LOGIN“ก็ถ้าเราไม่พูดแล้วพวกท่านจะรู้ได้ยังไงจริงไหม”
“คุณคิดว่าแม่ผมไม่รู้หรือว่าผมพักอยู่ที่ไหน วันดีคืนดีแม่ก็จะมาสอดส่องดูแลผมโดยไม่เคยบอกล่วงหน้า และถ้าแม่มาที่นี่จะต้องได้ยินข่าวพวกนี้แน่ เมื่อแม่ของผมรู้คุณยายก็จะต้องรู้เรื่องนี้ด้วย จะดีกว่าไหมถ้าเราแก้ไขปัญหานี้ด้วยตัวของเราเอง”
“ด้วยการจดทะเบียนสมรสกับคุณ”
“ใช่ นี่เป็นวิธีที่ดีที่สุดที่จะรักษาชื่อเสียงของคุณไว้ได้ในเวลานี้ นอกเสียจากว่าคุณมีคนอื่น และถ้าพวกผู้ใหญ่รู้เรื่องของเราอย่างน้อยเราก็อ้างได้ว่า เราเป็นสามีภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมาย ไม่ใช่แอบลักลอบได้เสียกัน”
“ถึงฉันจะไม่มีใครแต่ฉันก็ยังไม่เห็นด้วยกับความคิดของคุณอยู่ดี”
“เลือกเอาแล้วกันว่าคุณจะยอมจดทะเบียนสมรสกับผม หรือจะรอให้ผู้ใหญ่รู้เรื่องของเราแล้วเจ้ากี้เจ้าการจัดพิธีแต่งงานให้เราอย่างใหญ่โตระดับทอล์กออฟเดอะทาวน์”
ตอนแรกทรรศิกาไม่เห็นด้วยกับความคิดของเขาและค้านหัวชนฝา แต่เมื่อเขาพูดให้เธอเห็นภาพที่อาจจะเกิดขึ้นได้ในอนาคต ทำให้เธอจำต้องยอมคล้อยตามความเห็นของเขา ฟังจากคำพูดของแก้วดูเหมือนว่าข่าวลือต่างๆ จะถูกแพร่สะพัดออกไปเป็นวงกว้างและดูท่าว่าจะหนักขึ้นเรื่อย ๆ
“ทำไมต้องมีเรื่องบ้า ๆ แบบนี้เกิดขึ้นกับฉันด้วยนะ” เธอโอดครวญ
“ตกลงคุณอยากจะเป็นเมียที่ถูกต้องตามกฎหมาย หรือเป็นแค่เมียเก็บของผมในสายตาของคนอื่นก็เลือกเอา”
ใจจริงทรรศิกาอยากจะทำเป็นไม่แคร์ แต่มันทำเช่นนั้นได้จริง ๆ หรือ ในเมื่อเธอเป็นผู้หญิงและเป็นฝ่ายเสียหาย ที่สำคัญทุกคนก็เห็นว่าเธอเป็นคนขนข้าวของย้ายเข้ามาอยู่ในบ้านฝ่ายชายด้วยความเต็มใจ
ถ้าเรื่องนี้แพร่สะพัดไปถึงหูคุณย่าล่ะก็ท่านจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหน ทรรศิกายอมจำนนด้วยเหตุผล สุดท้ายเธอจึงตัดสินใจทำตามข้อเสนอของเขา
“ได้ ฉันจะยอมจดทะเบียนสมรสกับคุณ แต่มีอยู่เรื่องหนึ่งที่คุณต้องทำความเข้าใจ เราจะเป็นสามีภรรยากันแต่เพียงในนามเท่านั้นนะ”
“ผมรับรองว่าจะไม่บังคับขืนใจคุณถ้าคุณไม่ยินยอม”
อติรุจรับปากหนักแน่น รอยยิ้มผุดขึ้นที่ริมฝีปาก แววตาของเขาฉายแววเจ้าเล่ห์ เขามั่นใจว่าเขาไม่จำเป็นต้องบังคับขืนใจเธอ แต่จะทำให้เธอยินยอมพร้อมใจที่จะเป็นของเขาด้วยความเต็มใจ
“คุณเตรียมเอกสารของคุณให้พร้อม วันจันทร์เราจะได้ไปจดทะเบียนสมรสกัน”
“ฉันขอลาหยุดอีกวันหนึ่งได้ไหม”
“คุณอู้งานมาหลายวันแล้วนะ”
“นั่นเพราะฉันไม่สบายต่างหาก”
“แล้วคุณจะไปไหน”
“ฉันอยากไปเยี่ยมพ่อของดาว ตั้งแต่ท่านออกจากโรงพยาบาลฉันยังไม่เคยไปเยี่ยมท่านเลย จะได้ถือโอกาสคุยกับดาวด้วย คุณคงไม่ว่าอะไรใช่ไหมถ้าวันนี้ฉันจะไม่อยู่ช่วยคุณที่คลินิก”
“ได้สิ ไม่มีปัญหา”
อติรุจพูดพร้อมกับยื่นซองให้เธอ
“นี่ของคุณ”
“อะไรคะ!”
