ต่างก็พากันแยกย้ายไป
“ตามผมมานี่” อติรุจฉุดมือทรรศิกาให้เดินตามแรงฉุดไปที่ห้องของเขา
เมื่ออยู่ด้วยกันตามลำพังอติรุจก็เปิดฉากต่อว่าหญิงสาวทันที
“คุณทำบ้าอะไรของคุณ ไม่เห็นจะต้องทำถึงขนาดนี้เลย”
“ก็ถ้าฉันไม่ทำแบบนี้แล้วคุณจะให้สิ่งที่ฉันต้องการไหม”
“คุณขู่บังคับผมหรือ!!”
“อย่าใส่ความกันสิคะ ฉันแค่เรียกร้องความสนใจจากคุณเท่านั้น”
“หมายความว่าตราบใดที่ผมยังไม่ยอมรับคุณเข้าทำงาน คุณก็จะตามรังควานผมไม่เลิกอย่างนั้นใช่ไหม”
ทรรศิกาไหวไหล่ ”ถ้าคุณไม่อยากให้ฉันป่วนคุณทุกที่ทุกเวลาคุณก็รับฉันเข้าทำงานสิคะ”
“บอกผมมาซิว่าทำไมคุณถึงอยากทำงานนี้”
“อาจเป็นเพราะฉันหลงใหลในเสน่ห์ของคุณ ก็เลยอยากที่จะอยู่ใกล้ตัวคุณตลอดเวลาก็ได้นะคะ” ทรรศิกาตอบพร้อมกับเดินวนไปรอบตัวเขา พร้อมกับลูบไล้ร่างกายเขาผ่านเสื้อกาวน์ที่เขาสวมใส่ไปในตัว สายตาของเธอยั่วยวนและเชิญชวน แต่เขากลับคิดว่ามันเป็นสายตาของการยั่วยวนกวนประสาทเขามากกว่า
“นั่งลง...เราจะได้คุยกัน”
ทรรศิกาทิ้งตัวลงนั่งกอดอกตรงข้ามเขา พร้อมถามด้วยสายตาว่าเขาจะเอายังไงก็ว่ามา
“เอาเป็นว่าถ้าคุณรับเงื่อนไขของผมได้ ผมก็จะให้คุณทดลองงานสามเดือน”
“เงื่อนไขอะไรคะ!? แล้วทดลองงานอะไรกันตั้งสามสี่เดือน แค่เดือนเดียวก็รู้แล้วว่าความสามารถของฉันนั้นเลิศแค่ไหน”
อติรุจถอนใจ “เคยมีใครบอกไหมว่าคุณเป็นคนหลงตัวเองขั้นรุนแรง”
“ใครว่าฉันหลงตัวเอง ฉันพูดเรื่องจริงต่างหาก ตกลงคุณรับฉันเข้าทำงานแล้วใช่ไหม” หญิงสาวถามเข้าข้างตัวเอง สายตาของเธอส่องประกายวิบวับ
“มันก็ขึ้นอยู่กับว่าคุณรับข้อเสนอของผมได้ไหม ผมจะจ่ายค่าตอบแทนให้คุณหนึ่งหมื่นห้าพันบาทต่อเดือน สำหรับการมาทำหน้าที่ผู้ช่วยผม คุณจะได้เลิกรังควานผมซะที”
“ถ้าจะให้ฉันเลิกรังควานคุณ เงินเดือนมันก็ต้องมาพร้อมกับสวัสดิการพิเศษสิคะ”
“หมายถึงอะไร!”
“ฉันหมายถึงนอกจากเงินเดือนหมื่นห้าที่คุณต้องจ่ายให้ฉันทุกเดือนแล้ว ก็ต้องมีที่พักพร้อมอาหารสามมื้อให้ฉันด้วย ที่สำคัญทดลองงานแค่เดือนเดียวก็พอ เพราะฉันมั่นใจว่าสมองอัจฉริยะและความสามารถชั้นเลิศของฉัน จะไม่ทำให้คุณผิดหวังแน่นอน ถ้าไม่ได้ตามนี้ก็เตรียมตัวพบกับความสนุกแบบเอ็กซ์คลูซีฟได้เลย รับรองว่าคุณจะต้องประทับใจไม่รู้ลืมไปอีกนานแสนนาน”
“ตกลง ผมจะให้ตามที่คุณขอ หมดธุระแล้วก็กลับไปได้”
“คุณจะพูดปากเปล่าแล้วไล่ฉันกลับไปง่าย ๆ ได้ยังไงกันคะ เกิดคุณพลิกลิ้นขึ้นมาฉันก็แย่สิ”
“แล้วคุณจะให้ผมทำยังไง”
“ก็ต้องทำสัญญากันก่อนเพื่อป้องกันไม่ให้คุณบิดพลิ้วทีหลัง”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







