LOGINทรรศิการู้สึกสะท้อนใจกับสิ่งที่เธอได้รับรู้ในวันนี้ ยังมีผู้คนอีกมากที่ต้องดิ้นรนปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่บริสุทธิ์เหล่านี้ ที่ถูกพ่อแม่ทิ้งไว้ให้เผชิญชะตากรรมแต่เพียงลำพัง ที่ผ่านมาเธอไม่เคยมีโอกาสสัมผัสกับความยากลำบากเพราะชีวิตเกิดมาบนกองเงินกองทอง ไม่ว่าเธอจะต้องการอะไรก็จะได้ทุกอย่างดังใจหวัง ปัญหาที่เธอกำลังเผชิญอยู่ทุกวันนี้เมื่อเทียบกับปัญหาของเด็กเหล่านี้แล้ว ถือได้ว่าปัญหาของเธอเป็นเรื่องเล็กมาก
ก่อนที่จะเดินทางกลับทรรศิกาเห็นอติรุจมอบซองเงินให้กับครูอี๊ด
“นี่ครับครูค่าใช้จ่ายสำหรับเดือนนี้ ถ้าต้องการอะไรเพิ่มก็บอกผมได้นะครับ ไม่ต้องเกรงใจ”
“ดิฉันขอบคุณหมอรุจแทนเด็ก ๆ ด้อยโอกาสเหล่านี้ด้วยนะคะ ขอให้คุณหมอพบแต่ความสุขความเจริญค่ะ”
“พวกเราขอตัวกลับก่อนนะครับ แล้วจะหาเวลาว่างมาเยี่ยมเด็ก ๆ อีกครับ”
“เชิญค่ะ” จากนั้นครูอี๊ดก็หันไปพูดกับเด็กในปกครอง
“เด็ก ๆ จ๊ะพี่หมอและพี่เทย่าจะกลับแล้วนะจ๊ะ”
เด็กเหล่านั้นรีบวิ่งมาสวัสดีสองหนุ่มสาวอย่างพร้อมเพรียงโดยมิต้องให้ครูอี๊ดเอ่ยเตือน
“ไว้พวกพี่จะมาเยี่ยมพวกเราอีกนะ” ทรรศิกาบอกกับเด็ก ๆ ด้วยรอยยิ้ม
“ครับ/ค่ะ”
ระหว่างทางที่ขับรถกลับอติรุจหันไปเอ่ยถามหญิงสาวที่นั่งอยู่ข้างตัว
“คุณได้เรียนรู้อะไรจากการตามผมไปทำงานในวันนี้บ้าง”
แม้ว่าทรรศิกาจะได้เรียนรู้อะไรหลาย ๆ อย่างจากเขา แต่ก็ไม่จำเป็นต้องยอมรับออกมานี่จริงไหม เธอเลือกที่จะตอบในสิ่งที่ตรงกันข้ามกับความคิดของตนเอง
“ไม่เห็นจะได้อะไรนอกจากความเหนื่อย”
“รู้ตัวไหมว่าคุณเป็นพวกไม้แก่ดัดยาก”
“ก็ในเมื่อคุณรู้อยู่แล้วว่าฉันเป็นพวกไม้แก่ดัดยาก ก็อย่ามาเสียเวลามาดัดฉันเลย ลำพังแค่ฉันโดนคุณย่าดัดนิสัยคนเดียวก็แย่พออยู่แล้ว ถ้าต้องมาโดนเจ้านายสุดโหดอย่างคุณร่วมด้วยช่วยดัดนิสัยฉันอีกคนละก็ ชีวิตของฉันคงอยู่ไม่เป็นสุขนักหรอก”
“ชีวิตที่เคยสงบสุขของผมก็ต้องมาพบกับความยุ่งเหยิงผิดจากที่ควรจะเป็น ก็เพราะมีตัวยุ่งอย่างคุณผ่านเข้ามาในชีวิตผมเหมือนกัน”
“ถึงจะเป็นอย่างนั้นก็คงต้องทน เราต้องอยู่เป็นคู่กัดกันไปอีกนานจนกว่าฉันจะใช้หนี้คุณหมด ยกเว้นคุณจะยกหนี้ให้ฉัน”
“ฝันไปเถอะ! จำเอาไว้ของฟรีไม่มีในโลก”
“ฉันก็พูดไปอย่างนั้นเองเผื่อฟลุก บางทีคุณอาจจะอยากยกหนี้ให้ฉันด้วยความสิเน่หา”
“โทษทีผมไม่เคยพิศวาสหรือเสน่หาอะไรในตัวคุณ สำหรับผมแล้วคุณมันตัวปัญหาชัด ๆ อยู่กับคุณทีไรเป็นต้องเจอแต่เรื่องแย่ ๆ ทุกที”
“นี่คุณหาว่าฉันเป็นตัวซวย!” เธอหันมาแว้ดใส่เขาทันที
“ก็หรือไม่จริง ลองนึกทบทวนดูนะว่าตั้งแต่เราเจอกัน คุณได้ก่อปัญหาอะไรไว้ให้ผมบ้าง”
“ฉันก็ไม่ได้อยากทำอย่างนั้นนักหรอกแต่มันไม่มีทางเลือกอื่น ต้องโทษตัวคุณเองนั่นแหละที่ดื้อด้าน ถ้ารับฉันเข้าทำงานซะตั้งแต่แรกปัญหาเหล่านี้ก็คงจะไม่เกิดขึ้น”
“คุณนี่เอาดีใส่ตัวเอาชั่วให้คนอื่นจริง ๆ” อติรุจวิจารณ์อีกฝ่ายอย่างไม่ไว้หน้าก่อนจะเอ่ยถาม
“เคยได้ยินคำพูดที่ว่าสวยแต่รูปจูบไม่หอมไหม”
“เคย ถามทำไม!” ทรรศิกาตอบด้วยน้ำเสียงห้วนสั้น
“แล้วรู้ความหมายของมันหรือเปล่า”
“คงต้องให้ผู้รู้อย่างคุณเป็นคนเฉลยให้ฟัง”
“มันหมายถึงผู้หญิงที่มีรูปร่างหน้าตาสะสวย แต่มีความประพฤติท่าทีทางวาจาและกิริยามารยาทไม่เหมาะสมที่จะเป็นกุลสตรี”
ทรรศิการู้ดีเขาจงใจว่ากระทบเธอ แต่เธอเลือกที่จะไม่ใส่ใจคำพูดเหล่านั้น และเลือกที่จะพูดเฉพาะประเด็นที่ตนเองอยากพูด
“คุณก็ตาถึงเหมือนกันนะที่เห็นว่าฉันสวย แต่คุณยังไม่เคยจูบฉันเลยแล้วรู้ได้ยังไงว่าฉันไม่หอม”
อติรุจส่ายหัวเอือมระอากับคำพูดเฉไฉได้โล่ของแม่ตัวยุ่ง “มันเป็นคำพูดเปรียบเทียบ”
“อ๋อเหรอ! ฉันก็หลงนึกว่าคุณชมฉันด้วยความจริงใจซะอีก”
ทรรศิกาจงใจลอยหน้าลอยตาพูดยียวนกวนประสาทเขาเล่น
“จะว่าไปคุณก็มีมุมที่อบอุ่นอ่อนโยนกับเขาเหมือนกันนะ โดยเฉพาะตอนที่อยู่กับเด็ก ๆ และคนไข้ของคุณ แต่กับฉันทำไมถึงแตกต่าง ไม่เห็นคุณจะอ่อนโยนกับฉันแบบนี้บ้างเลย มีแต่สั่ง ๆๆ ตลอดเวลา”
“ผมจะสุภาพอ่อนโยนเฉพาะกับคนที่ปฏิบัติเช่นนั้นกับผม”
“คุณจะบอกฉันว่าตราบใดที่เรายังคงเป็นคู่กัดกันอยู่แบบนี้ ก็อย่าหวังว่าจะได้จะรับความอบอุ่นอ่อนโยนจากคุณอย่างนั้นใช่ไหม”
“ก็รู้คำตอบดีอยู่แล้วนี่”
“เชอะ! สองมาตรฐานชัด ๆ”
