Masukหญิงสาวตระกูลซิน นางเป็นชาวบ้านแคว้นเกา แต่ทว่านางกับช่วยชายผู้สูงศักดิ์ไว้ จนเขาหายดี หลังจากที่เขากลับไป ชีวิตของนางเปลี่ยนไปโดยสิ้นเชิง นางสู้ดิ้นรนเข้ามาในเมืองหลวง และได้รับแต่งตั้งเป็นสนม อีกทั้งนางยังเป็นที่โปรดปรานของพระสวามี จนมีอำนาจเหนือฝ่ายใน และมีอิทธิพลเหนือทุกคน การก้าวขึ้นมาเป็นหวางโฮ่ว กว่าที่นางจะมาถึงจุดสุดนี้ได้ นางต้องผ่าอุปสรรคนานัปการ กว่าจะได้ตำแหน่งนี้มาครอบครอง
Lihat lebih banyakยามอัสดงในเมืองสุ่ยหยาง ช่วงคิมหันต์ฤดูนั้น กลับไม่ได้ร้อนแต่อย่างใด เพราะเมืองหลวงของแคว้นเกาแห่งนี้อยู่ในหุบเขา จะหนาวเย็นตลอดทั้งปี เมื่อถึงช่วงฤดูเหมันต์ยังหนาวเหน็บจนหิมะตกเป็นเวลาสามเดือน อีกทั้งจะไร้แสงตะวันด้วยเช่นกัน
ทว่าในเมืองสุ่ยหยางแห่งนี้มีหญิงสาวงดงามรุ่นดรุณีแรกแย้ม ผิดแปลกจากหญิงสาวชาวเมืองในละแวกนั้นมากนัก นางมีดวงหน้าที่งดงาม ดวงตากลมโต ผิวพรรณงดงามดั่งดอกไม้แรกแย้ม เหนียงชินของนางจึงให้นางให้ผ้าปิดสีขาวปิดบังใบหน้าที่งดงามไว้ครึ่งใบหน้า ไม่อยากให้นางถูกลักพาตัวไปกระทำชำเรานาง “ซินเซียงเจ้าช่วยไปตักน้ำ ที่ท่าน้ำให้ข้าด้วยนะ ข้าจะได้ทำอาหารให้เจ้าได้กิน” เหนียงชินของนางเอ่ยบอกด้วยรอยยิ้ม (เหนียงชิน แปลว่า แม่) “ได้ค่ะ” ซินเซียงเอ่ยตอบรับทันที และหยิบกุณโฑดินเผาขนาดกลางจากห้องครัวก้าวเดินออกไปทันที โดยไม่รั้งรอหรือเกียจคร้านแต่อย่างใด จะกล่าวถึงครอบครัวตระกูลหลิว แต่ก่อนซินปังเตี่ยของซินเซียง เขาเป็นพ่อค้าผ้าแพรไหมที่มีรายได้ดี แต่พอหลิวปังโดนปล้นและถูกฆ่าตาย ทำให้นางและซินเหนียงลำบากมากขึ้น จากตระกูลพ่อค้าร่ำรวย ต้องหากินด้วยตัวเอง เหนียงชินของนางจึงขายบ้าน และของใช้ในบ้านทุกอย่างหมด รวมถึงบ่าวรับใช้ที่เหนียงชินให้เงินพวกเขา เพื่อให้พวกเขาได้ตั้งตัวเล็กน้อย ตอนนี้ทั้งสองคนจึงใช้ชีวิตตามมีตามกิน จึงปลูกผักไว้ข้างบ้างเพื่อนำมาขาย ซินเซียงนางมีนิสัยร่าเริง และอัธยาศัยที่ดี จึงเป็นที่รักของคนในละแวกนี้ อีกทั้งคนในตลาดอีกด้วย ส่วนมากนางผักที่นำมาขายในตลาด มีแต่คนเอาปลาเอาหมูมาแลก เพื่อให้นางได้กินได้ใช้บ้าง ซินเซียงก้าวเดินไปยังท่าน้ำที่อยู่หลังบ้านซึ่งไม่ไกลจากตัวบ้านมากนัก นางตักน้ำขึ้นมาเช่นทุกวัน แต่แล้วเห็นสิ่งที่น่าตกใจ นั้นก็คือ “ว้าย...” นางร้องด้วยความตกใจ และโยนกุณโฑทิ้งทันที เพราะนางได้เห็นชายหนุ่มตรงหน้าเลือดนั้นท่วมตัว แต่ทว่าเขากลับเรียกนางด้วยเสียงที่แผ่วเบา “ช่วยด้วย...