Masuk“ไม่ขำสักนิด”
“ไม่ขำก็ไม่ขำ เพื่อความสบายใจของดาว เทย่าจะพกเครื่องช๊อตไฟฟ้าติดตัวไว้ ถ้าเขาทำอะไรเทย่าละก็รับรองว่าเจอดีแน่ แบบนี้สบายใจขึ้นบ้างไหม”
“อืม”
“เทย่ามีเรื่องสำคัญจะบอกดาว”
“เรื่องสำคัญอะไร!? “
“เทย่าหาเงินสองแสนมาคืนดาวได้แล้วนะ” เธอตอบกลับไปด้วยน้ำเสียงร่าเริง
“ไปเอามาจากไหน อย่าบอกนะว่าไปยืมมาจากพวกเพื่อนไฮโซ”
“เทย่าไม่มีวันไปยืมเงินเพื่อนกลุ่มนั้นหรอก”
“ถ้าอย่างนั้นเทย่าไปนำเงินก้อนนี้มาจากไหน”
“จะได้มาจากไหนไม่สำคัญหรอกดาว เอาเป็นว่าเทย่าหาเงินมาคืนดาวได้แล้วกัน และมันก็เป็นเงินสุจริต”
“ถ้าเทย่าไม่บอกว่านำเงินมาจากไหน ดาวจะไม่รับเงินก้อนนี้คืนจากเทย่า” นับดาวยื่นคำขาด
“หมอรุจ” ทรรศิกาพูดโพล่งออกไปในที่สุด
คำตอบที่ได้รับจากปากของเพื่อน มีผลทำให้นับดาวถึงกับร้อนรนจนอยู่ไม่ติด
“จากใครนะ!”
“ดาวได้ยินไม่ผิดหรอก พรุ่งนี้มาหาเทย่าที่นี่นะ ดาวมาถูกใช่ไหม เทย่าจะได้คืนเงินให้ดาวและก็จะตอบทุกคำถามที่ดาวอยากรู้”
ทรรศิกาอธิบายทางคร่าว ๆ ก่อนจะพูดสรุปปิดท้ายว่า “ถ้าหาไม่เจอก็โทร.มานะเทย่าจะได้ออกไปรับ”
“ได้ เลิกงานแล้วดาวจะรีบไปหาเทย่าทันที แต่บอกซะก่อนนะว่าถ้าเงินที่เทย่าได้มา มันมีอะไรที่ลับลวงพลางซ่อนอยู่ละก็ ดาวจะไม่รับเงินนั้นเด็ดขาด”
“รับรองว่าไม่มีเรื่องราวซับซ้อนซ่อนเงื่อนอย่างที่ดาวกังวลหรอก แค่นี้ก่อนนะดาว เทย่าจะนอนละพรุ่งนี้พบกัน” จากนั้นก็วางสายและรีบเข้านอน เพราะจะต้องตื่นมาเตรียมอาหารเช้าที่เธอไม่เคยทำมาก่อนเลยในชีวิต
แก้วมาทำงานในเช้าวันรุ่งขึ้น โดยไม่ลืมที่จะแวะซื้ออาหารมื้อเช้าง่าย ๆ ติดมือมาเหมือนเช่นทุกครั้ง ทรรศิกาก็เลยรอดตัวไปไม่ต้องมาจัดเตรียมอาหารเช้าตามคำสั่งของเจ้านาย
“นั่นอะไร!” เธอเอ่ยถามเมื่อเห็นแก้วกำลังเทอะไรบางอย่างลงในชาม
“โจ๊กกับปาท่องโก๋”
“กำลังนึกอยากกินอยู่พอดี”
อติรุจเดินเข้ามาในห้องอาหารเมื่อได้ยินเสียงพูดคุย
“อาการของยายเป็นยังไงบ้างแก้ว” นายแพทย์หนุ่มเอ่ยถาม
“ไม่ได้เป็นอะไรมากหรอกค่ะ แค่หน้ามืดเป็นลมตามประสาคนแก่ แต่อาการดีขึ้นแล้วค่ะ”
