LOGINรอเพียงไม่กี่วัน จินหว่านที่เก็บตัวมาได้นับสิบวันก็ไม่อาจหาเหตุผลไม่ปรากฏตัวได้อีก พอนางออกจากเรือนไปคารวะเช้าหูซื่อที่เรือนของนาง ก็ได้ยินเสียงของบิดาตวาดเสียงดัง พร้อมทั้งเสียงร้องไห้คร่ำครวญของสองแม่ลูกดังออกมาอย่างไม่อับอายบ่าวไพร่
“คุณหนูใหญ่มาแล้วเจ้าค่ะ” บ่าวหน้าประตูร้องบอกคนด้านใน เสียงจึงได้เงียบลงไปเล็กน้อย
“คารวะท่านย่า ท่านพ่อ ท่านแม่ ท่านอารอง ท่านอาสะใภ้เจ้าค่ะ เอ๊ะ!!! เกิดเรื่องใดขึ้นเจ้าคะ” เสียงหวานพร้อมท่าทางตื่นตระหนกบนใบหน้าของจินหว่านทำให้ใบหน้าที่เปื้อนน้ำตาของหูซื่อและคนบ้านรองชะงักบิดเบี้ยวไม่ชวนมองทันที
“หว่านวานมาแล้วหรือ เจ้าไปรอที่ห้องข้างก่อนเถิด อาหารขึ้นโต๊ะแม่จะเรียกเอง” ไป๋ซื่อไม่อยากให้บุตรสาวของตนต้องพบเห็นเรื่องต่ำช้าที่บ้านรองทำไว้ จึงได้ให้แม่นมหลิวพานางไปที่ห้องด้านข้าง จินหว่านเองก็ช่างว่าง่ายนางเดินไปทันที เมื่อเข้าไปเห็นก็พบว่าพี่ชายของนางมาถึงแล้ว ด้านในยังมีเด็กรุ่นหลังของบ้านรองอีกห้าคน
นางอดที่จะจุปากในใจไม่ได้ อารองของนางช่างมีความสามารถ ให้กำเนิดบุตรออกมาได้หลายคน ชุยจ้านอายุสิบสามหนาว ชุยเจียวอายุสิบเอ็ดหนาว ชุยจินหร่วนอายุสิบหนาว ชุยจินหลันอายุสิบหนาว และชุยจ้วงที่เพิ่งจะสามหนาว มีเพียงชุยจ้านและชุยจินหร่วนที่เกิดจากหวงซื่อ ที่เหลือล้วนแต่เกิดจากอนุ นี่ยังไม่นับที่ต้องแท้งและเสียชีวิตไป หากอยู่พร้อมหน้าคงมีไม่ต่ำกว่าสิบคนเป็นแน่
“เตาพกเจ้าเล่า” ชุยจิ้นเดินเข้ามาจับมือน้องสาวเมื่อเห็นว่าเย็นก็อดที่จะมองตำหนิเสี่ยวผิงไม่ได้
“ระยะทางจากเรือนข้ามาที่นี่ไม่ได้ไกลเพียงนั้น ข้าจึงไม่ให้เสี่ยวผิงนำมาด้วย”
“เจ้าเพิ่งจะหายดี อย่างไรก็ละเลยเรื่องนี้ไม่ได้” ชุยจิ้นลากน้องสาวไปนั่งด้านข้างแล้วยัดแก้วชาใส่มือของนาง
“พี่ใหญ่ช่างรักพี่หญิงใหญ่นัก” จินหร่วนอดที่จะอิจฉาไม่ได้
“หว่านวานมีข้าที่เป็นเพียงพี่ชาย เจ้ามีพี่ชายถึงสองคนจะมาอิจฉาหว่านวานเพื่ออันใด” นับตั้งแต่รู้ว่าจินหร่วนผลักจินหว่านลงน้ำ ชุยจิ้นก็ไม่เคยมองนางดีอีกเลย
