LOGINและทันทีที่หญิงสาวเดินทางไปถึงสำนักงาน ทนายความ เธอรีบเดินตรงไปยังห้องทำงานของทนายสุชาติ โดยไม่สนใจฟังคำทัดทานของเลขาส่วนตัวที่มายืนขวางหน้าเธอไว้ ทรรศิกาตวัดสายตาคมจ้องมองหญิงสาวตรงหน้า ด้วยความไม่พอใจที่บังอาจมาห้ามปรามเธอ พร้อมออกคำสั่ง
“หลีกไป”
เมื่ออีกฝ่ายยังคงยืนปักหลักไม่ยอมล่าถอย ทรรศิกาจึงผลักไหล่เธออย่างแรง ก่อนจะก้าวเดินเข้าไปในห้องทำงานของทนายสุชาติ ด้วยมาดของนางพญาที่พกพาความมั่นใจมาเต็มเปี่ยม เลขารีบเดินตามเข้ามาในห้องดังกล่าวพร้อมกับชี้แจง
“ฉันพยายามห้ามเธอแล้วนะคะบอส แต่เธอไม่ยอมฟังและดึงดันที่จะเข้ามา”
“ไม่เป็นไร...ผมจะคุยกับเธอเอง” สุชาติบอกกับเลขา จากนั้นก็หันไปเอ่ยทักทายหลานสาวเพียงคนเดียวของคุณหญิงทิพย์มณี
“สวัสดีครับคุณเทย่า เชิญนั่งก่อนครับ พายุอะไรพัดพาคุณเทย่ามาหาผมถึงที่นี่ได้”
ทรรศิกาเดินไปนั่งเก้าอี้ตรงข้ามเขาตามคำเชิญ จากนั้นก็เปิดประเด็นโดยไม่อ้อมค้อมตามประสาคนใจร้อน
“เกิดอะไรขึ้น”
“เป็นคำสั่งคุณหญิงครับ”
“ถ้าอย่างนั้นคุณก็รีบติดต่อคุณย่าให้ยกเลิกคำสั่งนี้ซะ” เธอสั่งอย่างวางอำนาจ
“ทำไม่ได้ครับ”
“ทำไมจะทำไม่ได้” ทรรศิกาตวาดเสียงดังฟังชัด
“เพราะผมเองก็ไม่ทราบเหมือนกันครับว่าตอนนี้คุณหญิงอยู่ที่ไหน ทราบแต่เพียงว่าท่านต้องเดินทางไปทำธุระสำคัญโดยไม่มีกำหนดกลับ”
“แล้วถ้ามีเรื่องคอขาดบาดตาย หรือมีเรื่องสำคัญเร่งด่วนขึ้นมา คุณจะติดต่อคุณย่ายังไง”
“อีเมลครับ”
“อ***ล!” ทรรศิกาทวนคำเสียงสูง
“ให้ตายสิ...นี่คุณสุชาติไม่ได้พูดล้อเล่นใช่ไหมคะ”
“ผมไม่กล้านำเรื่องนี้มาล้อคุณเทย่าเล่นหรอกครับ ผมเองก็ติดต่อหาคุณหญิงไม่ได้เหมือนกัน ท่านบอกไว้แต่เพียงว่าถ้ามีปัญหาอะไรให้ส่งอีเมลหาท่าน แล้วท่านจะเป็นฝ่ายติดต่อกลับมาเอง”
เมื่อไม่ได้รับคำตอบที่ต้องการ ทรรศิกาจึงโวยวายใส่ทนายสุชาติโดยไม่ไว้หน้า
“คุณเป็นทนายของคุณย่าประสาอะไร ได้ค่าตอบแทนเดือน ๆ หนึ่งตั้งมากมาย แต่กลับทำงานไม่คุ้มค่าเงิน ถามอะไรก็ไม่ได้เรื่องสักอย่าง คุณย่าไปทำอะไรที่ไหน เมื่อไรจะกลับ จะติดต่อคุณย่าได้ยังไง ก็ตอบเป็นแผ่นเสียงตกร่องอยู่ได้ว่าไม่รู้”
ทนายสุชาติมิได้ถือโทษโกรธเคือง ที่โดนอีกฝ่ายวีนใส่อย่างไม่ไว้หน้า เขารับฟังคำพูดเหล่านั้นอย่างสงบ
“ก็ผมไม่ทราบจริง ๆ นี่ครับคุณเทย่า เพราะคุณหญิงไม่ได้บอกไว้ ว่าแต่คุณเทย่าพร้อมที่จะฟังสิ่งที่คุณหญิงฝากผมมาบอกคุณหรือยังครับ”
คิ้วเรียวสวยขมวดเข้าหากันทันทีที่ได้ยินประโยคนั้น
“มีอะไรที่ฉันควรจะรู้แต่ยังไม่รู้อีกหรือ” ทรรศิกาพูดด้วยน้ำเสียงประชดประชัน
“มีครับและกรุณาตั้งใจฟังให้จบ เพราะสิ่งที่ผมจะพูดต่อไปนี้คือคำสั่งของคุณหญิง”
จากนั้นสุชาติก็ถ่ายทอดคำสั่งของคุณหญิงทิพย์มณี ให้ทรรศิกาฟังอย่างไม่ขาดตกบกพร่อง
