LOGINการทำหน้าที่แทนแก้วทำให้ทรรศิการู้ว่างานบ้านนั้นมันเป็นงานที่หนักหนาสาหัสอยู่เหมือนกัน แถมทำเท่าไรก็ไม่เสร็จ เพราะมีงานให้ทำอย่างต่อเนื่องตลอดเวลา
นับเป็นครั้งแรกที่เธอต้องลงมือทำงานเหล่านี้ และไม่เคยคิดว่าตนจะทำได้แต่มันก็เป็นไปแล้ว กว่าจะทำทุกอย่างให้เสร็จตามที่ตั้งใจไว้ก็ใช้เวลาหมดไปเกือบทั้งวัน แต่ก็ยังพักไม่ได้เพราะใกล้จะได้เวลาที่จะต้องเปิดคลินิกในช่วงเย็น เข้าใจละว่าเหนื่อยสายตัวแทบขาดมันเป็นยังไง
ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงรถมาจอดที่หน้าประตูบ้าน ด้วยความระแวงว่าปกรณ์อาจจะตามตอแยไม่เลิกราทำให้ต้องเดินออกไปดู
"ทำไมวันนี้คุณถึงกลับเร็วจัง" ทรรศิกาเอ่ยถามด้วยความประหลาดใจที่เขากลับก่อนเวลา
"ผมต้องไปสถานที่แห่งหนึ่งและคุณก็ต้องไปกับผม" อติรุจตอบพร้อมรอยยิ้มแปลก ๆ
เขารู้สึกแปลกใจเมื่อเห็นความเปลี่ยนแปลงของหญิงสาวที่ยืนอยู่ตรงหน้า นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นเธอในสภาพผมเผ้ายุ่งเหยิง หน้ามัน แถมยังใส่ผ้ากันเปื้อนทับชุดลำลองแทนชุดเลิศหรูที่เธอมักจะชอบสวมใส่อยู่เสมอ นับว่าเป็นเรื่องแปลกที่เห็นเธออยู่ในสภาพแบบนี้ เพราะโดยปกติแล้วทรรศิกาจะต้องเลิศหรูดูดีมีสไตล์ตลอดเวลา เสื้อผ้าหน้าผมต้องเป๊ะเวอร์ไม่เว้นแม้แต่ตอนที่อยู่บ้าน
แต่แต่งอย่างนี้ก็ดูน่ารักไปอีกแบบหนึ่งเหมือนกัน ดูเหมือนภรรยาที่กำลังวุ่นวายอยู่กับการทำความสะอาดบ้านเพื่อรอต้อนรับสามีที่กำลังจะกลับมา นายแพทย์หนุ่มถึงกับเผลอยิ้มขันความคิดของตนเอง
“ยิ้มทำไมคะ มีอะไรที่น่าขำอย่างนั้นหรือ”
“ไม่มีอะไร ผมยิ้มไม่ได้หรือไง”
“ยิ้มได้ แต่รอยยิ้มของคุณมันดูแปลก ๆ ชอบกล”
“อย่ามัวแต่ยืนเถียงกันอยู่เลย คุณรีบไปเตรียมตัวดีกว่าเดี๋ยวเราจะได้ไปด้วยกัน”
"คุณจะไปตรวจคนไข้นอกสถานที่หรือคะ" เธอคาดเดา
"จะพูดแบบนั้นก็ได้"
"แต่วันนี้เราต้องเปิดคลินิก"
"เราจะปิดหนึ่งวัน คุณรีบไปเตรียมตัวสิ เดี๋ยวเราจะได้ออกเดินทาง"
หลังจากที่รถขับเคลื่อนออกมาได้สักพัก ทรรศิกาก็หันไปเอ่ยถาม
“เรากำลังจะไปไหน”
“บ้านสวนที่อยุธยา”
“คุณต้องไปตรวจคนไข้ไกลถึงอยุธยาเลยหรือ เขาต้องเป็นคนที่มีความสำคัญกับคุณมากแน่เลย”
อติรุจไม่ได้ตอบคำถามของเธอ ได้แต่คิดคำนึงอยู่ในใจที่จู่ ๆ เขาก็นึกถึงคุณยายขึ้นมาโดยไม่มีสาเหตุ แถมยังรู้สึกกังวลใจจนต้องขับรถมาดูให้เห็นกับตาว่าท่านสบายดี และจะได้ถือโอกาสตรวจร่างกายของท่านด้วย
