LOGIN“คุณเทย่ามาทำอะไรที่นี่ครับ”
“เทย่าควรจะต้องเป็นฝ่ายถามหมออิทมากกว่านะคะ ว่าคุณหมอมาทำอะไรที่บ้านเพื่อนของเทย่า”
“เอ่อ...” อิทธิพลออกอาการเขิน
“ขายขนมจีบสำเร็จไหมคะ”
“เทย่า” นับดาวเรียกเสียงเข้ม
“ผมกำลังพยายามอยู่ครับ”
“เทย่าขอเข้าไปเยี่ยมอาการของคุณพ่อก่อนนะคะ เดี๋ยวออกมาคุยด้วย”
ทรรศิกาเข้าไปถามไถ่อาการบิดาของนับดาวด้วยความห่วงใย และอยู่คุยกับท่านพักใหญ่ก่อนจะเดินออกมาสมทบกับนับดาวและน้อง ๆ
ทุกคนชวนเธอทานอาหารมื้อค่ำด้วยกัน ทรรศิกาไม่ปฏิเสธเพราะมีเรื่องอยากจะคุยกับนับดาวแต่ว่ายังหาโอกาสไม่ได้เลย เพราะอิทธิพลอยู่ด้วยตลอดเวลา กว่าจะได้คุยกันก็ตอนที่เพื่อนเดินออกมาส่งเธอขึ้นรถกลับบ้าน
“เทย่ามีเรื่องอยากจะคุยกับดาวใช่ไหม มีอะไรจะพูดก็พูดมาได้เลยนะ ดาวรอฟังอยู่”
ทรรศิกาเล่าให้นับดาวฟังถึงปมปัญหา และข่าวลือที่เธอเพิ่งจะได้ยินมาอย่างไม่ปิดบัง ปัญหาดังกล่าวทำให้อติรุจต้องจดทะเบียนสมรสกับเธอ ทั้งนี้ก็เพื่อรักษาชื่อเสียงของเธอไม่ให้มัวหมองมากไปกว่านี้
“สรุปว่าเทย่ากับหมอรุจจะไปจดทะเบียนสมรสกันโดยไม่ให้ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายรับรู้”
“ใช่ มันเป็นการแก้ไขปัญหาเฉพาะหน้า และเราก็จดทะเบียนกันแต่เพียงในนามเท่านั้น”
“คิดดีแล้วหรือเทย่า นี่มันเป็นเรื่องใหญ่มากเลยนะ ถ้าเกิดคุณย่ารู้เข้าจะทำยังไง”
“เทย่าจะอธิบายให้คุณย่าเข้าใจเอง เทย่าคิดดีแล้วว่าเป็นเมียตีทะเบียนก็ยังดีกว่าเป็นเมียเก็บของหมอรุจ ดาวก็รู้นี่ว่าเทย่าเป็นคนขนของย้ายเข้าไปอยู่กับเขาเอง มันก็ไม่แปลกนักหรอกที่คนอื่นจะคิดและพูดกันไปแบบนั้น อย่างน้อยหมอรุจเขาก็มีความเป็นสุภาพบุรุษมากพอ เขาถึงได้ออกมาปกป้องชื่อเสียงของเทย่า ถ้าเขาไม่ทำใครก็ไปว่าอะไรเขาไม่ได้จริงไหม อีกอย่างถ้าเกิดผู้ใหญ่ของเรารู้เข้าก็ยังอ้างได้ว่าเราจดทะเบียนสมรสกันแล้ว เรื่องนี้ขอให้เป็นความลับระหว่างเรานะดาว”
“ดาวสัญญาว่าจะไม่บอกเรื่องนี้กับใคร”
“ไม่รู้ทำไมชีวิตของเทย่าช่วงนี้ถึงมีแต่ปัญหาประดังกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน”
“ถ้าเทย่าตัดสินใจแล้วก็ไม่ต้องคิดมาก ไว้มีปัญหาอะไรเราค่อยมาแก้ไขกันทีหลัง”
