LOGINเปิดภาคเรียนฤดูใบไม้ผลิ เวินเหยาเหยาไม่สบายขาดเรียนเป็นหลายวัน วันนี้จะเป็นวันแรกที่เธอจะไปเรียนที่มหาวิทยาลัย
“วันนี้แม่โทรบอกให้เฉวียนเกอมารับ อีกเดี๋ยวก็คงมา” ขณะที่เวินเหยาเหยาลงมาชั้นล่างเพื่อที่จะเตรียมตัวไปมหาวิทยาลัย แม่เวินก็ให้แม่บ้านเข็นรถเข็นมาหาลูกสาว
“ไม่เป็นไรหรอกค่ะ ให้คนขับรถที่บ้านไปส่งก็ได้” หญิงสาวปฏิเสธ ถ้าเป็นเมื่อก่อนเธอคงจะดีใจมากที่จะเฉวียนเก้อเกอจะไปส่งที่มหาวิทยาลัย แต่ตอนนี้ทุกอย่างเปลี่ยนไปแล้ว
“ถ้าอย่างนั้นให้คนขับรถไปส่งเม่ยเมยก็ได้ค่ะ ฉันจะไปเรียนเอง” เวินฉีฉีที่กำลังนั่งกินข้าวเช้าอยู่พูดขึ้นด้วยความเกรงใจ
“ทำไม ฉันนั่งรถคันเดียวกับเธอไม่ได้หรือไง” เหยาเหยาหันไปถามเวินฉีฉี
“ไม่ใช่นะ” เวินฉีฉีหน้าเสีย ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านี้หัวเด็ดตีนขาดยังไงก็ไม่ยอมนั่งรถคันเดียวกับเธอไปที่มหาวิทยาลัยหรือยังไงกัน ทำไมวันนี้ถึงจะยอมลดตัวมานั่งคันเดียวกันได้
“ก็ดี เอาแบบนี้ก็แล้วกัน เธอไปกับเขา ฉันจะให้ลุงเหมาไปส่ง” เหยาเหยาชี้ไปที่ซ่งเฉวียนที่กำลังเดินเข้ามาภายในบ้านพอดี
ชายหนุ่มรูปร่างสูงใหญ่กว่ามาตรฐานไปมาก เนื่องจากได้รับการดูแลเป็นอย่างดีจากครอบครัว คุณชายซ่งเฉวียน ลูกชายคนเล็กของตระกูลซ่ง เจ้าของท่าเรือขนาดใหญ่ของเมืองเป่ย ทั้งยังพ่วงตำแหน่งว่าที่คู่หมั้นของลูกสาวท่านนายพลเวิน
ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ แน่นอนว่าเขาจะต้องเป็นคู่หมั้นของเวินเหยาเหยาไม่ผิดจากนี้แน่ แต่ตอนนี้มีเวินฉีฉีเพิ่มเข้ามา การหมั้นหมายนี้ยังต้อดูความเหมาะสมอีกที
ถ้าเป็นเรื่องสายเลือด แน่นอนว่าจะต้องเป็นเวินฉีฉี แต่นอกจากสายเลือดแล้วก็ไม่มีอะไรเหมาะสมกับคุณชายน้องซ่งเลยแม้แต่น้อย ทั้งการศึกษา มารยาททางสังคม เวินเหยาเหยากินขาด เรื่องนี้ภายในตระกูลซ่งเองก็ยังถกเถียงกันอยู่
“เสร็จแล้วเหรอ” ซ่งเฉวียนจับแขนเล็กของเวินเหยาเหยา เตรียมจะช่วยถือกระเป๋าแต่กลับถูกอีกฝ่ายเบี่ยงตัวหลบ
“หล่อนยังไม่เสร็จ” เธอชี้ไปที่พี่สาวที่กำลังละเลียดกินอาหารเช้าอยู่ จากนั้นก็เดินไปหอมแก้มผู้เป็นแม่เหมือนทุกครั้งที่ชอบทำ
“ไปเรียนก่อนนะคะ แล้วจะรีบกลับมาอยู่เป็นเพื่อน”
