LOGINทรรศิกาหันกลับไปจ้องมองชายหนุ่มคู่กรณีอีกครั้ง เขาเป็นชายหนุ่มที่มีรูปร่างสูงใหญ่ ผมและดวงตาสีดำสนิท แววตาของเขาคมกริบดุจเหยี่ยว จมูกโด่งเป็นสันของเขาเสริมให้ใบหน้านั้นโดดเด่นและดูคมเข้มสมชายชาตรี จัดได้ว่าเป็นผู้ชายหน้าตาดีคนหนึ่ง แต่นั่นก็ไม่ได้ทำให้เธอเปลี่ยนใจ เธอพยายามเบียดเขาออกไปเพื่อที่จะขึ้นรถคันดังกล่าว
“ฉันรีบไป คุณรอเรียกรถคันใหม่แล้วกัน” เธอกระแทกเสียงตอบ
ปากพูดอย่าง แต่ใจคิดอีกอย่าง
‘เชอะ! กล้ามากนะที่มาขวางทาง นี่ดีนะที่ฉันรีบไม่อย่างนั้นแม่จะวีนซะให้เข็ด คราวหน้าจะได้ไม่กล้าทำแบบนี้อีก’
น้ำเสียงไม่ใส่ใจ และกิริยาที่ไร้มารยาทของหญิงสาว ทำให้อติรุจซึ่งปกติเป็นคนมีน้ำใจไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกับใคร ไม่คิดจะปล่อยมือออกจากประตูรถ และยังคงรั้งไว้ไม่ให้หญิงสาวคู่กรณีขึ้นรถได้
“มีคุณคนเดียวหรือที่รีบ ผมก็มีธุระสำคัญที่จะต้องรีบไปทำเหมือนกัน” ชายหนุ่มโต้ตอบกลับไปแบบไม่ยอมลดราวาศอก
“ทำไมคุณถึงไม่มีความเป็นสุภาพบุรุษเอาซะเลย แค่นี้ก็เสียสละให้ผู้หญิงไม่ได้”
ถ้าเธอพูดกับเขาดี ๆ เขาคงยอมหลีกทางให้เธอไปก่อน แต่ทุกอย่างกลับเป็นตรงกันข้าม ตัวเองทำผิดแล้วยังมาหงุดหงิดใส่อารมณ์กับเขา ทำให้อติรุจไม่ยอมอ่อนข้อให้
“ก็ผมรีบ” เขาพูดด้วยน้ำเสียงกวนโทสะ และยังคงยืนนิ่งไม่ไหวติง
จุดที่สองหนุ่มสาวยืนอยู่นั้นไม่ห่างจากป้ายรถเมล์ที่ตั้งอยู่หน้าห้างสรรพสินค้ามากนัก ทำให้ผู้คนที่กำลังยืนรอรถอยู่บริเวณนั้นเริ่มหันมาให้ความสนใจ และมองตรงมายังจุดที่เขาและเธอยืนอยู่ด้วยความอยากรู้อยากเห็น บางคนถึงกับหยุดเดินเพื่อหันมาดู
“ฉันว่าถ้าคุณเอาเวลาที่มายืนทะเลาะกับฉันไปเรียกรถคันใหม่ ป่านนี้คุณก็ได้ไปละ” ทรรศิกาบอกอย่างไม่ยอมเช่นกัน
“ใคร ๆ ก็รู้ว่าเวลานี้หารถแท็กซี่ยากที่สุด เพราะเป็นช่วงที่พวกเขาจะต้องไปส่งรถเพื่อเปลี่ยนกะ”
“นั่นมันไม่ใช่ปัญหาของฉัน หลีกไป” ทรรศิกาพูดด้วยความหงุดหงิดพร้อมผลักตัวเขาอย่างแรง แต่เขากลับไม่สะดุ้งสะเทือน และยังคงปักหลักอยู่ที่เดิม
“ตกลงจะไปไหมครับ” เสียงคนขับดังแทรกขึ้น
ขณะนั้นการจราจรเริ่มติดขัด รถคันหลังต่างก็บีบแตรเร่งเสียงดังขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“ไปค่ะ...ไป” ทรรศิกาหันไปตอบคนขับ แล้วเงยหน้าขึ้นมองคู่กรณี เมื่อเห็นอีกฝ่ายไม่มีทีท่าจะปล่อยมือ เธอจำต้องใช้มาตรการขั้นเด็ดขาด
“คุณทำตัวเองนะ!” หญิงสาวเอ่ยพร้อมกับยักคิ้วให้
ยังไม่ทันที่อติรุจจะเข้าใจความหมายที่หญิงสาวพูด เท้าเล็ก ๆ บนส้นสูงสี่นิ้วแถมเป็นส้นเข็มก็กระแทกลงมาที่เท้าของเขาเต็มแรง จากนั้นทรรศิกาก็ผลักเขาออกห่างประตูพร้อมกับก้าวขึ้นไปนั่งบนรถ ชายหนุ่มใช้ความไวคว้าตัวหญิงสาวจอมเถื่อนไว้ แต่ยังไม่ไวพอเขาจึงคว้าได้แต่ถุงกระดาษที่หญิงสาวถือติดมือ