“แต่ท่านก็เป็นพี่ชายข้ามิใช่หรือ” นางเอ่ยอย่างไม่ยินยอม พี่ชายของนางสองคนจะนับเป็นอันใด เก่งหรือก็สู้ชุยจิ้นไม่ได้ รูปโฉมยิ่งไม่ต้องพูดถึง ตระกูลชุยเหมือนกันเหตุใดสองพี่น้องบ้านใหญ่ถึงได้ดูดีไปเสียทุกอย่าง
ชุยจิ้นจะเอ่ยปากตำหนิความใจแคบของจินหร่วนต่อ ก็ถูกมือของจินหว่านกระตุกชายเสื้อของเขาเอาไว้ คนเช่นจินหร่วนหากไม่ได้รับความสนใจนางจะต้องเนื้อเต้นปากกว่าโดนตำหนิแน่ และก็เป็นเช่นที่จินหว่านคิด เมื่อเห็นว่าชุยจิ้นเลิกสนใจนางแล้วหันไปพูดคุยเสียงเบากับจินหว่านแทน ใบหน้าของจินหร่วนก็ดำคล้ำสายตาที่มองสองพี่น้องมีแต่ความอาฆาต
นางเองก็เป็นคุณหนูตระกูลชุยเหมือนกัน เหตุใดถึงไม่ได้รับความสนใจเท่ากับจินหว่าน ไม่ว่าจะออกงานเลี้ยงจวนใด สหายรุ่นเดียวกับพวกนางต่างก็เข้าหาจินหว่าน ทั้งยังชอบเปรียบเทียบความงามของทั้งคู่เสมอ ยิ่งเรื่องการแต่งกายแล้วด้วย แม้จะเป็นผ้าไหมเนื้อดีเหมือนกัน แต่พอจินหร่วนสวมใส่นางถึงได้ถูกมองว่าเป็นหญิงสาวชาวบ้านเข้าเมืองหลวงไปเสียอย่างนั้น พี่ชายของนางก็ใช้เป็นหน้าตาไม่ได้ เมื่ออยู่ในกลุ่มของคุณชายจวนอื่น ต่างกับชุยจิ้นที่มีแต่คนห้อมล้อมเข้ามาพูดคุยเรื่องตำรา บทกลอนอยู่ตลอด
จะว่าจินหร่วน เด็กน้อยวัยสิบหนาวที่มีนิสัยร้ายกาจทั้งหมดก็ไม่ได้ นางถูกหูซื่อสั่งสอนมาตั้งแต่เล็กให้รับมือกับอนุของบิดาและพี่น้องที่เกิดจากอนุมาตลอด จนมาถึงเมืองหลวงนางยังถูกหูซื่อสอนให้แย่งชิงข้าวของที่ควรเป็นของจินหว่านมาเป็นของนางอีก ยิ่งเห็นท่าทางที่ไม่สนใจและมองนางอย่างดูแคลนของจินหว่าน นางก็โมโหจนอยากจะให้จินหว่านหายไป หากเป็นเช่นนั้นนางจะเป็นเพียงคุณหนูชุยที่เกิดจากฮูหยินเอกเพียงหนึ่งเดียวของตระกูล
นับจากที่จินหว่านเดินเข้ามาในห้องข้างแล้ว ภายในห้องหลักก็เกิดการโต้เถียงกันขึ้นอีกครั้ง เสียงมิได้มาถึงภายในห้องข้าง แต่เด็กรุ่นหลังทุกคนที่อยู่ภายในห้องข้างก็พอจะมองออกว่าเรื่องที่เกิดขึ้นจะต้องร้ายแรง ยามนี้เลยเวลาอาหารเช้ามาสองเค่อแล้ว ผู้อาวุโสในจวนต่างก็ยังไม่ตามพวกตนออกไป ชุยจ้วงที่เพิ่งจะสามหนาวเมื่อได้ไม่กินข้าวเช้าตรงเวลาก็เริ่มทนไม่ไหวส่งเสียงร้องออกมาแล้ว