“สงสัยจะความดันขึ้น คืนนี้หมอจะไปตรวจดูอาการให้อีกทีละกัน”
“งานเข้าแต่เช้าเลย” ทรรศิกาบ่นพึมพำเบา ๆ ในความใจดีมีเมตตาเกินเหตุของคุณหมอหนุ่ม
“ขอบคุณค่ะ ยายคงดีใจที่จะได้เจอหมอรุจ ยายบ่นกับแก้วหลายทีละ ว่าหมู่นี้ไม่ค่อยได้เจอหน้าคุณหมอ อาหารเช้าค่ะ”
อติรุจเดินมานั่งที่ประจำของตนเอง “ขอบใจนะแก้ว”
“นี่ของคุณ” แก้วนำโจ๊กใส่ไข่ร้อน ๆ มาเสิร์ฟตรงหน้าหญิงสาว
“เทย่า...เรียกฉันว่าเทย่า”
“ค่ะคุณเทย่า” แก้วเน้นคำพูดด้วยน้ำเสียงกึ่งประชดประชัน
“ต่อไปนี้เทย่าจะมาทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยของฉันนะแก้ว และก็จะพักอยู่ที่นี่ด้วย”
“แก้วต้องเตรียมอาหารเผื่อคุณเทย่าด้วยใช่ไหมคะ”
“ใช่!” ทรรศิกาชิงตอบคำถามนั้นก่อนที่อติรุจจะเป็นคนตอบ
“เราตกลงกันว่าเรื่องการจัดเตรียมอาหารมันเป็นหน้าที่ของคุณไม่ใช่หรือเทย่า”
“แต่ฉันเห็นว่าแก้วเขาทำได้ดีกว่า เราก็ควรจะให้เขาทำนะคะ ฉันไม่อยากไปแย่งงานของเขาหรอกค่ะ”
“ไม่เป็นไรค่ะหมอรุจ แก้วก็แค่ซื้ออาหารเพิ่มขึ้นอีกที่หนึ่งเท่านั้น แก้วทำได้ค่ะ”
อติรุจได้แต่จ้องมองทรรศิกาพร้อมกับส่ายหน้า ด้วยความเอือมระอาในความเจ้าเล่ห์ของเธอ
“เอาเป็นว่าฉันจะรับผิดชอบอาหารมื้อเย็นก็แล้วกัน รีบทานสิคะ ขืนชักช้าเดี๋ยวคุณก็ไปทำงานสายหรอก โจ๊กต้องทานตอนร้อน ๆ ถึงจะอร่อย”
หลังจากอติรุจไปทำงานแล้ว แก้วก็ลงมือทำความสะอาดบ้านตามหน้าที่ ส่วนทรรศิกาก็นั่งอ่านนิตยสารเพื่อสุขภาพเป็นการฆ่าเวลา
“เธอมาทำงานที่นี่นานหรือยัง”
“คุณเทย่าพูดกับแก้วหรือคะ”
ทรรศิกาตวัดสายตามองไปที่แก้วเมื่อได้ยินคำพูดประโยคนั้น
“ก็ใช่นะสิ อยู่กันแค่สองคนถ้าไม่พูดกับเธอ แล้วจะให้พูดกับใคร”
“คุณถามว่าอะไรนะคะ”
“ฉันถามว่าเธอมาทำงานที่นี่นานหรือยัง”
“ยังไม่ถึงปี แก้วมาทำงานหลังจากที่หมอรุจย้ายมาอยู่ที่นี่ได้สองเดือน ถามทำไมหรือคะ”
“ก็แค่ถามดูไม่ได้หรือไง”
“ได้ค่ะทำไมจะไม่ได้” แก้วตอบด้วยน้ำเสียงเนือย ๆ จากนั้นก็ขอตัวขึ้นไปทำความสะอาดด้านบน
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







