LOGINเขาลืมไปซะสนิทเลยว่ายังเก็บไอ้เจ้าบราลายเสือเจ้าปัญหานี้ไว้ จนกระทั่งเธอพูดเรื่องนี้ขึ้นมา
“คุณจำไม่ได้จริง ๆ หรือเทย่า”
“จำอะไร!”
“ก็จำว่าคุณเป็นเจ้าของบราตัวนั้น”
“อย่ามาพูดมั่ว ๆ นะ ถ้ามันเป็นของฉันจริงแล้วจะมาอยู่ที่คุณได้ยังไง”
“ก็เพราะคุณทำมันตกอยู่แทบเท้าผม ตอนที่เราแย่งขึ้นรถแท็กซี่คันเดียวกันไง ทีนี้จำได้หรือยัง”
นายแพทย์หนุ่มเฉลยคำตอบให้ฟังพร้อมกับก้าวเท้าเข้าไปหาเธอ
คำพูดของเขาทำให้เธอนึกย้อนไปถึงเหตุการณ์นั้น อย่างที่เขาพูดเธอทำมันตกเอาไว้จริงๆ
“แล้วคุณเก็บไว้ทำไม”
อติรุจยักไหล่
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน อาจจะเก็บเอาไว้เพื่อคืนให้กับเจ้าของที่แท้จริง”
ท่าทีที่คุกคามของเขาทำให้ทรรศิกาถึงกับต้องก้าวถอยหลังไปโดยอัตโนมัติ
“และสิ่งที่คุณสงสัยว่าผมเบี่ยงเบนทางเพศหรือเปล่า ผมคงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะแสดงให้คุณเห็น คุณจะได้หายสงสัยเพราะจะรู้คำตอบนั้นด้วยตัวเอง”
อติรุจพูดพร้อมกับใช้มือโอบกระชับร่างบางของเธอ เข้ามาในอ้อมแขนของเขาอย่างง่ายดายจนทรรศิกาตั้งตัวไม่ทัน ดวงตาของเธอเบิกกว้าง
‘อย่าบอกนะว่าเขาจะพิสูจน์ให้เราเห็นด้วยวิธีนี้’
ก่อนที่เธอจะมีปฏิกิริยาตอบโต้กับการกระทำที่อุกอาจนั้น มือข้างหนึ่งของเขาก็จับที่ต้นคอเธอเพื่อดันศีรษะของเธอให้เอนไปด้านหลัง จากนั้นก็ทาบริมฝีปากของเขาลงบนริมฝีปากเธอ ทรรศิกาได้แต่ยืนตัวแข็งทื่ออยู่ในอ้อมกอดเขาชั่วขณะหนึ่งก่อนที่จะขยับหนี
แต่เขาไม่ยอมให้เธอทำเช่นนั้น เขาขยับตามและกระชับอ้อมกอดเธอให้สนิทแนบแน่นมากขึ้นกว่าเดิม ริมฝีปากของเขายังคงบดเคล้าเพื่อบีบบังคับให้เธอเผยอเรียวปากรับจุมพิตนั้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ความร้อนผ่าวแผ่ซ่านไปทั่วกายสาว ทรรศิกาพยายามที่จะผลักตัวเขาออกห่าง แต่เรียวปากที่ครอบครองเธออยู่นั้นมันช่างเย้ายวนใจอย่างที่เธอเองก็คาดไม่ถึง ไม่เคยคิดมาก่อนเลยว่าจูบของเขาจะให้ความรู้สึกดีเช่นนี้ แต่สิ่งที่ทำให้เธอประหลาดใจยิ่งไปกว่านั้นคือร่างกายของเธอตอบสนองสิ่งที่จิตใจเธอปฏิเสธโดยสิ้นเชิง
จุมพิตที่ร้อนแรงของเขาทำให้ทรรศิกาถึงกับแข้งขาอ่อนแรง ดีที่เขาโอบกระชับร่างบางของเธอเอาไว้ ทำให้เธอไม่หล่นลงไปกองอยู่กับพื้น ประสาทการรับรู้ของเธอถูกครอบงำ เพราะแทนที่จะผลักไสเขาอย่างที่ควรจะเป็น แต่เธอกลับตอบสนองจุมพิตของเขาอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ อย่างคนไร้ประสบการณ์ ทุกอย่างเป็นไปตามปฏิกิริยาตอบสนองทางธรรมชาติในกายสาว หัวใจของเธอเต้นโครมครามจนเกรงว่าจะทะลุออกมานอกอก
ทั้งคู่จูบกันอยู่นานกว่าที่อติรุจจะยอมผละริมฝีปากออกมาอย่างอ้อยอิ่ง และปล่อยร่างของเธอให้เป็นอิสระ ก่อนจะก้มลงไปกระซิบที่ข้างหูเธอ
“นี่คือบทพิสูจน์ที่จะทำให้คุณหายสงสัย แต่ถ้าคุณยังมีข้อกังขาอะไรอีกล่ะก็มาพิสูจน์กับผมได้ทุกเมื่อ ผมพร้อมที่จะทำให้คุณหมดข้อสงสัยได้ทุกที่ทุกเวลา หมดเวลาสำหรับความสนุกในวันนี้แล้ว เชิญคุณออกไปได้ก่อนที่ผมจะเปลี่ยนใจ”
ทรรศิกาเงยหน้าขึ้นมองเขา เธอแลเห็นแววตาล้อเลียนจากดวงตาเจ้าเล่ห์คู่นั้น เธอรัวกำปั้นทุบไปที่อกกำยำของเขาไม่ยั้ง แต่ดูเหมือนเขาจะไม่สะดุ้งสะเทือนต่อแรงทุบนั้นสักนิด อติรุจยกมือขึ้นมารวบกำปั้นของเธอเอาไว้ก่อนที่เธอจะประเคนลงมาอีกรอบ
“ที่ยังไม่ออกไปเพราะอยากจะจูบกับผมอีกสักรอบใช่ไหมเทย่า ถ้าใช่ผมจะได้จัดให้คุณอีกชุดดีไหม”
คำพูดของเขาทำให้ทรรศิกาได้สติ เธอสะบัดแขนอย่างแรงเพื่อให้หลุดจากการเกาะกุม จากนั้นก็รีบวิ่งออกไปจากห้องนั้นทันที หัวใจของเธอสั่นระรัวและเต้นแรง จนเธอแทบจะได้ยินจังหวะการเต้นของหัวใจตัวเอง
อติรุจหยิบเสื้อผ้าที่อีกฝ่ายเตรียมไว้ให้มาสวมใส่ ใจก็คิดว่ายิ่งเวลาผ่านไปนานเท่าไร ผู้หญิงคนนี้ก็ดูจะมีอิทธิพลต่อความรู้สึกของเขามากขึ้นทุกที
นี่ขนาดเพียงแค่จูบเดียวยังสามารถทำให้เขาระทึกใจ และเพลิดเพลินไปกับการตอบสนองที่ไร้ซึ่งประสบการณ์ แต่กลับทวีความรุนแรงในการกระตุ้นอารมณ์ของเขาให้ลุกโชนได้เป็นอย่างดี
ดูเหมือนว่าทรรศิกา เขมะสิริกุล จะเป็นผู้หญิงที่มีอันตรายต่อหัวใจและอิสรภาพของเขาเป็นอย่างยิ่ง ถ้าไม่ระวังตัวและหัวใจของตัวเองให้ดีก็อาจจะเผลอไปตกหลุมรักเธอเข้า ถึงตอนนั้นถ้าจะถอนตัวถอนใจก็คงจะลำบาก
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