ช่วยข้า...ด้วย...” เขาเรียกนางไม่พอ เขายังจับขานางไว้ นางใช้มือแกะมือของเขาที่ขาเรียว แต่เขากลับสลบไป “ท่าน...ท่าน...” ซินเซียงเรียกเขา และเขย่าตัวแรงๆ เพื่อให้เขาได้คืนสติขึ้นมา แต่เขาไม่ตอบรับนางแม้แต่น้อย นางทอดสายตามองท้องฟ้า ไร้แสงอัสดงเสียแล้ว นางคิดต่ออีกว่า ถ้าปล่อยเขาไว้แบบนี้ เขาต้องตายแน่ อีกทั้งนางมองที่หลังของเขามีธนูปักไว้อีก ทอดสายตามองขึ้นไป คือหน้าผาคงโดนยิงและตกลงมาแน่แท้ ตอนนี้ช่วยคนสำคัญสุด นางจึงลากเขาขึ้นมาจากน้ำ เผื่อว่าศัตรูเขาจะอยู่ละแวกแถวนี้ แล้วมาทำร้ายเขาอีก เขาเองก็ดูเหมือนเป็นชายสูงศักดิ์ เมื่อดูจากเสื้อผ้าสีดำที่สวมใส่ อีกทั้งยังสวมเครื่องสูงของราชวงศ์ ชายผู้นี้อายเป็นหวางเย่แน่แท้ นางจึงเอาแขนเขาคล้องคอไว้ข้างหนึ่งอย่างทุลักทุเล เดินประคองเขาไว้ไปยังบ้านของตน (หวางเย่ แปลว่า องค์ชาย) “เหนียงชินช่วยข้าด้วย!!!” ซินเซียงตระโกนเรียกเหนียงชินของนาง เหนียงชินจึงก้าวออกจากครัวมาดู นางได้ทอดมองใบหน้าอันหล่อเหลาดุจหยกสลัก อีกทั้งอาภรณ์ที่เขาสวมใส่เหมือนชายสูงศักดิ์ ทำให้นางตกใจแต่ไม่พูดอะไรไม่ได้ กลัวว่าคนร้ายจะตามมาฟัง “ซินเซียงเดี๋ยวเจ้าเอาชุดเขาออก แล้วเปลี่ยนชุดใส่ชุดของเตี่ยก่อน แล้วเก็บเสื้อผ้าและเครื่องประดับเผาทิ้งให้หมด ข้าจะไปตามหลี่เสียง” ซินเหนียงรีบวิ่งออกไปทันที ปล่อยให้นางงวยงง ว่าเหตุใดต้องเผาชุดของชายผู้นี้ ซินเซียงเดินไปที่หีบสีดำสนิทลงลายดอกไม้สีเงิน นางเปิดล็อกและหยิบเสื้อผ้าออกมาหนึ่งชุด “ข้าขอโทษนะ ที่ล่วงเกินเจ้า” ซินเซียงไม่รอช้าที่ปลดเสื้อของเขาจนหมดสิ้น โดยไม่คิดสิ่งใด และซินเซียงเปลี่ยนเป็นเสื้อผ้าของเตี่ยนางจนเสร็จ “เจ้าเป็นใครกันแน่ ถึงไปโดนทำร้ายสาหัสแบบนี้” ซินเซียงเอ่ยถามเขาที่นอนหลับใหล นางจัดแจงเสื้อผ้าและเครื่องประดับของเขามาที่ถังดิน โยนเสื้อผ้าลงไป แล้วจุดไฟเผาโดยทันที ......................................... เป็นอย่างไงบ้างสนุกไหมคะ อย่างลืมกดติดดาว หรือ กดหัวใจ หรือ เขียนคอมเม้นท์มาพูดคุยกันบ้างน๊า ไรท์จะได้ไม่เหงา ไรท์ชอบอ่านคอมเม้นท์ของทุกท่าน และพยายามตอบกลับทุกคอมเม้นท์นะเมื่อครั้งหวังหวางโฮ่วทำคุณไสยใส่พระนาง และพระนางคิดบัญชีกับหวังหวางโฮ่ว“สุขสบายดีไหม หวังเหม่ย” ซินกุ้ยเฟยตรัสด้วยพระสุรเสียงเรียบเฉย หวางโฮ่วเงยพระพักตร์ขึ้นมาทอดพระเนตรซินกุ้ยเฟย กุ้ยเฟยทอดพระเนตรหวางโฮ่วที่มีพระพักตร์เรียบเฉย แต่ทว่าพระเนตรทั้งสองข้างนั้นบวมเป่งราวกับว่ากันแสงมาอย่างหนัก“เจ้ามาทำไม เจ้าก็ได้ทุกอย่างไปแล้ว หรือเจ้ามาเย้ยหยันข้า ที่ข้าเคยสูงกว่าเจ้า แต่ตกอับเพียงนักโทษในเหลิ่งกง” หวางโฮ่วตรัสด้วยพระสุรเสียงจริงจัง ทอดพระเนตรกุ้ยเฟยในกระจกด้วยพระอารมณ์เกลียดชัง“หวังเหม่ย สมัยก่อนข้ากับท่านไม่เคยมีเครื่องบาดหมางต่อกัน ท่านก็อยู่ส่วนท่าน ท่านก็อยู่ส่วนข้า เราสองไม่ได้ยุ่งเกี่ยวกัน แต่มาวันนี้ท่านกลับใช้คุณไสยมาเล่นงานข้า เป็นเพราะความริษยาของท่าน สมแล้วที่ท่านต้องมาอยู่ในเหลิ่งกง ช่างหนาวเหน็บและเยือกเย็นเช่นเดียวกับใจของท่าน” ซินกุ้ยเฟยประทับนั่งยองๆ ทอดพระเนตรพระนาง ที่กำลังทอดพระเนตรพระพักตร์ในกระจก“หวังเหม่ย เจ้าอย่าโทษข้ากับต้าหวางเลยนะ” ซินกุ้ยเฟยตรัสแผ่วเบา และจับพระเกศาสลวยงามดกดำของพระนางลูบไล้แผ่วเบา“หวังเหม่ย เจ้าเป็นรู้ตัวไหมว่าเจ้าเป็นสตรีที่งดงาม และ
ซินเซียงไท่หวงไท่โฮ่วเสด็จมาประทับในไท่เฉินกง ภายในวังหลวงโดยต้าหวางได้ไปทูลต่อพระนางว่า อยากดูแลพระนางอย่างใกล้ชิด ถ้าพระนางประทับอยู่ที่กวางหลินกงนั้นใช้เพลาเป็นครึ่งวันกว่าจะถึง พระองค์จึงทูลเชิญพระนางมาประทับที่นี่ได้สองเดือนแล้ว อีกทั้งพระนางก็มีพระชนมายุแปดสิบพรรษา เสด็จไปไหนลำบากมากขึ้น แต่ยังคงเสด็จไปเขาหมิงซานเดือนละครั้งเพื่อไปอยู่เป็นเพื่อนเกาเทียนหมิงต้าหวางฟูจวินของพระนางซินเซียงไท่หวงไท่โฮ่วประทับนอนบนตั่งบรรทมอยู่นั้น พระนางสดับเสียงฝีเท้าเบาๆ ตรงมาหาพระนาง พระนางลืมพระเนตรขึ้นทอดพระเนตรเกาเทียนหมิงต้าหวางที่แย้มพระสรวลให้พระนาง อีกทั้งยังคงดูเหมือนชายวัยกลางคนที่ดูแข็งแรง“ต้าหวาง ต้าหวาง” พระนางตรัสเรียกเกาเทียนหมิงต้าหวางแผ่วเบา