Share

บทที่ 8

ทางด้านของ...เจ้าทองหลังจากที่มนตรีเดินออกมาจากบ้าน วิญญาณของเด็กชายก็ได้ปฏิบัติหน้าที่ของตนอย่างขยันขันแข็งทันที

เขาลอยตัวขึ้นสูงเล็กน้อย ซ่อนกายโปร่งแสงของตนไว้ในเงาของต้นไม้และชายคาบ้าน กลายเป็นเงาไร้ตัวตนที่เคลื่อนที่ตามบุรุษผู้เป็นเป้าหมายไปอย่างเงียบกริบ

ค่ำคืนในซอยเล็ก ๆ นั้นเงียบสงัด มีเพียงเสียงหรีดหริ่งเรไรที่ประสานเสียงกันเป็นจังหวะ และเสียงฝีเท้าหนัก ๆ ของมนตรีที่ดังกระทบพื้นดินเป็นระยะ

แสงจากตะเกียงในมือของชายหนุ่มสาดส่องไปเบื้องหน้าเพียงเล็กน้อย สร้างเงาตะคุ่มที่เต้นระริกไปมาตามการก้าวเดินชวนให้บรรยากาศดูว้าเหว่และอ้างว้างยิ่งนัก

มนตรีเดินไปได้ไม่ไกลนัก เขาก็หยุดลงที่หน้าเพิงไม้ขนาดเล็กแห่งหนึ่งซึ่งเปิดไฟสีเหลืองสลัวเอาไว้ ที่นี่คือร้านขายของชำกึ่งร้านเหล้าเถื่อนที่เปิดตลอดคืนสำหรับเหล่าผู้ใช้แรงงานกะดึก

"เจ๊...เหมือนเดิม" เขาเอ่ยขึ้นเสียงห้วน

"เอ้า...จะไปทำงานแล้วยังจะกินอีกเรอะอามนตรี" หญิงชราเจ้าของร้านเอ่ยทักอย่างคุ้นเคย

"เอาน่าเจ๊...ย้อมใจนิดหน่อย งานมันหนัก" เขาตอบกลับสั้น ๆ พร้อมกับยื่นเงินให้

มนตรีรับขวดเหล้าขาวขนาดแบนมา เขาเปิดฝาแล้วกระดกมันเข้าปากไปอึกใหญ่อย่างรวดเร็ว ก่อนจะเก็บใส่กระเป๋ากางเกงแล้วออกเดินต่อไปทันที เจ้าทองที่ลอยตัวสังเกตการณ์อยู่บนหลังคาได้แต่ทำจมูกฟุดฟิด...

'น้ำเหม็น ๆ แบบนั้นอร่อยตรงไหนกันนะ' กุมารน้อยคิดอย่างไม่เข้าใจพร้อมกับยกมือเกาหัวไปด้วย

ยิ่งกุมารทองตัวน้อยลอยตามร่างของมนตรีที่เดินลึกเข้าไปในซอยเปลี่ยวแห่งหนึ่งมากเท่าไหร่ บรรยากาศสองข้างทางก็ยิ่งเปลี่ยนไป

เหล่าเสียงแมลงกลางคืนเริ่มเงียบลง ถูกแทนที่ด้วยเสียงฮึมฮัมของเครื่องจักรและเสียงร้องต่ำ ๆ ของสัตว์ที่ดังแว่วมาแต่ไกล และที่สำคัญคือกลิ่น...กลิ่นคาวเลือดที่เข้มข้นขึ้นเรื่อย ๆ ปะปนมากับกลิ่นสาบและกลิ่นฉุนของแอลกอฮอล์ราคาถูก

ในที่สุดมนตรีก็มาถึงจุดหมาย...โรงเชือดแห่งนี้ตั้งอยู่ท้ายตลาด...และทันทีที่เจ้าทองลอยตัวผ่านประตูใหญ่เข้ามาตามแผ่นหลังของเขา

วิญญาณของเด็กน้อยก็รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังจมลงไปในบึงที่เต็มไปด้วยโคลนตมทางจิตวิญญาณ...พลังงานแห่งความเจ็บปวดและความกลัวตายของสัตว์มากมายมหาศาลถาโถมเข้าใส่ร่างโปร่งแสงของเด็กน้อยจนหนักอึ้งและอึดอัดไปหมด เสียงกรีดร้องโหยหวนของเหล่าสุกรที่ดังระงมอยู่ในคอกนั้น ไม่ได้ทำให้เขากลัว...แต่มันทำให้เขารู้สึกเจ็บปวดไปด้วย