“เงินเดือนของคุณไง”
ทรรศิกาเอื้อมไปหยิบซองดังกล่าวมาเปิดดู มันเป็นเงินก้อนแรกที่เธอหามาได้ด้วยน้ำพักน้ำแรงของตนเอง เธอส่งเงินจำนวนหนึ่งหมื่นบาทคืนให้กับเขา
“ขอบคุณนะคะ นี่เป็นเงินเดือนก้อนแรกที่ฉันหามาด้วยหยาดเหงื่อแรงงานของฉันเอง ส่วนนี่เป็นเงินที่ฉันใช้หนี้คืนให้คุณ”
“คุณเหลือเงินอยู่แค่ห้าพันแล้วจะพอใช้หรือ”
“ก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่อย่างน้อยฉันก็ไม่ต้องจ่ายค่าที่พักและอาหารสามมื้อ แค่นี้ก็ประหยัดไปได้ตั้งเยอะแล้ว”
“คุณเก็บเงินนั้นไว้เถอะ”
“ได้ยังไงกันในเมื่อฉันติดหนี้คุณอยู่”
“เอาเป็นว่าผมจะรับเงินนี้ไว้ แต่ถ้าคุณเดือดร้อนหรือต้องการใช้เงินก็มาบอกผมแล้วกัน” อติรุจตอบพร้อมกับรับเงินที่เธอยื่นส่งให้
เย็นวันนั้นทรรศิกาไปหานับดาวที่บ้าน ระหว่างทางเธอแวะซื้ออาหารและผลไม้ที่ตลาดเพื่อเป็นของฝาก เธอบังเอิญไปได้ยินเสียงซุบซิบนินทาถึงความสัมพันธ์ของตนเองและหมอหนุ่ม
ทุกคนดูจะปักใจเชื่อว่าเขาและเธอเป็นสามีภรรยากันมาก่อนหน้านี้ซะอีก ซ้ำร้ายไปกว่านั้นพวกเขาคิดว่าเธอเป็นเมียเก็บของนายแพทย์อติรุจ
“บ้าจริง! ผู้หญิงอย่างทรรศิกาไม่ยอมเป็นเมียเก็บของใครง่าย ๆ หรอก อย่างฉันต้องเป็นเมียตีทะเบียนเท่านั้น ไม่รู้จริงแล้วยังเอาไปลือกันผิด ๆ อีก” ทรรศิกาพึมพำออกมาด้วยความหงุดหงิด
ไม่รู้ทำไมคนเราถึงชอบนินทาเรื่องชาวบ้านกันนัก พวกเขาจะรู้ไหมว่าคำพูดเหล่านั้นทำให้คนอื่นเสียหาย ทรรศิกาไม่ได้แสดงตัวให้ทุกคนรู้ว่าเธอได้ยินการสนทนาทั้งหมด
แต่เลือกที่จะเดินมาเรียกรถแท็กซี่ให้ไปส่งที่บ้านของนับดาวแทน ใจก็ได้แต่คิดถึงเรื่องที่ตนเองได้ยินมา
ในช่วงที่เธอนอนป่วยอติรุจจะต้องได้ยินคำนินทาที่เสีย ๆ หาย ๆ เหมือนเช่นที่เธอได้ยินในวันนี้ เขาถึงได้คิดที่จะปกป้องชื่อเสียงของทรรศิกาด้วยการจดทะเบียนสมรสกับเธอ อย่างน้อยเขาก็แสดงความรับผิดชอบอย่างลูกผู้ชาย
เมื่อไปถึงบ้านของนับดาว เธอพบว่านายแพทย์อิทธิพลกำลังนั่งคุยอยู่กับสมาชิกในบ้าน หลังจากทักทายทุกคนเรียบร้อยแล้วทรรศิกาก็หันไปยิ้มกับคุณหมอหนุ่ม