และลุกขึ้นประทับนั่ง“ซินเซียงหวางโฮ่ว ทำไมหน้าตาเจ้าดูแก่กว่าข้าเสียอีก” ต้าหวางแย้มพระสรวล สายพระเนตรนั้นอ่อนโยนเปี่ยมไปด้วยความรัก“ต้าหวางยังทรงหนุ่มแน่น แต่หม่อมฉันกลับดูแก่ชราไปมากแล้ว” พระนางตรัสเช่นนี้ และจับพระพักตร์ที่โรยราไปตามวัย“เจ้าคงลำบากไม่น้อย เส้นผมก็ขาวไปหมด”“ต้าหวางเพคะ หลายปีมานี้พระองค์ไปอยู่ไหนมา หม่อมฉันไปหาพระองค์ท
ซินเซียงไท่หวงไท่โฮ่วพระนางมีอำนาจมากที่สุดในฝ่ายใน แต่พระองค์ให้จางเหนียงไท่โฮ่วบริหารดูแลฝ่ายในควบคู่กับอู่หยางหลินหวางโฮ่ว ไท่โฮ่วเองก็ไม่ได้อยู่วังมากเท่าที่ควร พระนางจะเสด็จไปประทับอยู่เป็นเพื่อนไท่หวงไท่โฮ่วที่กวางหลินกงเพื่อไม่ให้พระนางเหงาจนเกินไป เมื่อสามวันก่อนไท่โฮ่วเสด็จเข้าวังไปบูชาฟ้ากับต้าหวางจึงไม่ได้เสด็จมาวันนี้ต้าหวางให้สุ่ยถังนำรายชื่อของที่นำเข้าสุสานหลวงของพระนางที่อดีตต้าหวาง ‘เกาซื่อ’ สร้างขึ้นถวายหลังพระนางสิ้นพระชนม์ แต่เกาซื่อต้าหวางสวรรคตไปเสียก่อนทำให้เกาหรงเยว่ต้าหวางทรงสร้างสุสานของพระนางต่อ ความจริงแล้วพระนางได้คัดค้านการสร้างสุสานของพระนางตั้งแต่เกาเทียนหมิงต้าหวาง ฟูจวินของพระนาง เพราะสิ้นเปลืองงบประมาณแผ่นดิน ที่ให้กับกองทัพ และประชาชนในยามฤดูแล้ง พระนางอยากจะฝังในสุสานเดียวกับเกาหมิงเทียนต้าหวาง เกาหมิงเทียนต้าหวางอ่อนพระทัยจึงไม่มีพระราชดำริสร้างสุสานหลวงให้พระนางอีก มาสมัยของเกาซื่อต้าหวางพระองค์มีพระราชดำริสร้างสุสานให้พระนาง และต้าหวางอ้างกฎมนเทียรบาลมาทูลต่อพระนาง ว่าต้องสร้างสุสานหลวงเพื่อให้พระนางนำสิ่งของเหล่านั้นไปใช้ยังภพหน้า ก่อนที่จะเจอ
“เจ้าคิดจะเผาตำหนักข้าหรือ อยากเผาก็เผาเลยข้ามีอีกหลายห้อง” เกาหลี่หวางเย่ตรัส ขณะที่เสด็จเข้ามาทรงเห็นนาง จะใช้เชิงเทียนเผาไปที่พระวิสูตรหวางเย่เสด็จมาประทับนั่งที่ฟูก เอาตำราท่องเที่ยวของนักประพันธ์ขึ้นมาอ่าน แล้วหยิบขนมท้อเสวยทันที นางจึงวางเชิงเทียนลง แล้วนั่งบนตั่งบรรทม“ข้าไม่เผาตำหนักเจ้าหลอก เจ้าคิดว่าข้าเป็นคนอย่างไง” ถังเสี่ยวบ่น“ก็เป็นคนจะเผาตำหนักข้าไงคิดว่าข้าไม่รู้หรือ” หวางเย่ตรัสเรียบเฉย แล้วเสด็จมาที่มาประทับนั่งที่ตั่งบรรทม ประทับนอนลงข้างๆ นาง นางกระเถิบหนีชิดผนังทันที“เจ้าคิดว่าข้าจะทำอะไร” หวางเย่ตรัสแผ่วเบา ทอดพระเนตรไปที่นาง และโอบกอดนางโดยที่นางไม่ทันตั้งตัว“ปล่อยข้า...ปล่อยข้า...เกาหลี่” นางร้องโวยวายและดิ้นรนให้พระองค์ทรงปล่อย แต่ทว่าพระองค์กลับกอดแน่นกว่าเดิม“ตัวเจ้าก็หอมดี” หวางเย่ประทับพระโอษฐ์บนแก้มของนาง“เกาหลี่ปล่อยข้า” นางทูลบอกด้วยน้ำเสียงจริงจัง และหันหน้าหนี“อีกไม่กี่วันเจ้าก็เป็นหวางเฟยโดยการแต่งตั้งแล้ว จะอายทำไมเล่า”“ปล่อย...ข้าเกาหลี่...ปล่อย” นางร้องยังคงขัดขืน“นี่ยิ่งเจ้าดิ้นข้ายิ่งอยากนะ ข้าไม่ได้เข้าหอคณิกามากี่วันแล้วนะ สามหรือสี่ว
ผ่านไปสามวันต่อมาไร้วี่แววต้าหวางจะเสด็จกลับมาไท่หวังกง หรือประทับอยู่ในวังหลวงแห่งนี้ ทั้งซินโจและมู่เฉินต่างจนปัญญาจริงๆ ขณะที่หวางโฮ่วเองก็บรรทมไม่หลับเช่นกัน พระนางทรงกระวนกระวายพระทัยยิ่งนัก พระนางกลัวว่าพระองค์จะเป็นอะไรไปที่ไหน และจะเป็นอันตรายหรือไม่ เพราะส่วนหนึ่งในวังหลวงมีตำหนักร้างหลายห
“เจ้าทำดีมาก มู่เฉิน เจ้าตีแคว้นเจิ้นจนชนะ อีกทั้งได้อีกหกหัวเมืองคืนมา”ต้าหวางตรัสชื่นชมมู่เฉินที่ยืนอยู่หน้าขนนางในท้องพระโรง“ขอบพระทัยที่ทรงชม” มู่เฉินกุมหมัดทั้งสองข้างก้มลงเล็กน้อย“ชัยชนะในครั้งนี้ เป็นที่พอใจของข้าอย่างมาก เพราะแคว้นเจิ้นเป็นหอกข้างแคร่เรามานาน ข้าจึงเห็นสมควรว่าจะปูนบำเหน
“หวางเย่เสด็จไปไหนมาพระเจ้าค่ะ อีกทั้งเปื้อนดินด้วยกระหม่อมหากันทั้งตำหนัก เกาตี้หวางเย่ก็ไม่ประทับที่ฉุนอิ๋งกง”รุ่ยอันทูลด้วยน้ำเสียงจริงจัง เพราะเขาวิ่งไปหาหวางเย่ที่ไท่หวังกง ที่นั่นบอกว่าพระองค์เสด็จออกมาพร้อมกับเกาตี้หวางเย่ เขากลับมาที่ตำหนักอีกครั้งก็ไม่เจอ พอให้ขันทีไปหาที่ฉุนอิ๋งกง หวางเย
ซินเซียงลืมตาขึ้นช้าๆ ทอดมองออกไปนอกพระตำหนักได้ยินเสียงเวรยามลั่นฆ้องทุกวันเพื่อบอกโมงยามเช่นทุกวัน นางจะตื่นเพลานี้เสมอ เป็นยามเหม่า นางทอดสายตามองพระพักตร์ที่งดงามหาบุรุษใดเปรียบเทียบเคียงได้ นางใช้มือเรียวไล้พระนาสิกโด่งงาม มาที่พระโอษฐ์หนาเป็นกระจับสวยแผ่วเบา นางทอดสายตามองไท่จื่อที่ลืมพระเนตร















![สองขุนศึกขย่มนางพญาไม่อิ่มรัก (3p) – [PWP]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)