แม่เวินกอดตอบลูกสาวด้วยความดีใจ ในที่สุดลูกสาวก็กลับมาสดใสเหมือนเดิมแล้ว “ตั้งใจเรียนนะ”
เวินเหยาเหยาเดินผ่านหน้าซ่งเฉวียนไปอย่างไม่สนใจไยดี นั่นสร้างความงุนงงให้กับนายทหารหนุ่มเป็นอย่างมาก
“วันนี้เหยาเหยาบอกว่าจะให้ลุงเหมาไปส่ง ถ้าอย่างนั้นน้ารบกวนอาเฉวียนไปส่งฉีฉีด้วยแล้วกัน” แม่เวินบอกกับว่าที่ลูกเขยอย่างเกรงใจ
“ครับ”
ยังไม่ทันที่เหยาเหยาจะขึ้นรถ กลับมีเสียงของเวินถิงโจวตะโกนมาแต่ไกล ปากของเขายังคาบซาลาเปาอยู่ในปาก โบกมือให้พี่สาวตั้งแต่อยู่ในบ้าน
“เจี๋ย รอผมด้วย” เวินถิงโจวตะโกนเรียกพี่สาวเพราะอยากไปเรีียนพร้อมกัน
“รถนายไปไหน” เวินเหยาเหยาเท้าสะเอวถามน้องชาย เพราะมหาวิทยาลัยของเธอกับโรงเรียนของน้องชายคนละทางกัน
“รถพ่อเสียเลยยืมของผมไปใช้ก่อน เจี๋ยแค่ไม่กี่วันเอง”
“ไม่เอามันคนละทาง นายไปกับเจี๋ยนายสิทางเดียวกัน"เธอพยักหน้าไปทางเวินฉีฉีที่กำลังเดินก้มหน้าตามหลังซ่งเฉวียนมา
เวินเหยาเหยาเรียนที่มหาวิทยาลัยศิลปะและการแสดงของเมืองเป่ย ส่วนเวินฉีฉีเรียนวิทยาลัยพยาบาล โดยให้เหตุผลว่าอยากจะดูแลแม่ ต่างจากคุณหนูเหยาเหยาที่เรียนเต้นมาตั้งแต่เด็ก และมีความฝันว่าจะเป็นนักเต้นระดับประเทศ ส่งผลให้เธอมีรูปร่างที่สวยสง่า ใครเห็นเป็นต้องเหลียวหลังกลับมามอง
“เจี๋ย อีกแล้วนะ” เวินถิงโจวไม่ชอบที่พี่สาวพูดจาประชดประชัน แต่ไหนแต่ไรเขาก็ติดพี่สาวคนนี้มาก เป็นไปไม่ได้เลยที่เขาจะชอบพี่สาวตัวจริง
“ถิงโจวนายขึ้นรถไปเถอะ เกอจะไปส่งเจี๋ยนายเอง” ซ่งเฉวียนเดินพูดมาแต่ไกล
“ขอบคุณครับเฉวียนเกอ” ถิงโจวได้ยินแบบนั้นก็รีบเปิดประตูขึ้นรถไป
เร็วกว่าถิงโจวก็คงจะเป็นเวินเหยาเหยา เธอผลักน้องชายให้เข้าไปนั่งข้างใน แล้วตนเองก็ตามเข้าไป พร้อมกับออกคำสั่งให้ลุงเหมาออก
“ออกรถ เร็วเข้า”
“เจี๋ย ทำไมยอมให้สองคนนั้นอยู่ด้วยกันล่ะ” ถิงโจวตาโต เมื่อเห็นพี่สาวยอมพลาดโอกาสสำคัญที่จะได้ไปกับคนรัก
“หล่อนที่ว่าเป็นเจี๋ยนานไม่ใช่เหรอ”
“พอเถอะๆ ลุงเหมาไปส่งเจี๋ยก่อนแล้วค่อยไปส่งผม” ชายหนุ่มรู้ดีว่า ถ้าเกิดพูดถึงเวินฉีฉีอีกคำ พี่สาวได้ไล่ลงจากรถแน่
“ไม่ต้องหรอกค่ะ ไปส่งเขาก่อนเดี๋ยวจะไม่ทันเข้าเรียน”