สองหนุ่มสาวเดินทางไปถึงที่บ้านสวนแห่งนั้นในเวลาใกล้พลบค่ำ แม้บรรยากาศจะดูวังเวงไปบ้าง แต่ก็มีความร่มรื่นน่าอยู่ โดยเฉพาะบ้านทรงไทยซึ่งเป็นเรือนไม้สักหลังเก่าแก่ หลังคามุงด้วยกระเบื้องดินเผา บ้านหลังนี้แสดงให้เห็นถึงเอกลักษณ์และศิลปะอันงดงามของบ้านไทยที่สืบทอดกันมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เจ้าของที่นี่น่าจะเป็นคนที่มีฐานะร่ำรวย แต่ไม่รู้ทำไมทรรศิกาถึงได้รู้สึกคุ้นตากับสถานที่แห่งนี้
อติรุจพาทรรศิกาเดินขึ้นไปบนเรือนไทยหลังนั้นอย่างคุ้นเคย หญิงสาวหันไปสะกิดแขนชายหนุ่มข้างตัวก่อนจะกระซิบกระซาบว่า
“มันจะดีหรือคุณที่จู่ ๆ เราก็เดินเข้ามาในบ้านของคนอื่นโดยที่ยังไม่ได้รับอนุญาต เกิดเขาไปแจ้งความข้อหาบุกรุกบ้านของเขา เราจะซวย”
“ไม่ต้องกังวล ไม่มีใครเขาทำอย่างที่คุณพูดหรอก”
“คุณแน่ใจนะว่าจะไม่มีเหตุการณ์แบบนั้นเกิดขึ้นกับเรา”
“แน่ใจสิ ตามผมมา”
ทรรศิกาก้าวเดินตามเขาไปอย่างไม่เกี่ยงงอน และอดที่จะแปลกใจไม่ได้เมื่อเขาทำราวกับว่ารู้จักและคุ้นเคยกับบ้านหลังนี้เป็นอย่างดี
“ทำไมบ้านถึงเงียบแบบนี้ คุณยายครับ ป้านีครับ หายไปไหนกันหมดครับ”
อติรุจร้องเรียก สายตาก็สอดส่องมองหาผู้เป็นเจ้าของบ้าน
“คุณ...คุณ...” ทรรศิกาสะกิดเขา
“คุณจะสะกิดผมทำไม”
“ดูนั่นสิ” เธอชี้ให้เขาดูร่างของผู้หญิงคนหนึ่งที่นอนฟุบอยู่บนพื้น
เมื่อนายแพทย์หนุ่มหันไปเห็นร่างของใครบางคนนอนหมดสติอยู่ที่พื้น เขาจึงรีบเดินตรงเข้าไปประคองร่างบางของหญิงชราท่านนั้นไว้ และพยายามเรียกสติเธอ
“คุณยายครับ...คุณยาย”
“ผู้คนที่นี่เขาหายไปไหนกันหมด ทำไมถึงปล่อยให้คนแก่อยู่บ้านตามลำพัง”
อติรุจอุ้มร่างไร้สติของคุณยายไว้ในอ้อมแขน และเดินตรงไปยังห้องพักของท่าน โดยมีทรรศิกาเดินตามไปติด ๆ เธอเป็นคนเปิดประตูห้องให้เขา ชายหนุ่มวางร่างของคุณยายคนดังกล่าวลงบนเตียงนอนก่อนที่จะทำการตรวจอาการของท่านอย่างละเอียด โดยมีทรรศิกาคอยเฝ้ามองและให้ความช่วยเหลือตามคำสั่งของเขา เวลาผ่านไปเกือบครึ่งชั่วโมงคุณยายท่านนั้นถึงได้เริ่มรู้สึกตัว
“สวัสดีครับคุณยาย”
“รุจเองหรือลูก มาตั้งแต่เมื่อไร”
“สักครู่นี้เองครับ คุณยายเป็นอย่างไรบ้างครับ”
“ยายไม่ได้เป็นอะไรมากหรอก แค่ปวดหัวนิดหน่อยเท่านั้น แก่แล้วก็แบบนี้แหละเป็นนั่นเป็นนี่ไปเรื่อย”
“อาจเป็นเพราะความดันสูงก็เลยทำให้คุณยายปวดหัวจนหมดสติไป คุณยายยังทานยาความดันที่ผมจัดให้อย่างสม่ำเสมอหรือเปล่าครับ”
“ทาน...แต่บางครั้งก็มีหลงลืมกันบ้าง รุจช่วยพยุงยายหน่อยสิลูกยายอยากจะลุกขึ้นนั่ง”
อติรุจช่วยพยุงร่างบางของผู้เป็นยายให้นั่งพิงหัวเตียงก่อนจะเอ่ยถาม
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