“ก็คงต้องทำอย่างที่ดาวพูด”
ระหว่างที่ทรรศิกากำลังเดินทางกลับนั้น เธอพบเห็นอุบัติเหตุรถมอเตอร์ไซค์ชนกัน คนขับอาการสาหัสจึงช่วยกันพาตัวคนเจ็บส่งโรงพยาบาล เป็นเหตุให้กลับถึงบ้านค่ำกว่าทุกครั้ง
อติรุจถึงกับนั่งไม่ติดเพราะดึกแล้วทรรศิกาก็ยังไม่กลับมา ที่สำคัญเขาติดต่อเธอไม่ได้ เพราะเธอลืมเอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย เขาจึงโทร.ไปสอบถามจากเพื่อนของเธอ
นับดาวบอกว่าทรรศิกากลับไปตั้งนานแล้ว อติรุจรู้สึกเป็นห่วงเกรงว่าทรรศิกาจะได้รับอันตราย และเมื่อเขาเห็นเธอกลับมาในสภาพที่เสื้อผ้าเปื้อนเลือดก็ตกใจ และเผลอแสดงความห่วงใยเกินหน้าที่
“เกิดอะไรขึ้นกับคุณหรือเทย่า คุณบาดเจ็บตรงไหนบอกผม”
สีหน้าและแววตาของเขาแสดงถึงความห่วงใยเธออย่างแท้จริง
“ฉันไม่ได้เป็นอะไรค่ะ เลือดที่คุณเห็นไม่ใช่เลือดของฉัน”
“ถ้าไม่ใช่เลือดของคุณแล้วเป็นเลือดของใคร ทำไมมันถึงมาอยู่บนตัวคุณได้”
“ก็เป็นเลือดของคนเจ็บที่ฉันพาตัวไปส่งโรงพยาบาลน่ะสิคะ”
“คุณไม่ได้เป็นอะไรแน่นะ”
“แน่สิคะ ฉันสบายดี ไม่มีอะไรแตกหักเสียหาย”
“เฮ้อ! โล่งใจไปที”
ทรรศิกาจับความรู้สึกของเขาได้ว่าเขาห่วงใยเธอ แต่ก็ยังอยากที่จะได้ยินจากปากของเขา
“นี่คุณเป็นห่วงฉันหรือคะ”
“จะไม่ให้ผมเป็นห่วงคุณได้ยังไงเทย่า ในเมื่อดึกแล้วคุณก็ยังไม่กลับ แล้วคุณก็ไม่ได้เอาโทรศัพท์ติดตัวไปด้วย ผมโทร.ไปถามเพื่อนของคุณเขาก็บอกว่าคุณกลับมาตั้งนานแล้ว แต่คุณก็ยังไม่ถึงบ้าน ผมร้อนใจเกรงว่าคุณจะเป็นอะไรไปจนนั่งไม่ติด แล้วดูคุณสิกลับมาสภาพแบบนี้แล้วจะไม่ให้ผมตกใจได้ยังไง”
“ฉันไม่เป็นอะไรค่ะ แต่รู้สึกดีจังที่รู้ว่าคุณห่วงใย”
“สีหน้าคุณแย่มากเลยนะ เหนื่อยใช่ไหม”
“นิดหน่อยค่ะ ฉันขอตัวกลับขึ้นไปพักก่อนนะคะ ถ้ามีอะไรไว้เราค่อยคุยกันพรุ่งนี้ กู๊ดไนท์ค่ะ”
นายแพทย์หนุ่มมองตามจนเธอเดินลับสายตาไป ก่อนจะดูแลความเรียบร้อยของประตูหน้าต่าง จากนั้นก็กลับขึ้นไปที่ห้องนอนของตนเอง
หลังจากเหตุการณ์นั้นความสัมพันธ์ของเขาและเธอก็เริ่มดีขึ้น ทั้งคู่หันมาพูดจากันดี ๆ มากกว่าที่จะทะเลาะเบาะแว้งกันบ่อย ๆ เหมือนเคย
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