อติรุจปัดป้องพลางหัวเราะพลาง กว่าจะสามารถรวบร่างเล็กบางของภรรยาตัวแสบเข้ามาในอ้อมกอดได้ “ผมเปล่า...” เขาปฏิเสธเสียงกลั้นหัวเราะ “ผมแค่ขำ” “ขำอะไรคะ” เธอถามอย่างนึกสงสัยจริง ๆ “ก็ขำว่าเมียผมหึงได้แม้กระทั่งหนังสือ” เขาตอบ และทิ้งตัวลงนอน พร้อมดึงร่างเล็กของภรรยามาเกยอยู่บนอก “ไม่ได้หึงซะหน่อย” เธอปฏิเสธเสียงเข้ม แต่นวลแก้มแดงเรื่อ อติรุจเขี่ยจมูกรั้นเบา ๆ อย่างนึกเอ็นดู “งั้นเทย่าของผมเรียกว่าอะไร” “เขาเรียกว่า...รำคาญใจต่างหาก” คนตัวเล็กยังปากแข็งไม่ยอมรับให้เสียฟอร์มว่าเธอหึงเขาจริง ๆ แถมยังหึงหนังสือวิชาการพวกนั้นด้วย “เทย่า...เทย่า...เทย่า” อติรุจเรียกอย่างนึกเอ็นดู ทรรศิกาขมวดคิ้วยุ่งนึกสงสัยว่าทำไมเขาถึงเรียกชื่อเธอไม่หยุด “เรียกอยู่ได้ จะพูดอะไรก็พูดสิคะ” อติรุจยิ้ม ชะโงกไปจุมพิตริมฝีปากอิ่มแรงอย่างนึกหมั่นไส้ “ทำไมถึงได้น่ารักขนาดนี้” คราวนี้คนที่ถูกชมยิ้มหวาน ดวงตาคู่งามเป็นประกายวาววับ สะบัดผมไปด้านหลังเบา ๆ อย่างมั่นใจตัวเอง
เมื่อวันสำคัญของอติรุจและทรรศิกามาถึง สองหนุ่มสาวถูกปลุกให้ลุกขึ้นมาแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมตั้งแต่เช้ามืด เพื่อจะได้เริ่มพิธีทางศาสนาในตอนเช้า ในงานนี้จะมีแต่แขกระดับวีไอพีและญาติผู้ใหญ่คนสำคัญของทั้งสองฝ่ายเท่านั้นที่ได้เข้ามาร่วมเป็นสักขีพยาน หลังจากนั้นทั้งคู่มีเวลาพักเล็กน้อยก่อนจะต้องเริ่มเปลี่ยนเครื่องแต่งตัว และแต่งหน้าทำผมกันอีกครั้ง สำหรับเจ้าบ่าวใช้เวลาไม่นานเท่าไรก็จัดการทุกอย่างเสร็จเรียบร้อย แต่สำหรับเจ้าสาวนั้นต้องใช้เวลาในการแต่งตัว แต่งหน้า ทำผมกันนานนับชั่วโมงกว่าจะเสร็จ เมื่อจัดการทุกอย่างเรียบร้อยทรรศิกาก็ถูกปล่อยให้นั่งพักอยู่เพียงลำพัง ในขณะนั้นเองที่นับดาวเดินเข้ามาภายในห้องของโรงแรมซึ่งใช้เป็นห้องแต่งตัว “รู้ตัวไหมว่าเทย่าเป็นเจ้าสาวที่สวยที่สุดในค่ำคืนนี้ และก็เป็นเจ้าสาวที่โชคดีที่สุดที่ได้แต่งงานกับเจ้าบ่าวที่มีคุณสมบัติเพียบพร้อมอย่างหมอรุจ ดาวขออวยพรให้เทย่าและหมอรุจมีความสุขมาก ๆ และมีเจ้าตัวเล็กไว ๆ” “ผมเห็นด้วยกับความคิดของคุณดาวครับ คุณเทย่าสวยมากจริง ๆ ยิ่งอยู่ในชุดเจ้าสาวสีขาวบริสุทธิ์ด้วยแล้วย