“จะร้องทำไม หุบปากเดี๋ยวนี้” จินหร่วนเมื่อหาที่ระบายไม่ได้ ก็ตวาดชุยจ้วงแทน
“น้องสี่ มานี่สิ” จินหว่านเตรียมของว่างมาด้วย นางเปิดผ้าเช็ดหน้าออกก็ปรากฏขนมสองสามชิ้น จึงเรียกให้ชุยจ้วงมากินรองท้องก่อน
“เจ้ากล้าหรือ!!!” จินหว่านถลึงตามองชุยจ้วงที่กำลังจะวิ่งเข้าไปหาจินหว่าน
“น้องหญิงรองเจ้าไม่กินต้องห้ามน้องสี่กินด้วยหรือ” จินหว่านเลิกคิ้วขึ้นอย่างยียวน
“พี่หญิงใหญ่ให้เจ้าก็เดินเข้ามารับไปเถิด” ชุยจิ้นไม่สนใจท่าทีของจินหร่วน ร้องเร่งให้ชุยจ้วงเข้ามาหยิบขนม ก่อนจะหันไปบอกสาวใช้ให้ออกไปดูว่าอาหารเช้าขึ้นโต๊ะแล้วหรือยัง
เมื่อเด็กรุ่นหลังออกมาจากห้องข้างเพื่อรับมื้อเช้า ผู้อาวุโสในจวนต่างก็มีสีหน้าดำคล้ำกันเท่านั้น ไม่มีเสียงโวยวายเช่นก่อนหน้านี้แล้ว มื้อเช้าต่างไม่มีผู้ใดส่งเสียงออกมาระหว่างที่กินอีกเลย เมื่อก่อนบ้านรองมักจะพูดคุยกันระหว่างที่ทานอาหารต่างจากบ้านใหญ่ที่ยามกินไม่พูดยามนอนไม่คุยโดยสิ้นเชิง
ชุยเซียวเมื่อกินมื้อเช้าเรียบร้อยแล้วก็พาไป๋ซื่อและบุตรสองคนกลับไปที่เรือนของบ้านใหญ่ทันที
“ท่านพ่อ” จินหว่านจับมือบิดาเอาไว้แน่น นางเม้มปากน้อยๆ มองสีหน้าที่ยังเคร่งเครียดของบิดา
“ทำให้เจ้าได้รับความตกใจแล้ว” ชุยเซียวลูบหัวบุตรสาวใบหน้าก็อ่อนลงไปมากแล้ว
“มิได้เจ้าค่ะ เพียงแต่ข้าไม่เคยเห็นท่านพ่อโมโหถึงเพียงนี้ เกิดเรื่องใดขึ้นเจ้าคะ” นางกล้าถามเมื่อเห็นสีหน้าของบิดากับมารดาดีขึ้นแล้ว
“ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด นับจากนี้บ้านใหญ่กับบ้านรองไม่มีสิ่งใดเกี่ยวข้องกันอีก”
จินหว่านกับชุยจิ้นลอบสบตากันก่อนจะก้มหน้าลงเพื่อปิดบังแววตาที่ยินดีของตน
“น้องรองน่าชังนัก” ไป๋ซื่อยังคงไม่อาจข่มโทสะลงได้ ยิ่งได้รู้ว่าชุยหมิ่นสร้างเรื่องให้สามีนางมากเพียงใด
แม้ชุยเซียวจะจัดการเรื่องทั้งหมดเรียบร้อยแล้ว ทั้งยังนำเรื่องแยกบ้านมาต่อรองเพื่อให้บ้านรองไร้หนทางเลือก แต่หูซื่อกับหวงซื่อก็ยังคงเรียกร้องทรัพย์สินกองกลางไปได้ไม่น้อยเลย