“ปล่อยนะ! ฉันบอกให้ปล่อย” ทรรศิกาออกคำสั่ง
เธอกระชากถุงที่อยู่ในมือ เพื่อหวังจะให้หลุดจากมือเขาแต่มันไม่เป็นเช่นนั้น เพราะอติรุจไม่ยอมปล่อยมือ เขายังคงยื้อถุงใบนั้นไว้แน่น ทั้งคู่ต่างก็ยื้อยุดกันไปมาจนถุงขาดกระจุย ชุดชั้นในวาบหวิวสีสันสะดุดตาหล่นกระจายพื้น
ทรรศิกาตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง ด้วยความอายเธอจึงรีบเอื้อมมือลงเก็บชั้นในเหล่านั้นยัดใส่กระเป๋าตัวเอง เหลือเพียงบราเซียร์ลายเสือที่หล่นไปกองอยู่แทบเท้าเขา และมันอยู่ไกลเกินมือเอื้อม จะลงจากรถเพื่อไปเก็บก็กระไรอยู่จึงตัดใจปล่อยไป แต่ก่อนที่จะปิดประตูรถเธอตะโกนใส่เขาด้วยความหงุดหงิด
“เพราะคุณคนเดียวทำให้ฉันเสียเวลา บ้าที่สุด”
ทรรศิกากระแทกประตูรถใส่หน้าเขาเพื่อเป็นการระบายอารมณ์ และสั่งให้คนขับแท็กซี่ออกรถเพื่อขับไปส่งยังที่หมายที่เธอต้องการ
หลังจากอติรุจโดนแม่ตัวดีกระทืบเท้าจนเจ็บแล้ว ยังต้องอับอายกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นท่ามกลางสายตาของผู้คนที่ยืนดูอยู่ในบริเวณนั้น เขายืนเท้าสะเอวมองรถแท็กซี่จากไปด้วยความหัวเสียจนเผลอสบถออกมา ด้วยไม่คิดว่าจะมาเจอผู้หญิงป่าเถื่อน ไร้มารยาทเช่นนี้
“ซวย...ซวยจริง ๆ”
ขณะที่กำลังจะเดินไปเรียกแท็กซี่คันต่อไปนั้น เขาเหลือบไปเห็นสายตากล่าวหาที่จ้องมองมา ราวกับว่าเขาเป็นฆาตกรโรคจิตจากทั่วทุกสารทิศ ก็ทำให้เขาต้องก้มลงมองตาม บราเซียร์ลายเสือสีดำลายจุดของหญิงเจ้าปัญหานอนนิ่งสนิทอยู่แทบเท้าเขานั่นเอง
เมื่อสายตากล่าวหาเหล่านั้นยังไม่เลิกมอง อติรุจจำต้องก้มลงคว้าบราเซียร์ที่หล่นอยู่แทบเท้ายัดใส่กระเป๋ากางเกงด้วยความโมโห
‘เวรเอ๊ย!...’ เขาสบถในใจ ขณะยัดบราเซียร์ตัวจิ๋วใส่กระเป๋า
“อย่าให้เจออีกเชียวนะ...จะเอาแอลกอฮอล์ล้างปากซะให้เข็ด” เขาพึมพำออกมาด้วยความแค้นเคือง
ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าเหตุการณ์เช่นนี้ จะทำให้เขาโมโหปนฉุนเฉียวได้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน ทั้งที่ปกติแล้วเขาเป็นคนใจเย็น ไม่ค่อยถือสาหาความอะไรกับใครสักเท่าไร แต่ไม่ใช่กับผู้หญิงคนนี้
“ผู้หญิงอะไร...หน้าตาก็ดี...แต่กลับไม่มีมารยาทเอาซะเลย”
เขาบอกตัวเองว่าจะจดจำใบหน้าของผู้หญิงไร้มารยาทคนนี้ไว้ เจอเมื่อไรจะเอาคืนให้เข็ด
เมื่อเหลือบดูเวลาที่นาฬิกาข้อมือ อติรุจก็ยิ่งหงุดหงิดมากขึ้นกว่าเดิม เขาเสียเวลาไปมากแล้ว เพราะผู้หญิงคนเดียวทำให้เขาต้องเสียเวลาไปโดยใช่เหตุ
ตอนนี้มีคนไข้กำลังรอการผ่าตัดของเขาอยู่ และด้วยเวลาที่เหลืออยู่น้อยนิดทำให้อติรุจตัดสินใจใช้บริการมอเตอร์ไซค์รับจ้าง เพื่อให้ไปส่งเขาที่โรงพยาบาลให้ทันกับเวลา ที่เขาจะต้องเข้าห้องผ่าตัดคนไข้ฉุกเฉินแบบเร่งด่วน
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