กุมารน้อยต้องรวบรวมพลังทั้งหมดที่มีเพื่อคงสภาพร่างของตัวเองเอาไว้ ก่อนจะหลบไปนั่งขดตัวอยู่บนขื่อหลังคาที่สูงที่สุด และมองลงมายังภาพเบื้องล่างด้วยหัวใจที่หดหู่

ซึ่งในตอนนี้เขาได้เห็นป๊าของพี่สาวเดินเข้าไปสมทบกับคนงานคนอื่น ๆ ที่กำลังดื่มเหล้าและส่งเสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งเพื่อกลบเกลื่อนความรู้สึกผิดชอบชั่วดีของตนเอง

แล้วงานบาปก็ได้เริ่มต้นขึ้น...เจ้าทองได้แต่มองภาพนั้นนิ่งระคนชวนอดสู ภาพของความตายที่เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า...เขาไม่เข้าใจว่าทำไมมนุษย์ถึงต้องทำเรื่องที่น่าเศร้าเช่นนี้ แต่เขาก็ไม่ละสายตาไปไหน

เพราะนี่คือภารกิจที่พี่สาวมอบหมายมา ดังนั้นเขาจึงจำเป็นต้องเฝ้าดูการกระทำของป๊าต่อไป แม้ว่าภาพที่เห็นจะเต็มไปด้วยความโหดร้ายเกินที่เจ้าตัวจะรับได้ ซึ่งมีบ้างบางจังหวะที่เจ้าตัวได้ยกมือขึ้นมาปิดตา แต่ว่ากุมารทองตัวน้อยก็ยังคงเฝ้ารออย่างอดทน

จนในที่สุด...แสงแรกของวันก็มาถึงพร้อมกับเสียงร้องของสัตว์ผู้โชคร้ายมากมายก็ได้หยุดลง ซึ่งดูเหมือนว่าความเงียบที่เข้ามาแทนที่เสียงกรีดร้องนั้นจะน่าขนลุกยิ่งกว่าเดิม

เพราะมันเป็นความเงียบที่หนักอึ้งและเต็มไปด้วยกลิ่นคาวเลือดที่ยังคงคละคลุ้งอยู่ในอากาศ แสงไฟนีออนสีขาวซีดในโรงเชือดยิ่งขับเน้นให้ใบหน้าของเหล่าคนงานที่เหนื่อยล้าดูขาวเผือดราวกับศพไร้วิญญาณ

บัดนี้งานบาปเหล่านี้ได้สิ้นสุดลงแล้ว ก่อนจะตามมาด้วยงานชำระล้างที่กำลังเริ่มต้นขึ้น เสียงฉีดน้ำแรงดันสูงดังกระหึ่มไปทั่วพื้นคอนกรีตเพื่อชะล้างคราบเลือดและสิ่งสกปรกให้ไหลลงสู่รางระบายน้ำ

ก่อนตามมาด้วยเสียงขูดโลหะดังขึ้นเป็นระยะจากการทำความสะอาดเครื่องมือและโต๊ะเหล็ก แรงงานชายทุกคนต่างทำงานกันอย่างเงียบเชียบและคล้ายจะเซื่องซึม

ความบ้าคลั่งเมื่อกลางดึกได้มอดไหม้ไปพร้อมกับฤทธิ์สุรา เหลือเพียงความว่างเปล่าและความเหนื่อยล้าที่กัดกินลึกลงไปถึงจิตใจและป๊ามนตรีเองก็อยู่ในสภาพที่ไม่ต่างจากคนเหล่านี้เช่นกัน

เสื้อผ้าของเขาเปรอะเปื้อนจนมองไม่เห็นสีเดิม เขาก้มหน้าก้มตาขัดล้างอุปกรณ์ของตนเองอย่างเงียบงัน ส่วนเจ้าทองที่นั่งขดตัวอยู่บนขื่อหลังคามาทั้งคืน วิญญาณของเด็กชายรู้สึกเหมือนมองเห็นแผ่นหลังที่กว้างใหญ่นั้นดูทรุดโทรมและห่อเหี่ยวลงอย่างเห็นได้ชัด