“ช่างเถิด นับจากนี้ไม่ว่าบ้านรองทำเรื่องใดก็ล้วนไม่เกี่ยวข้องกับพวกเรา”
“แต่ว่า...ยังอยู่ในจวนเดียวกัน ผู้อื่นย่อมต้องมองว่าอย่างไรก็เกี่ยวข้องมิใช่หรือเจ้าคะ” ท่าทางใสซื่อของจินหว่านทำให้บิดามารดาของทั้งสองไม่สงสัยว่านางจงใจพูดเรื่องนี้มากเกินไป
“พ่อให้พ่อบ้านจัดการสร้างกำแพงกั้นแล้ว ทั้งยังประกาศเรื่องแยกบ้านออกไปแล้วด้วย” ชุยเซียวชิงลงมือก่อนที่เรื่องค้าของเถื่อนจะแดงออกมา
ยังดีที่ชุยหมิ่นยังคิดได้ เขาดึงตัวเองออกมาก่อนที่จะเกิดเรื่องใหญ่ ทั้งยังขอให้ชุยเซียวช่วยลบร่องรอยที่เขาได้กระทำเอาไว้ก่อนหน้านี้ ต่อให้ทางการสาวมาอย่างไรก็ไม่ถึงตระกูลชุย คนภายนอกอาจจะมองว่าชุยเซียวใจดำกับน้องชายเกินไปที่แยกบ้านออกมาในยามที่ตนมีอำนาจ แต่น้องชายเป็นเพียงขุนนางขั้นห้า หากผู้คนมองย้อนกลับไปถึงความผิดที่ชุยหมิ่นได้กระทำก็คงจะมองออกว่าชุยเซียวไม่อยากจะแปดเปื้อนไปกับชื่อเสียงหนเก่าของชุยหมิ่น
ยามดึก ทั้งสองขึ้นไปบนระเบียงของโรงเตี๊ยมแห่งหนึ่งเพื่อมองโคมไฟทั้งเมืองเมืองหลวงด้านล่างเต็มไปด้วยแสงสีแดงระยิบระยับดอกไม้ไฟพุ่งขึ้นฟ้า ซูจินหว่านยืนพิงราวไม้ มองภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้ม“สวยจังเลยเพคะ…”ทันใดนั้น เสื้อคลุมหนาก็ถูกคลุมลงบนไหล่นางแขนแข็งแรงโอบจากด้านหลังหลี่หรงหานกอดนางไว้แนบอกคางซบศีรษะเบา ๆ“หนาวหรือไม่”“ไม่หนาวแล้วเพคะ”ไม่นานเขากระซิบเสียงต่ำ“จินหว่าน”“เพคะ?”“ข้าไม่ชอบให้ใครมองเจ้า ไม่ชอบให้ใครยิ้มให้เจ้า ไม่ชอบให้เจ้าอยู่ไกลสายตา”“…ท่านอ๋อง”“ข้ารู้ว่าตัวเองงี่เง่า” เขาหัวเราะเบา ๆ “แต่ข้าหยุดไม่ได้”มือใหญ่ประสานมือนางแน่นขึ้น“ทั้งชีวิตข้าเสียของสำคัญมามากเกินไปแล้วข้าจะไม่เสียเจ้าอีกคน”หัวใจนางอ่อนยวบ ซูจินหว่านหันกลับไปกอดตอบซบหน้าลงบนอกเขา“เช่นนั้น…ก็จับมือข้าไว้ตลอดไปสิ”หลี่หรงหานยิ้มรอยยิ้มที่มีไว้ให้นางคนเดียว“ไม่ใช่แค่จับมือ” เขากระซิบข้างหู“ชีวิตนี้ ข้าจะกอดเจ้าไว้แบบนี้ ต่อให้ฟ้าถล่มก็ไม่ปล่อย”ดอกไม้ไฟระเบิดสว่างเต็มท้องฟ้า เสียงดังสนั่นแต่สำหรับท่านอ๋องหลี่หรงหานนั้น แม้โคมไฟพันดวงงดงามเพียงใดก็ยังไม่เท่าความงามของพระชายาซูจิหว่านของท่านอ๋
