LOGINหลังจากตรวจร่างกายเสร็จก็ถึงเวลาของการแจกขนม นม และของเล่นให้แก่เด็กทุกคน เด็กเหล่านั้นต่างก็เข้าแถวอย่างเป็นระเบียบเพื่อรอรับของแจก บ่งบอกได้ว่าพวกเขาได้รับการอบรมสั่งสอนมาเป็นอย่างดี ใบหน้าของทุกคนมีรอยยิ้มถูกใจกับของแจกที่ได้รับ แม้ว่าของที่พวกเขาได้รับจะไม่ใช่ของเล่นที่หรูหราราคาแพง แต่ก็ทำให้พวกเขามีความสุขอย่างเห็นได้ชัด
การกระทำของอติรุจสอนให้ทรรศิกาได้เรียนรู้ว่าการเป็นผู้ให้มันสุขใจเช่นนี้เอง กว่าจะกลับออกมาจากสถานเลี้ยงเด็กกำพร้าแห่งนั้นก็ปาเข้าไปเกือบบ่ายสอง เขาขับรถพาเธอแวะทานอาหารกลางวันก่อนจะพาไปยังสถานที่แห่งหนึ่งที่ตั้งอยู่ภายในชุมชนแออัด
ทรรศิกาไม่อยากที่จะเดินเฉียดกายเข้ามาในแหล่งเสื่อมโทรมเหล่านี้ แต่เพราะคำว่าหน้าที่ทำให้เธอไม่มีทางเลือกอื่น จำใจต้องเดินหอบของพะรุงพะรังตามเขาไปอย่างหลีกเลี่ยงมิได้ ในขณะที่กำลังจะเดินผ่านเด็กวัยรุ่นชายกลุ่มหนึ่ง เธอก็ได้ยินเสียงผิวปากและเสียงตะโกนถามอย่างคึกคะนอง
“จะรีบเดินไปไหนจ๊ะคนสวย” จากนั้นพวกมันก็ประสานเสียงหัวเราะออกมาอย่างสนุกสนาน
เด็กหนุ่มสองคนละจากที่นั่งและเดินตรงมายืนดักหน้าเธอ ทรรศิกาพยายามเดินเลี่ยงไปอีกทางเพราะไม่อยากมีเรื่อง แต่ก็ถูกพวกมันยืนขวางทางไว้
“หลีกไป! อย่ามาเกะกะระรานแถวนี้”
“ปากดีซะด้วย แบบนี้คงต้องสั่งสอนกันหน่อย”
เด็กหนุ่มที่เหลือเดินโอบกระชับวงล้อมเข้ามา ทำให้ทรรศิกาตกอยู่ท่ามกลางวัยรุ่นกลุ่มนั้น ความกลัวเริ่มเข้ามาเกาะกุมหัวใจ เพราะไม่คุ้นชินกับการรับมือพวกกุ๊ยข้างถนนซึ่งเป็นคนละระดับกับเธอ
“เราจะสั่งสอนยังไงดีลูกพี่” หนึ่งในกลุ่มเอ่ยถาม
“ใจเย็นก่อนโว้ยพวกเรา เดี๋ยวเธอจะตกใจกลัว” หัวโจกตะโกนบอกพวกพ้องก่อนจะหันไปพูดกับทรรศิกา
“จะไปไหนหรือจ๊ะ ต้องการให้พวกพี่เดินไปเป็นเพื่อนไหม”
แม้จะตกอยู่ในสถานการณ์ที่เป็นรอง อีกทั้งยังมีความกลัวเป็นทุนเดิม แต่คนอย่างทรรศิกามีหรือที่จะยอมให้ไอ้พวกเด็กเมื่อวานซืน ซึ่งดูเหมือนพวกกุ๊ยข้างถนนมาแทะโลมเธอเล่นง่าย ๆ
“ไม่จำเป็น เพราะฉันมีบอดี้การ์ดส่วนตัวมาคอยอารักขาอยู่แล้ว เขาอยู่โน่น ข้องใจอะไรก็ไปคุยกับเขาได้” เธอพูดพร้อมกับชี้มือไปที่อติรุจที่เดินนำหน้าเธอไประยะหนึ่ง
“มีผัวแล้วก็ไม่บอก” หนึ่งในกลุ่มนั้นเอ่ยด้วยความผิดหวัง
“นั่นสิ นึกว่ายังโสดซิง ๆ ที่ไหนได้ผัวตามมาคุมซะงั้น”
อติรุจหันกลับมาเห็นทรรศิกาตกอยู่ในวงล้อมของเด็กวัยรุ่นกลุ่มหนึ่ง ทำให้เขารีบเดินย้อนกลับมาเอ่ยถาม
“เกิดอะไรขึ้นหรือเทย่า”
“ก็เด็กแว้นกลุ่มนี้สิคะไม่รู้มาจากไหน จู่ ๆ ก็มายืนดักหน้าดักหลังไม่ยอมให้ฉันไป ดีนะที่คุณเดินย้อนกลับมา”
“มีปัญหาอะไรหรืออ๊อด” อติรุจเอ่ยถามอย่างคนคุ้นเคย เมื่อหันไปเห็นหน้าตาของเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้น