"เฮ้อ... เสร็จซะทีโว้ย!" เสียงของไอ้เสือเพื่อนร่วมงานคนสนิทของมนตรีดังขึ้นทำลายความเงียบ "กูปวดหลังจวนจะหักเป็นสองท่อนอยู่แล้ว"

"เออ...นั่นดิ ช่วงตรุษจีนทีไรงานแม่งเยอะแบบนี้ทุกปี" อีกคนบ่นพึมพำ "กลับไปกูจะนอนให้ลืมบ้านลืมช่องไปเลย" ตามมาด้วยเสียงกล่าวเสริมของใครอีกคน

ซึ่งทุกคนที่เป็นมือเชือดทั้งหมดต่างก็เห็นด้วย และหลังจากที่พวกเขาช่วยกันทำความสะอาดเสร็จเรียบร้อย เหล่าคนงานก็พากันไปล้างเนื้อล้างตัวที่ห้องน้ำรวม

ก่อนจะเดินออกมาในชุดเสื้อผ้าปกติ บรรยากาศเริ่มผ่อนคลายลงเล็กน้อยเมื่อพวกเขาได้ก้าวออกมาสูดอากาศบริสุทธิ์ของยามเช้าภายนอกโรงเชือด

ในตอนนี้ตลาดเช้าที่อยู่ติดกันเริ่มมีชีวิตชีวาขึ้นแล้ว เสียงพ่อค้าแม่ค้าทักทายกันดังจอแจ กลิ่นน้ำเต้าหู้และปาท่องโก๋ลอยมาตามลม ซึ่งเป็นโลกอีกใบที่แตกต่างจากนรกที่พวกเขาเพิ่งจากมาโดยสิ้นเชิง

"เฮ้ยพวกมึง!" ไอ้เสือตะโกนขึ้นอีกครั้งด้วยน้ำเสียงคึกคัก "ก่อนกลับไปนอน ไปเสี่ยงโชคกันหน่อยดีกว่า! เผื่อเจ้าพ่อเสือจะให้พรรับตรุษจีนนี้ ได้เงินก้อนโตมาตั้งตัวโว้ย!"

คนงานบางคนส่ายหน้าอย่างอ่อนแรง "ไม่มีเงินแล้วโว้ยไอ้เสือ เมื่อคืนก็ลงขวดไปหมดแล้ว"

แต่มนตรีที่กำลังจะแยกตัวกลับบ้านกลับหยุดชะงัก...คำว่าโชคและเงินก้อนโตมันช่างหอมหวานเหลือเกินสำหรับคนที่เหนื่อยล้าและสิ้นหวังอย่างเขา

"ไปไหมวะไอ้ตรี! ไปวัดดวงกับกูหน่อย!" ผู้พูดจะเป็นใครไปไม่ได้นอกจากไอ้เสือที่กำลังเดินมากอดคอของเขา "ใบเดียว สิบบาทเองเผื่อฟลุ๊คขึ้นมาจะได้เลิกทำงานเหนื่อย ๆ แบบนี้ซะที!"

มนตรีลังเลอยู่ครู่หนึ่ง...เงินสิบบาทสำหรับเขาไม่ใช่จำนวนน้อย ๆ เลย เพราะมันคือค่าข้าวของลูกได้เกือบทั้งวัน... แต่แล้วภาพความเหนื่อยยากของภรรยาและแววตาที่เปลี่ยนไปของลูกสาวก็ผุดขึ้นมาในหัว...(บางที...บางทีนี่อาจจะเป็นทางออก...)

"เออ...ก็ได้วะ" เขาตอบเสียงอ่อย

เมื่อเจ้าเสือได้ยินคำตอบรับของเพื่อนสนิท จากนั้นทั้งสองคนก็ได้เดินตรงไปยังแผงลอตเตอรี่ขนาดเล็กที่มีหญิงชราคนหนึ่งนั่งขายอยู่ มนตรีล้วงเข้าไปในกระเป๋ากางเกง ควานหาเหรียญและธนบัตรใบย่อย ๆ ที่พอจะเหลืออยู่จนครบสิบบาทก่อนยื่นเงินนั้นให้แม่ค้า

"เอาใบไหนดีล่ะพ่อหนุ่ม"

มนตรีส่ายหน้า "ใบไหนก็ได้ม่า...แล้วแต่ดวง"