หลังจากการแจกรางวัลอันทรงคุณค่าผ่านพ้นไป อติรุจและทรรศิกาได้ถอดหน้ากากเพชรออก เพื่อให้ทีมงานนำไปโชว์ก่อนที่จะนำกลับมาประมูล และคุณหญิงก็เดินมาหยุดยืนตรงกลางระหว่างสองหนุ่มสาว เพื่อเอ่ยขอบคุณแขกที่มาร่วมงานในค่ำคืนนี้ “ขอขอบคุณแขกผู้มีเกียรติทุกท่านที่สละเวลามาร่วมงานฉลองครบรอบห้าสิบปีของเรา หวังว่าทุกท่านจะพึงพอใจกับดีไซน์ของเครื่องประดับสุดหรูที่เรานำเสนอ และดิฉันขอถือโอกาสนี้แนะนำทรรศิกา เขมะสิริกุล ในฐานะผู้บริหารรุ่นใหม่ที่จะสานต่อสตาร์ไดมอนด์ให้มั่นคงต่อไปในอนาคตค่ะ” ทรรศิการู้สึกตกใจที่จู่ ๆ คุณย่าก็ประกาศให้เธอ เป็นผู้บริหารรุ่นต่อไปของสตาร์ไดมอนด์อย่างเป็นทางการต่อหน้าทุกคน นั่นหมายถึงคุณย่ายอมรับในความสามารถของเธอ “เราเปิดโอกาสให้ผู้บริหารรุ่นใหม่ได้กล่าวอะไรหน่อยดีไหมคะ” “เทย่าสัญญาว่าจะทุ่มเทแรงกายแรงใจ เพื่อทำหน้าที่บริหารสตาร์ไดมอนด์อย่างดีที่สุดให้สมกับที่คุณย่าไว้วางใจค่ะ ขอฝากเนื้อฝากตัวด้วยนะคะ” “แขกผู้มีเกียรติท่านใดสนใจหน้ากากเพชรคู่นี้ก็ร่วมประมูลกับเราได้นะคะ เราจะนำเงินรายได้จากการประมูลไปบริ
“เฮ้อ! ในที่สุดเรื่องราวก็จบลงไปได้ด้วยดี หวังว่าคงไม่มีเรื่องทำนองนี้มาทำให้รุจกับเทย่าต้องผิดใจกันอีกนะคะ” “ไม่มีแน่นอนครับแม่ ครั้งเดียวก็เกินพอ นี่ขนาดผมระวังตัวแล้วนะยังพลาดจนได้ เทย่าถึงขนาดขอหย่าขาดจากผมเลย บอกตรงๆ เข็ดจนตาย” “พูดแล้วต้องทำให้ได้อย่างที่พูดนะคะ” ทรรศิกาเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “แน่นอนอยู่แล้ว ผมมันเป็นพวกรักเดียวใจเดียวเหมือนพ่อ จริงไหมครับคุณพ่อ” อติรุจหันไปหาแนวร่วม “จริง!” อติเทพช่วยยืนยันด้วยน้ำเสียงหนักแน่น “รจหาฤกษ์แต่งงานให้รุจกับเทย่าได้แล้วนะคะน้าทิพย์ อีกสี่เดือนข้างหน้าค่ะ หวังว่าจะไม่กระชั้นชิดเกินไปนะคะ” “ช้าไปหรือเปล่าครับแม่ ผมเป็นคนใจร้อนอยากจะแต่งงานกับเทย่าซะวันนี้หรือพรุ่งนี้เลยด้วยซ้ำครับ” “มากไปพ่อคุณ” รสสุคนธ์เอ่ยปรามหลานชายตัวดี “เห็นใจกันหน่อยสิครับคุณยาย นอนคนเดียวมันเปล่าเปลี่ยวหัวใจ” ที่พูดเช่นนี้เพราะคุณย่าของทรรศิกาต้องการให้หลานสาวกลับไปอยู่กับตนเองจนกว่าจะเข้าพิธีแต่งงาน “แล้วที่ผ่านมาทำไมถึงนอนคนเดียวได้คะ เทย่าไม่เห็นว่