“นับแต่นี้เป็นต้นไปคุณเทย่าจะไม่สามารถใช้บัตรเครดิต หรือเงินในบัญชีของคุณได้อย่างเสรีเหมือนที่ผ่านมา เพราะคุณหญิงได้สั่งอายัดบัตรเครดิตและเงินในบัญชีธนาคารต่างๆ ของคุณไว้หมดแล้ว นอกจากนี้ยังห้ามมิให้คุณนำเครื่องประดับหรือของมีค่าไปใช้โดยพลการ ที่สำคัญคุณหญิงจะคอยเฝ้าดูความประพฤติของคุณเทย่า และให้โอกาสคุณเทย่าได้พิสูจน์ตัวเองเป็นเวลาสามเดือน ถ้าคุณสามารถทำให้คุณหญิงพอใจกับความเปลี่ยนแปลงไปในทางที่ดีขึ้นได้ ทุกอย่างก็จะกลับคืนสู่สภาพปกติ”
“จะเกิดอะไรขึ้น ถ้าฉันทำไม่ได้อย่างที่คุณย่าต้องการ หรือทำไม่ได้ตามที่ท่านคาดหวังไว้” ทรรศิกาถามด้วยน้ำเสียงหวาดหวั่นเป็นครั้งแรก
“คุณหญิงก็จะตัดคุณออกจากการเป็นผู้สืบทอดมรดกของท่าน และก็จะยกทรัพย์สมบัติทั้งหมดให้กับองค์กรการกุศล”
คำพูดของทนายสุชาติราวกับฟ้าผ่าลงมาตรงหน้า และทำให้หลานสาวคุณหญิงทิพย์มณีถึงกับหมดแรงไปดื้อ ๆ
ทรรศิกาไม่เข้าใจเลยว่าเหตุใดคุณย่าถึงได้เล่นตลกกับเธอด้วยวิธีนี้ แต่มันเป็นตลกร้ายที่ทำให้เธอถึงกับขำไม่ออก เพราะไม่คิดว่าคุณย่าจะใช้วิธีนี้ดัดนิสัยเธอ
แม้ไม่อยากจะเชื่อ...แต่ก็ต้องเชื่อ...เพราะมันเกิดขึ้นแล้วจริง ๆ
ฟ้าถล่มดินทลายเป็นอย่างไร ทรรศิกาเพิ่งจะเข้าใจเป็นครั้งแรก เมื่อคุณย่ากำลังจะลอยแพเธอ...
‘คุณย่าทำอย่างนี้ได้ยังไง...ไม่ยุติธรรมสักนิด’ เธอได้แต่รำพึงรำพันอยู่ในใจ
ขณะที่ทรรศิกากำลังคิดวุ่นวายกับปัญหาที่เกิดขึ้น เธอก็แว่วได้ยินเสียงคุณสุชาติพูดว่า
“คุณเทย่ามีอะไรจะถามอีกไหมครับ”
หญิงสาวส่ายหน้า เป็นครั้งแรกที่เธอรู้สึกว่าคุณย่าเอาจริง ต่อให้คาดคั้นถามทนายไปก็คงไร้ประโยชน์ เธอเป็นหลานรักของคุณหญิงจึงรู้นิสัยของผู้เป็นย่าดีว่า เมื่อใดก็ตามที่คุณหญิงทิพย์มณีเอาจริงขึ้นมา ใครก็มิอาจขวางได้
ทรรศิกาจำต้องลุกขึ้นด้วยท่าทางเหม่อลอย ดวงหน้าสวยซีดเผือด
“ผมไม่ส่งนะครับ” สุชาติกล่าว
แต่ก่อนที่ทรรศิกาจะเดินออกไปจากห้อง เธอได้หันไปพูดกับทนายความประจำตัวคุณย่า หรือจะเรียกว่าทนายประจำตระกูลเขมะสิริกุลก็คงไม่ผิด
“ถ้าคุณย่าติดต่อคุณเมื่อไร ฝากบอกท่านด้วยนะคะว่าฉันอยากจะคุยกับท่านด่วนที่สุด”
“ได้ครับ ผมจะบอกคุณหญิงตามที่คุณต้องการ”
“อย่าให้รู้นะว่าคุณแอบติดต่อกับคุณย่าลับหลังฉัน เดี๋ยวจะหาว่าไม่เตือน ถ้าฉันจับได้ว่าคุณเล่นตุกติกละก็ จะกลับมาอาละวาดพังสำนักงานของคุณให้ราบเป็นหน้ากลอง ไม่เชื่อก็คอยดู” พูดจบก็เชิดหน้าเดินจากไปทันที
สุชาติถึงกับส่ายหัวเมื่อได้ยินคำขู่ของเธอ
“คุณเทย่า...ก็คือคุณเทย่าวันยังค่ำ...เคยเอาแต่ใจตัวเอง...และใจร้อนวู่วามอย่างไร...ก็ยังเหมือนเช่นเดิม...เดาได้เลยว่าคงจะเปลี่ยนแปลงได้ยากเต็มที”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