เมื่อแม่ค้าได้ยินแบบนี้ หญิงชราจึงได้หยิบลอตเตอรี่ใบหนึ่งยื่นส่งให้เขา มนตรีรับมันมาโดยไม่แม้แต่จะมองดูตัวเลข เขาพับมันครึ่งหนึ่งอย่างลวก ๆ แล้วยัดใส่กระเป๋ากางเกงด้านข้าง...ซึ่งเป็นการกระทำที่เต็มไปด้วยความเคยชินและความสิ้นหวังมากกว่าความตื่นเต้น

เจ้าทองที่ลอยตัวอยู่ไม่ไกลเบิกตากว้าง...ทั้งนี้เป็นเพราะภารกิจของเจ้าตัวน้อยได้สำเร็จไปอีกขั้นหนึ่งแล้ว!

และหลังจากชายหนุ่มแยกกับเพื่อน มนตรีก็เดินโซซัดโซเซกลับบ้านตามลำพัง แสงแดดยามเช้าส่องกระทบใบหน้าของเขา แต่แววตานั้นกลับมืดมนและว่างเปล่า...

'เอาละ... ได้เวลาไปรายงานพี่สาวแล้ว!' กุมารน้อยคิดในใจ ก่อนจะรีบรุดล่วงหน้ากลับไปยังบ้านไม้หลังเล็ก...ก่อนที่แผนการขั้นต่อไปจะเริ่มต้นขึ้น...
Lanjutkan membaca buku ini secara gratis
Pindai kode untuk mengunduh Aplikasi

Bab terbaru

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 149

    กาลเวลาผ่านไปดุจสายน้ำที่ไหลรินไม่เคยหวนกลับ... นับตั้งแต่วันที่ทองเอกลืมตาดูโลก ภายใต้ร่มเงาของบ้านสวนศิริเวชเจริญ... วันนี้ก็เวียนมาถึงวันที่เขามีอายุครบยี่สิบปีบริบูรณ์ชายหนุ่มกำลังจะก้าวเข้าสู่วัยย่างยี่สิบเอ็ดปีเต็ม เป็นช่วงเวลาที่ชายหนุ่มไทยถือว่าพร้อมแล้วที่จะก้าวสู่พิธีอุปสมบท เพื่อสนองคุณบ

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 148

    เขายิ้มอย่างพึงพอใจเมื่อเห็นแววตาที่ลุกโชนของคนกลุ่มนี้ที่ทุกคนจะเป็นกำลังหลักในอนาคต ก่อนจะกล่าวประโยคสุดท้าย...“พิสูจน์ให้ทุกคนเห็น... ว่าพวกเธอไม่ใช่เด็กใหม่อีกต่อไปแล้ว”“ครับ/ค่ะ” เสียงตอบรับดังขึ้นอย่างพร้อมเพรียงจากพวกเขาที่กำลังจะมีประสบการณ์อย่างเต็มตัวกับหน้าที่ในความรับผิดชอบอันสำคัญหนึ

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 147

    เรื่องราวความสำเร็จของศิริเวชเจริญการช่างและการออกแบบไม่ได้ถูกเขียนขึ้นโดยขวัญรดาและปฐพีเพียงสองคน... แต่มันยังถูกถักทอขึ้นจากหยาดเหงื่อ น้ำตาและเสียงหัวเราะของเหล่าน้องใหม่ไฟแรงที่ร่วมเดินทางกันมาตั้งแต่ต้น...ย้อนกลับไปในช่วงที่ขวัญรดากับกลุ่มเพื่อนขึ้นปีสองภายห้องสตูดิโอของคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์ในย

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 146

    หลังจากที่ทั้งสองตกลงคบหากันอย่างเป็นทางการ โลกของดวงเชฟขนมหวานผู้ถ่อมตนก็เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาไม่เคยคิดฝันเลยว่าชีวิตนี้จะได้มีความรักที่งดงามและอบอุ่นเช่นนี้โดยเฉพาะเมื่อครอบครัวทั้งสองฝ่ายต่างก็ยอมรับความสัมพันธ์ของพวกเขาอย่างเปิดใจ บ้านที่เคยคิดว่าอาจเป็นที่กดดัน กลับกลายเป็นที่พักใจที่อบอ