ในค่ำคืนนั้นทรรศิกาได้เขียนอีเมลส่งให้คุณย่า เพื่อบอกเล่าเรื่องราวที่เธอต้องติดตามอติรุจไปที่สถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า เล่าถึงสิ่งที่เขาและเธอทำให้แก่เด็ก ๆ ด้อยโอกาสที่นั่น อีเมลฉบับนั้นทำให้คุณหญิงทิพย์มณีถึงกับต้องยิ้มออกมาด้วยความพึงพอใจ
เพราะมันสะท้อนให้เห็นถึงความเปลี่ยนแปลง เกี่ยวกับมุมมองความคิดของทรรศิกาไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งถือได้ว่าเป็นเรื่องที่น่าพึงพอใจ
“กำลังอ่านอีเมลของคุณเทย่าอยู่หรือคะ” สร้อยเอ่ยถามเมื่อเดินนำยาก่อนนอนเข้ามาให้เจ้านาย
“ใช่ วันนี้เขาเขียนมาเล่าให้ฟังว่าไปสถานเลี้ยงเด็กกำพร้ามา”
“คุณเทย่าน่ะหรือคะไปสถานรับเลี้ยงเด็กกำพร้า” คนสนิทของคุณหญิงเอ่ยขึ้นมาด้วยความประหลาดใจ
“อืม! น่าจะถูกบังคับให้ไปมากกว่า”
“แล้วคุณเทย่าเขียนมาว่ายังไงบ้างคะ”
“เขาบอกว่าเพิ่งได้ไปเห็นด้วยตาของตัวเองว่ายังมีผู้คนอีกมากที่ต้องดิ้นรน ปากกัดตีนถีบเพื่อความอยู่รอด ไม่เว้นแม้แต่เด็กที่บริสุทธิ์ในสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าเหล่านี้ เด็กด้อยโอกาสพวกนี้น่าสงสาร เป็นเด็กที่พ่อแม่ไม่ต้องการและนำมาทิ้งไว้ การได้รับรู้ปัญหาเหล่านั้นทำให้รู้ว่าปัญหาที่เทย่าเผชิญอยู่ ถือเป็นปัญหาที่เล็กน้อยมากเมื่อเทียบกับปัญหาของพวกเขา”
“คุณเทย่ามีมุมมองความคิดที่เปลี่ยนไปนะคะ”
“สร้อยคิดเหมือนฉันเลย ไม่น่าเชื่อนะว่าการกระทำของนายแพทย์อติรุจจะสอนให้เทย่าเปลี่ยนมุมมองความคิดของตนเองได้ จากการเป็นผู้รับกลายมาเป็นผู้ให้โดยแลกกับความอิ่มเอมใจเพียงเล็กน้อย นับว่าฉันมองคนไม่ผิด”
“แต่จากที่คุณหญิงเคยเล่ามาสองคนนี้ดูจะไม่ค่อยลงรอยกันนะคะ”
“เพราะหมอรุจเขาไม่ตามใจคุณหนูเทย่าของเธอไงล่ะสร้อย หลานสาวตัวดีของฉันถึงได้อาละวาดใส่เขาไม่หยุดหย่อน”
“หวังว่าคุณหมอคงจะไม่ถอดใจไปซะก่อนนะคะ”
“นั่นสิ ฉันก็ได้แต่ภาวนาขอให้หมอรุจเขามีความอดทนอดกลั้นมากพอ อย่าถอดใจไปซะก่อนที่จะปราบพยศของเทย่าได้สำเร็จ”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