สายวันต่อมาอดุลย์ได้นำตัวอัญชิสาเดินทางมาเยี่ยมอติรุจที่โรงพยาบาล เพื่อต้องการมาเคลียร์เรื่องที่บุตรสาวของเขาได้ก่อไว้ เมื่อเปิดประตูเข้าไปภายในห้องก็พบว่าอติรุจมิได้อยู่ตามลำพัง แต่มีพ่อ แม่ ป้า และยายของเขา รวมถึงทรรศิกาและคุณหญิงทิพย์มณีอยู่ภายในห้องนั้นด้วย อดุลย์ทักทายทุกคนก่อนจะเอ่ยเข้าประเด็น “อยู่กันพร้อมหน้าพร้อมตาแบบนี้ก็ดีเหมือนกัน เราจะได้เคลียร์กันให้จบไปทีเดียวเลย” อัญชิสาทำความเคารพผู้ใหญ่ก่อนจะตวัดสายตาขุ่นเคืองมองไปที่ทรรศิกา เพราะยังรับไม่ได้ที่อีกฝ่ายเป็นภรรยาที่ถูกต้องตามกฎหมายของผู้ชายที่เธอหลงรัก “ผมต้องขอโทษทุกคนด้วยนะครับ ที่ลูกสาวของผมมาก่อเรื่องเดือดร้อน และทำให้วุ่นวายกันไปหมด” อดุลย์เอ่ยขอโทษทุกคนจากใจก่อนจะหันไปจ้องหน้าบุตรสาว “อัญต้องกราบขอโทษคุณลุง คุณป้า และพี่รุจด้วยนะคะ” อัญชิสาไม่ยอมเอ่ยชื่อทรรศิกาซึ่งถือเป็นมารศัตรูหัวใจคนสำคัญของตนเอง เพราะทำใจไม่ได้จริงๆ ที่ต้องเป็นฝ่ายพ่ายแพ้แล้วยังจะต้องมาเอ่ยปากขอโทษอีก “เรื่องทั้งหมดที่เกิดขึ้นเป็นความเข้าใจผิดค่ะ ที่จริงแล้วอั
ในค่ำวันนั้นเอง ทรรศิกาขออยู่เฝ้าดูอาการของอติรุจที่โรงพยาบาล ทั้งที่ผู้ใหญ่ทั้งสองฝ่ายพยายามพูดทัดทาน เพราะเห็นว่าหญิงสาวเพิ่งจะหายจากอาการบาดเจ็บ แต่ทรรศิกาก็ยังยืนยันคำเดิม ทำให้ทุกคนต้องยอมทำตามความต้องการของเธอ หญิงสาวนั่งเฝ้าอยู่ข้างเตียงอติรุจจนเผลอหลับไปโดยไม่รู้ตัว หลังจากนั้นไม่นานอติรุจก็เริ่มรู้สึกตัว เขาลืมตามองไปรอบๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ร่างบอบบางคุ้นตาที่นั่งฟุบหลับอยู่ข้างตัว รอยยิ้มจาง ๆ ปรากฏขึ้นบนใบหน้าคมคาย เขาเอื้อมมือไปลูบไล้แก้มนวลใสเรื่อยมาจนถึงริมฝีปากบางสีกุหลาบ สัมผัสที่อ่อนโยนของเขาปลุกทรรศิกาขึ้นจากนิทรา “คุณรู้สึกตัวแล้ว” เธอเอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงตื่นเต้น ทรรศิกาเข้าไปช่วยประคองให้อีกฝ่ายลุกขึ้นนั่ง จากนั้นก็ทรุดตัวลงนั่งข้างตัวเขา อติรุจยิ้มอย่างอ่อนโยนเมื่อเห็นแววตาที่ฉายชัดถึงความห่วงใยของทรรศิกา น้ำตาของหญิงสาวไหลอาบแก้มนวลใสอีกครั้ง “ยกโทษให้เทย่านะคะ เพราะเทย่าคุณถึงต้องเจ็บตัวแบบนี้” “ร้องไห้ทำไม ผมไม่ได้เป็นอะไรมากสักหน่อย อีกอย่างมันก็ไม่ใช่ความผิดของคุณหรอกนะเทย่า”