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 145

    โดยที่ขวัญรดายังคงนั่งเคียงข้างกับปฐพี... ที่บนตักของชายหนุ่มก็มีเด็กชายทองเอกกำลังนั่งมองซ้ายขวาอย่างอยากรู้อยากเห็นผิดวิสัยเด็กทั่วไปที่มักจะตื่นสถานที่หรือกลัวคนแปลกหน้าส่วนปาปารัสซี่... ที่ถ่ายรูปพวกเขาวันนั้นตอนนี้กลับรู้สึกประหลาดใจไม่น้อยที่เห็นภาพนี้ เพราะตอนนี้หัวใจของเขาคล้ายกับกำลังทำงาน

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 144

    “ผมว่าพวกเราควรไปสูดอากาศข้างนอกบ้างนะเจ๊... ตั้งแต่มีเจ้าตัวเล็กนี่ เจ๊แทบไม่ได้ออกจากบ้านเลย วนเวียนอยู่แต่บริษัทและก็บ้าน” คำพูดของน้องชายดูมีเหตุมีผลไม่น้อย“ก็ดีเหมือนกัน นายขับรถนะ”“ได้เลยครับ นานครั้งจะได้รับใช้พี่สาวสุดสวยกับหลานชายสุดหล่อผมเต็มใจ” น้ำเสียงของเขาแสดงถึงความร่าเริง โดยมีทองเ

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 42

    ทุกชีวิตในครอบครัวต่างดำเนินกันไปเช่นนี้จนกระทั่งกาลเวลาผันผ่าน...เข้าสู่ปีที่สองที่ขวัญรดาได้กลับมา จากร้านหาบเร่และรถเข็นเล็ก ๆ บัดนี้ร้านแม่ช่อฟ้าและป๊ามนตรีได้กลายเป็นร้านขวัญใจประจำชุมชนไปแล้ว กิจการของพวกเขาเติบโตขึ้นอย่างมั่นคง เงินเก็บในสมุดบัญชีที่เคยมีทุนรอนจากการถูกหวยครั้งก่อ

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 40

    ชายหนุ่มเดินออกมาต้อนรับทุกคนด้วยรอยยิ้ม วันนี้เขาไม่ได้อยู่ในชุดทำงานมอมแมม แต่เป็นเสื้อยืดตัวสะอาดกับกางเกงขาสั้นสบาย ๆ บนตัวยังมีผ้ากันเปื้อนผืนเก่าของภรรยา ผูกอยู่ "โห...อาตี๋! นี่ลื้อทำทั้งหมดนี่เองเลยเหรอเนี่ย!" สุ่นลั้งร้องทักขึ้นด้วยความทึ่ง "ใช่สิม๊า ก็อั๊วรู้ว่าม๊าก

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 39

    "ลองสิ! จัดมาเลยอาลั้ง!" ป้านิ่มและผองเพื่อนต่างพากันสั่งอย่างไม่ลังเล หลายคนกลับเข้าบ้านไปหยิบจานชามของตัวเองออกมาเพื่อซื้อกลับไปเป็นมื้อกลางวัน หลังจากนั้นไม่นานช่อฟ้ากับสุ่นลั้งก็ช่วยกันตักแกง ตักข้าวให้ลูกค้ากลุ่มแรกของวันนั้นอย่างคล่องแคล่วและเข้าขากันอย่างสมบูรณ์แบบ ซึ่งขวัญรดาคิดว

  • ขวัญรดาลูกแม่ค้า   บทที่ 38

    รุ่งอรุณของวันใหม่มาถึงพร้อมกับเสียงโขลกเครื่องแกงของสุ่นลั้งที่ยังคงดังขึ้นเป็นเสียงแรกของวัน แต่เช้ามืดของวันนี้ได้แตกต่างออกไปจากทุกวันโดยสิ้นเชิง เนื่องจากมนตรีไม่ได้นอนหลับพักผ่อนเหมือนเคย แต่กลับตื่นขึ้นมาทำหน้าที่พ่อบ้านอย่างขยันขันแข็ง ชายหนุ่มจัดการกวาดบ้านถูบ้านและนำเสื้อผ้ากอง

Bab Lainnya
Jelajahi dan baca novel bagus secara gratis
Akses gratis ke berbagai novel bagus di aplikasi GoodNovel. Unduh buku yang kamu suka dan baca di mana saja & kapan saja.
Baca buku gratis di Aplikasi
Pindai kode untuk membaca di Aplikasi
DMCA.com Protection Status