“เปล่าครับ พวกผมแค่ทักทายเธอเท่านั้น”
“ทักทายหรือแทะโลมกันแน่”
“เทย่า!” เขาเรียกชื่อเธอคล้ายจะเตือนสติให้เธอระงับอารมณ์
“ขอโทษนะครับคุณผู้หญิง พวกเราไม่รู้ว่าคุณมากับพี่รุจก็เลยแซวเล่น หวังว่าคงไม่โกรธ”
“ทีหลังก่อนจะทำอะไรก็หัดดูตาม้าตาเรือซะบ้าง ไม่ใช่ปากพล่อยพูดจาคึกคะนองแซวคนเขาไปทั่ว การกระทำแบบนี้มันสร้างความรำคาญให้กับผู้อื่น” ทรรศิกาถือโอกาสสั่งสอนเด็กวัยรุ่นกลุ่มนั้นไปในตัว
เด็กหนุ่มกลุ่มดังกล่าวยิ้มยั่วยวนกวนประสาทเธอ
“พี่รุจกำลังไปไหนหรือครับ”
“ว่าจะไปที่บ้านครูอี๊ด จะเอาขนมไปแจกเด็ก ๆ ที่นั่น”
“ถ้าอย่างนั้นเดี๋ยวพวกผมช่วยถือของไปส่งให้” อ๊อดเอ่ยด้วยความมีน้ำใจก่อนจะหันไปสั่งลูกน้อง
“เฮ้ย! พวกเรามัวยืนชักช้าอยู่ทำไมวะ มาช่วยถือของพวกนี้ไปที่บ้านครูอี๊ดสิวะ”
“ได้เลยลูกพี่”
จากนั้นก็เข้ามาดึงของในมือทรรศิกาและของจากมืออติรุจไปถือก่อนจะเดินนำหน้าไปที่บ้านครูอี๊ด ระหว่างเดินตรงไปยังบ้านครูอี๊ดเด็กหนุ่มพวกนั้นก็ซุบซิบกัน
“ผู้หญิงคนที่มากับพี่รุจเป็นใครน่ะลูกพี่ ใช่แฟนของพี่รุจหรือเปล่า”
“ก็น่าจะใช่” อ๊อดตอบตามความคิดของตนเอง
เมื่อไปถึงที่นั่นครูอี๊ดหญิงร่างท้วมวัยกลางคนก็รีบเดินออกมาทักทายอติรุจอย่างนอบน้อม พร้อมกับเชื้อเชิญให้เขาเข้าไปด้านใน อติรุจแนะนำให้ทรรศิการู้จักกับครูอี๊ดซึ่งเป็นคนดูแลเด็กกำพร้ากว่าสามสิบคนในที่นี้ เขาแจกขนม และของเล่น รวมถึงอุปกรณ์การเรียนให้แก่พวกเด็ก ๆ
ในขณะที่เด็ก ๆ กำลังชื่นชมกับของที่ได้รับ อติรุจได้หันมาสนทนากับครูอี๊ดถึงของที่ยังขาดแคลน โดยมีทรรศิการ่วมวงสนทนาอยู่ด้วย
“ยังขาดอะไรอีกบ้างไหมครับครู บอกได้เลยนะครับไม่ต้องเกรงใจ คราวหน้าผมจะได้จัดเตรียมมาให้”
“นมสำหรับเด็กเล็กและก็ยาบางตัวค่ะ ช่วงนี้เข้าสู่หน้าฝนเด็ก ๆ ไม่สบายกันบ่อย”
“ผมได้จัดเตรียมยาและของใช้จำเป็นมาให้บ้างแล้วครับ ส่วนเรื่องนมของเด็ก ๆ คราวหน้าผมจะเตรียมมาเพิ่มให้ครับ หรือถ้าเด็กคนไหนป่วยครูอี๊ดก็พาไปรักษาที่คลินิกของผมได้เลยนะครับ”
“ขอบคุณหมอรุจมากเลยนะคะ ถ้าไม่ได้หมอรุจที่นี่คงแย่”
“นอกจากครูแล้วใครเป็นคนดูแลและจัดเตรียมอาหารให้เด็ก ๆ คะ” ทรรศิกาเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ดิฉันนี่แหละค่ะที่เป็นคนคอยจัดเตรียมทุกอย่างให้เด็ก ๆ พวกนี้ เด็กที่โตหน่อยก็จะมาช่วยดูแลน้องที่ยังเล็กและก็ช่วยทำงานบ้าน ก็เลยพอจะแบ่งเบาภาระไปได้บ้าง”
“ครูคนเดียวต้องดูแลเด็กเกือบสามสิบคนไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะคะ”
“เด็กพวกนี้มีชีวิตที่น่าสงสารค่ะ ส่วนใหญ่จะถูกพ่อแม่ทิ้ง ดิฉันสงสารก็เลยเก็บมาเลี้ยง ดีกว่าปล่อยให้ไประหกระเหเร่ร่อนเป็นปัญหาของสังคม”
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







