LOGIN“พวกคุณถามเหมือนกันไม่มีผิด จะมีใครนอกจากฉัน อาจจะทำได้ไม่ดีแต่ก็ดีกว่าไม่มีคนทำจริงไหม”
“เรื่องที่คุณอยากจะพูดกับผมมีแค่นี้ใช่ไหม”
“ที่จริงแล้วก็ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ฉันอยากจะรู้ ฉันถามคุณได้ไหม”
“เรื่องอะไร!?” ทั้งที่พอจะเดาได้ว่าอีกฝ่ายอยากจะถามอะไร แต่เขาอยากได้ยินจากปากของเธอ
“สัญญามาก่อนว่าถ้าฉันถามแล้วคุณจะไม่โกรธฉัน”
“ก็ถามมาสิ”
“ฉันอยากรู้ว่าทำไมคุณถึงแสดงกิริยาหมางเมินกับพ่อของคุณ ฉันว่ามันไม่ใช่นิสัยของคุณ แต่ฉันก็เชื่อว่าคุณต้องมีเหตุผลที่ทำลงไปแบบนั้น ฉันก็เลยอยากรู้ว่าอะไรเป็นสาเหตุที่ทำให้คุณกับพ่อของคุณไม่ลงรอยกัน”
คำถามของเธอทำให้อติรุจเงียบไปชั่วขณะ ทำให้ทรรศิกาหันไปมองหน้าเขาก่อนจะตัดสินใจพูดว่า
“ถ้าคุณไม่อยากที่จะ...”
“ตอบผมมาก่อนผมเป็นคนแบบไหนในสายตาคุณ” อติรุจพูดแทรกขึ้นก่อนที่ทรรศิกาจะพูดจบ
“ก็เป็นคนสุภาพ อ่อนโยน โอบอ้อมอารี พูดจาดีมีเหตุผลกับทุกคน ยกเว้นฉันและก็พ่อของคุณ ฉันถึงได้แปลกใจว่าระหว่างคุณสองคนมีปัญหาอะไรกัน ถึงได้ดูห่างเหินและหมางเมินกันเช่นนี้ แต่ถ้าคุณไม่อยากเล่าก็ไม่เป็นไร ฉันไม่อยากฝืนใจคุณ”
“คุณรู้ใช่ไหมว่าโรงพยาบาลที่เราไปมาวันนี้เป็นของครอบครัวผม และพ่อของผมเป็นผู้อำนวยการอยู่ที่นั่น”
ทรรศิกาพยักหน้า “หมออิทเคยบอกฉันแล้วค่ะ ฉันถามได้ไหมคะว่าทำไมคุณถึงไม่เป็นแพทย์ประจำอยู่ที่โรงพยาบาลของพ่อคุณ”
“นายอิทไม่ได้บอกเหตุผลคุณหรือ”
“เพื่อนคุณพูดแค่ว่ามันเป็นเรื่องของอุดมการณ์ที่แตกต่าง รวมถึงมีปัญหาบางอย่างที่ทำให้คุณตัดสินใจแยกตัวออกมาทำงานที่โรงพยาบาลของรัฐ”
อติรุจถอนหายใจก่อนจะบอกเล่าเรื่องราวให้หญิงสาวฟังอย่างไม่ปิดบัง
“พ่อผมได้รวบรวมแพทย์ที่ฝีมือดีและมีความชำนาญรอบด้านมาประจำที่โรงพยาบาล และให้ผมเป็นหัวหน้าทีมที่มีหน้าที่รับผิดชอบทีมแพทย์ที่พ่อก่อตั้งขึ้น เป้าหมายของพ่อคือเพื่อก้าวไปสู่การเป็นโรงพยาบาลชั้นนำระดับโลก และสุดยอดทีมแพทย์จะเป็นส่วนหนึ่งในโครงการระดับโลกของเรา พ่อผมต้องการสร้างนวัตกรรมใหม่ในขั้นตอนการรักษา ดังนั้นแพทย์ทีมนี้ก็จะได้รับการอบรมเทคโนโลยีทางการแพทย์ที่ทันสมัยระดับโลก เพื่อมุ่งสู่เป้าหมายการเอาชนะโรคและการผ่าตัดเคสยาก ๆ ที่มีโอกาสสำเร็จต่ำกว่าห้าสิบเปอร์เซ็นต์”
“ก็ฟังดูดีนี่คะ แล้วปัญหามันอยู่ตรงไหน”