ตอนพิเศษหลังพายุเลือดและการช่วงชิงอำนาจผ่านพ้นไปเมืองหลวงกลับคืนสู่ความสงบอีกครั้ง จวนอ๋องเงียบกว่าที่เคยไม่มีฎีกากองสูงเท่าภูเขา ให้เขาต้องมาตรวจงานจนหามรุ่งหามค่ำมีเพียงเสียงลมฤดูใบไม้ผลิพัดผ่านต้นเหมยกลีบดอกสีชมพูปลิวว่อนราวหิมะอ่อน ๆซูจินหว่านนั่งอยู่ในศาลาริมสระบัว ชายเสื้อแพรสีอ่อนถูกรวบขึ้นเล็กน้อย ขณะตั้งใจชงชาไอน้ำลอยกรุ่นกลิ่นหอมจาง ๆ ของใบชาชั้นดีคลอเคลียในอากาศ“พระชายา…”เสียงทุ้มต่ำคุ้นเคยดังจากด้านหลังยังไม่ทันหันกลับไป นางก็รู้ว่าเป็นใครหลี่หรงหาน บุรุษที่ครั้งหนึ่งทั้งใต้หล้าครั่นคร้ามท่านอ๋อง ผู้ไม่เคยยิ้มให้ผู้ใดแต่ตอนนี้กลับเดินเข้ามาเงียบ ๆ แล้วสวมกอดนางจากด้านหลังเหมือนเด็กที่แอบอ้อนภรรยาของเขา “…ท่านอ๋อง” นางหัวเราะเบา ๆ “กลางวันแสก ๆ ยังจะทำตัวเหมือนโจรอีกหรือเพคะ”“ในสนามรบข้าคืออ๋อง” เขาซบคางบนไหล่นาง เสียงแผ่วลงอย่างเกียจคร้าน “แต่ในจวนนี้ ข้าเป็นเพียงสามีของเจ้าเท่านั้น”คำพูดง่าย ๆ กลับทำให้นางหน้าแดงยิ่งกว่าดอกเหมยมือใหญ่ของเขาจับมือนางที่กำลังถือถ้วยชาแล้วพาไปนั่งด้วยกันทั้งสองดื่มชาในถ้วยเดียวกันอย่างไม่ถือพิธีเงาสะท้อนในผ
ขุนนางในเมืองหลวงไม่น้อยที่เข้าหาชุยเซียวด้วยรู้ดีว่า ต่อไปหลี่หรงหานย่อมต้องได้นั่งบัลลังก์ ชุยเซียวย่อมต้องขึ้นเป็นโหวฟู่ (บิดาของฮองเฮา) อย่างแน่นอนหลังจากหลี่หรงหานเดินทางขึ้นเหนือแล้ว ชุยเซียวถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นอัครเสนาบดีฝ่ายซ้าย ชุยจิ้นเองก็สอบจิ้นซื่อได้อันดับหนึ่งจนได้เป็นจอหงวน ตระกูลชุยนับว่าทะยานขึ้นสู่จุดสูงสุดของราชสำนักทันทีแต่ชุยเซียวก็ยังคงเป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจะกับขุนนางฝ่ายใดเขาก็ยังคงคบหาได้อย่างสนิทใจ ทั้งยังรักษาระยะห่างแต่พอดี ไม่เข้าร่วมพรรคพวกหรือหาพรรคพวกให้เว่ยอ๋องเสียนเฟยให้กำเนิดพระโอรสองค์ที่หกแก่ฮ่องเต้ ภายหลังถูกแต่งตั้งขึ้นเป็นฮองเฮาองค์ใหม่อย่างสมเกียรติ นับว่าเวลาที่รอคอยมานับยี่สิบปีในที่สุดฮ่องเต้ก็สามารถมอบตำแหน่งให้สตรีที่รักได้เสียทีขบวนเดินทางของหลี่หรงหาน กว่าจะเดินทางถึงชายแดนเหนือก็ใช้เวลาถึงห้าเดือน เหตุที่ยาวนานเพียงนี้ก็เป็นที่หลี่หรงหานพาจินหว่านเที่ยวเล่นแทบจะทุกหัวเมืองที่ผ่านตำหนักอ๋องที่โจวเป่ยให้คนเดินทางล่วงหน้ามาปรับปรุงเสียใหม่แล้ว พอเดินทางมาถึง จินหว่านนางจึงได้เห็นสวนดอกเหมยแดงที่กว้างใหญ่ภายในตำหนักดอกเหมยแดงส่งกลิ่นหอมไป
จินหว่านเมื่อรู้เรื่องก็แทบจะกลั้นขำเอาไว้ไม่ไหว ไม่รู้ว่ายามนี้บิดากับพี่ชายจะมีสีหน้าเช่นใดเมื่อถูกหลี่หรงหานเอาคืน จินหว่านได้แต่ปลอบใจไป๋ซื่อที่กระวนกระวายอยู่ภายในห้องของนางให้สงบใจ ไม่ต้องเร่งรีบไปกับหลี่หรงหานด้วย อย่างไรก็ยังไม่ถึงเวลาพอถึงเวลารับตัวเจ้าสาว หลี่หรงหานก็เร่งให้กรมพิธีการรีบร้องบอกขั้นตอนสำหรับพิธีจะได้ส่งตัวเจ้าสาวเร็วๆชุยเซียวกับไป๋ซื่อนั่งอยู่ตำแหน่งประธานเพื่อให้เจ้าบ่าวเจ้าสาวกราบลาบิดามารดาเพื่อออกเรือน หูซื่อเองย่อมต้องเข้าร่วมงานเลี้ยงด้วย ชุยหมิ่นหมดสิ้นวาสนาในเรื่องเส้นทางขุนนางแล้ว ได้แต่หวังว่าบุตรชายอนุอีกสองคนที่เหลือจะพอกู้ชื่อเสียงกลับคืนมาได้ชุยหมิ่น หวงซื่อที่เข้าร่วมงานดูสงบเสงี่ยมขึ้นไม่น้อย จินหลันที่แต่งให้พ่อหม้ายหยวนไปก็กลับมาร่วมงานแต่งของจินหว่าน ใบหน้าของนางดูอิ่มเอมมิได้เศร้าหมองอย่างที่คิด เมื่อสอบถามจึงได้ความว่า ใต้เท้าหยวนดูแลนางดีไม่น้อย บุตรชายสองคนของฮูหยินเอกที่ล่วงลับไปแล้วก็เป็นเด็กรู้ความไม่ทำให้นางลำบากใจ จินหว่านย่อมยินดีกับนางด้วยเช่นกันที่มีความสุขเกี้ยวแปดคนหามหลังใหญ่ รับตัวเจ้าสาวเดินทางไปที่ตำหนักอ๋อง ผู้ที่แบกเ
เมื่อก่อนนางคิดว่าหลี่หรงฝูรักนางอย่างที่เขาพูดจริงๆ แต่ภายหลังนางถึงได้รู้ว่าที่เขาเลือกนางเป็นพระชายารองก็ด้วยฐานะของบิดานาง แต่จะทำเช่นใดได้ ในเมื่อนางรักเขาไปแล้ว หากนางเชื่อในคำของสหายจะดีเพียงใด“เก็บเอาไว้ให้ดี” นางส่งกล่องไม้ให้เกาอวี้ม่านอีกกล่องถึงแม้จะบอกให้เกาอวี้ม่านเชื่อในคำพูดของมู่เฟยหยา