“ปัญหาคือพวกเขาจะไม่ต้องรักษาผู้ป่วยนอก เพื่อที่จะได้มีสมาธิอยู่กับผู้ป่วยที่ได้รับมอบหมาย ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นลูกค้าระดับวีวีไอพีทั้งนั้น แต่ผมไม่เห็นด้วยกับความคิดของพ่อ ทำไมเราจะต้องเลือกรักษาเพียงบางคน ผมคิดว่าทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันที่จะได้รับการรักษาจากเรา แต่พ่อผมกลับไม่คิดเช่นนั้น พ่อบอกผมว่าสำหรับคนไข้คนอื่น ๆ ก็ให้แพทย์ทีมอื่นรับผิดชอบไป แต่ทีมแพทย์ที่ท่านก่อตั้งมาให้ผมดูแลนั้นจะรักษาเฉพาะคนไข้ที่ท่านเลือก”
“คุณก็เลยทะเลาะกับพ่อของคุณ” เธอคาดเดา
“ใช่ เรามีปากเสียงกันรุนแรงเกี่ยวกับเรื่องนี้อยู่หลายครั้ง ทำให้ผมไม่อยากทนอึดอัดอยู่กับเงื่อนไขและกฎที่พ่อสร้างขึ้น ครั้งสุดท้ายท่านพูดใส่หน้าผมว่าถ้าทำตามกฎเกณฑ์นี้ไม่ได้ก็ไสหัวไปซะ จะไปทำอะไรที่ไหนก็ไป”
“คุณก็เลยเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินจากมา”
“คุณก็เลยเลือกที่จะเป็นฝ่ายเดินจากมา”
เขาพยักหน้าแทนคำตอบก่อนจะพูดขยายความ “แต่ก่อนที่ผมจะทำเช่นนั้นมันมีเหตุการณ์บางอย่างเกิดขึ้น”
“เหตุการณ์อะไรคะ”
คำถามนี้ทำให้อติรุจนิ่งไปนาน แววตาของเขาดูเศร้าโดยที่เธอไม่รู้สาเหตุ ทรรศิกาอดทนรอให้เขาเป็นคนเล่าเองโดยมิได้ถามซ้ำ ในที่สุดเขาก็ยอมเอ่ยปากเล่าให้เธอฟัง
“ในวันที่เกิดเหตุมีคนไข้ที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสถูกส่งตัวมาที่โรงพยาบาล แพทย์ท่านอื่นต่างก็ติดเคสผ่าตัดฉุกเฉิน มีแต่สุดยอดทีมแพทย์เท่านั้นที่ว่างอยู่ ทำให้ผมฝ่าฝืนกฎระเบียบของพ่อไปทำการผ่าตัดให้เขาด้วยตัวเอง และนั่นไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมทำแบบนั้น การผ่าตัดผ่านไปได้ด้วยดี นอกจากเคสนั้นแล้วผมยังมีเคสอื่น ๆ ที่ผมต้องรับผิดชอบ ผมอยู่แต่ในห้องผ่าตัดแทบจะตลอดเวลา ประมาณตีสามพยาบาลแจ้งผมว่าคนไข้ที่ได้รับอุบัติเหตุที่ผมทำการผ่าตัดให้ มีอาการทรุดหนักอยู่ในขั้นวิกฤติ ผมจึงรีบไปดูอาการและสั่งให้พยาบาลฉีดยาให้กับคนเจ็บ โดยที่ไม่รู้ว่าเขามีประวัติแพ้ยาตัวนั้น กว่าที่เราจะรู้ว่าเขาแพ้ยาที่ผมสั่งจ่ายให้ก็สายเกินกว่าที่เราจะช่วยชีวิตเขาไว้ได้”
“เขาเสียชีวิต”
“ใช่ พ่อแม่ของคนไข้ไม่พอใจการรักษาของผม เขาโทษว่าผมเป็นคนทำให้ลูกของเขาต้องตาย และขู่ว่าจะฟ้องร้องดำเนินคดีเพื่อให้ผมรับผิดชอบต่อการกระทำที่สะเพร่าของตัวเอง” ดวงตาของเขาฉายแววสำนึกผิดและเศร้าสลดกับสิ่งที่เขาได้ทำลงไปในอดีต
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