แต่สหายของนางคนนี้ดื้อรั้นอยู่ไม่น้อย นางไม่มีทางเชื่อทุกคนที่มู่เฟยหยาพูด ของทั้งสองกล่องคือตั๋วเงิน เพียงแต่ในกล่องของมู่เฟยหยามีมากถึงห้าพันตำลึงเงิน แม้จะไม่ได้มากเท่าที่มู่เฟยหยาเคยมี แต่เงินก้อนนี้นางย่อมมีหนทางทำให้งอกขึ้นมาได้อีกหลายเท่าทุกคำที่จินหว่านพูดคุยกับสตรีทั้งสองหลี่หรงฝูล้วนแต่ได้ยิน แต่สิ่งที่เขาต้องการในชาตินี้ล้วนไม่ได้มาครอบครอง ไม่ว่าจะเป็นบัลลังก์หรือตัวนางจินหว่านมองส่งรถม้าที่สิ่งห่างออกไปจนสุดสายตา มือหนารวบเอวของนางเข้ามาสวมกอดจึงเรียกสติของนางกลับมาได้“อยากไปกับมันหรือ” น้ำเสียงที่แฝงเอาไว้อย่างไม่พอใจของหลี่หรงหานทำให้จินหว่านหัวเราะออกมา“ท่านจะเปิดร้านขายน้ำส้มสายชู (หึงหวง) หรือ” นางเอียงคอยิ้มอย่างหยอกล้อ“หึ กลับได้แล้ว” หลี่หรงหานอยู่กับนางตลอดเ
ไม่ผิดจากที่ชุยเซียวเคยบอกเสนาบดีเกานัก ฮ่องเต้ไม่มีทางสังหารพระโอรสของตนหากไม่ทำผิดถึงขั้นก่อกบฏ เพียงปลดให้เป็นสามัญชนแล้วขับไล่ไปอยู่ที่ชายแดนเหนือ ขุนนางในเมืองหลวงย่อมรู้ดีว่าองค์ชายใหญ่ไม่มีทางฟื้นกลับมาได้อีกแล้ว ชายแดนเหนือเป็นเขตแดนที่ตระกูลซ่งของเสียนเฟยดูแลอยู่ หากมิโง่เขลาเกินไปย่อมรู้ได้ดีว่าฮ่องเต้ต้องการให้คนตระกูลซ่งควบคุมความประพฤติขององค์ชายใหญ่นี้ เพียงรักษาชีวิตเอาไว้ได้ แล้วไปเริ่มใหม่ ต่อให้กลายเป็นสามัญชนนางก็เชื่อว่าความรู้ที่นางมีอย่างไรก็ไม่มีทางอดตาย แต่เขาได้หาเชื่อในคำของนางไม่ในคืนเดียวกันนั้น ภายในเมืองหลวงถูกกองกำลังขององค์ชายใหญ่ที่เลี้ยงดูไว้ภายใต้ตระกูลสวี บุกเข้าวังหลวงเพื่อก่อกบฏหลี่หรงหานเตรียมพร้อมรับมือเอาไว้เรียบร้อยแล้ว ราชครูสวีที่รู้เรื่องว่าหลานชายของตนลงมือโดยไม่ได้ขอความเห็นก็เป็นลมหมดสติไปทันที ตอนนี้แม้ตระกูลสวีจะถูกริบตำแหน่งราชครูคืน แต่อย่างน้อยฮ่องเต้ก็ยังเหลือชีวิตเอาไว้ให้เขา ต่อไปจะไม่กลับมายิ่งใหญ่ได้หรือแต่หลี่หรงฝูก็ปิดประตูความหวังที่แสนริบหรี่ของเขาลง เพียงแค่กองกำลังลับบุกเข้าเมืองหลวง ทหารก็ล้อมจวนตระกูลสวีและตำหนักฮอง