คนที่ลำบากใจคงจะหนีไม่พ้นลุงเหมา เพราะท่านลอบปาดเหงื่อตั้งแต่ที่ได้รู้ว่าจ้องต้องไปส่งคุณหนูใหญ่แล้ว ถึงเวินฉีฉีจะเป็นพี่ แต่คนงานก็ยังคงเรียนเหวินเหยาเหยาว่าคุณหนูใหญ่อยู่
“ผมรู้อยู่แล้วว่าเจี๋ยจะต้องไปส่งผมก่อน กินไหมครับคนละครึ่ง” ถิงโจวยิ้มประจบพี่สาว นึกขึ้นได้ว่าในมือยังมีซาลาเปาอยู่ลูกหนึ่งที่ถือติดมือมา
“เลอะน้ำลายนายแล้วฉันไม่กินหรอก” เธอผลักซาลาเปาที่น้องชายยื่นให้ไปอีกทาง พร้อมทั้งทำหน้ารังเกียจ
“ยังมีกล่องอาหารเช้า ปกติคุณนายจะเตรียมให้คุณหนูรองกินบนรถครับ” ลุงเหมาพูดขึ้น เพราะรถคันนี้เป็นรถสำหรับรับส่งเวินฉีฉี ส่วนใหญ่แล้วซ่งเฉวียนจะทำหน้าที่รับส่งเธอ
“ไหนขอผม/ห้ามกินนะ” เวินเหยาเหยาพูดเสียงดังจนน้องชายชะงัก ชายหนุ่มเผลอกลืนน้ำลายอึกหนึ่ง
“ไอหยา…ซาลาเปาแค่ลูกเดียวก็แน่นท้องจะตายอยู่แล้ว ไม่กินมื้อเช้าสักวันไม่เป็นไรหรอก” เห็นหน้าพี่สาวไม่สู้ดี เลยพูดเอาใจ พร้อมทั้งลูบหลังอีกฝ่ายเบาๆ ให้ใจเย็นลง
“จอดร้านปิ่งฉาข้างหน้า ฉันจะลงไปซื้อข้าวเช้าสักหน่อย”
เธอรู้ว่าน้องชายเป็นโรคกระเพาะ จำเป็นต้องกินอาหารให้ตรงเวลา แต่ก็ทำใจให้เขากินของเวินฉีฉีไม่ได้ ร้านนี้เป็นร้านประจำที่เธอชอบกิน แต่ซ่งเฉวียนชอบบ่นว่ารถติด น้อยครั้งที่เขาจะจอดให้เธอลงไปซื้ออาหารเช้าจากร้านนี้
“ครับ”
เวินถิงโจวยิ้มกว้างขึ้นกว่าเดิม รู้สึกว่าตั้งแต่ที่พี่สาวหายป่วยมาจะตามใจเขามากเป็นพิเศษ อย่างน้อยก็ไม่ลืมว่าเขาต้องกินข้าวเช้าทุกวัน
ไม่นานรถยนต์คันหรูก็จอด เยื้องร้านไม่ไกลเท่าไหร่นัก ลุงเหมารับหน้าที่เป็นคนลงไปซื้อให้ ถัดไปไม่ไกลกันนัก รถยนต์คันที่แสนคุ้นตาก็จอดไม่ไกลจากร้านปิ่งฉาด้วยเหมือนกัน และคนที่ลงจากรถยังเป็นซ่งเฉวียนอีกด้วย
เวินเหยาเหยามองผู้ชายในเครื่องแบบเต็มยศลงจากรถ เดินไปเลือกซื้ออาหารเช้าด้วยตัวเองแล้วก็แสยะยิ้ม กับเวินฉีฉีเขาถึงกับลงจากรถไปซื้อให้เอง แต่กับเธอจะจอดให้สักครั้งก็ยังยาก บอกว่าไม่มีที่จอดรถ
ไม่นานลุงเหมาก็เดินกลับมาที่รถ เพราะเธอมัวแต่มองผู้ชายที่เคยหลงรักจนหัวปักหัวปำ จนไม่ทันสังเกตว่าลุงเหมามามือเปล่า
“ทำไมมามือเปล่าละครับ หมดแล้วเหรอ” ถิงโจวถามด้วยน้ำเสียงผิดหวัง
“ไม่ใช่ครับๆ”
ยังไม่ทันที่ลุงเหมาจะอธิบาย ชายหนุ่มในเครื่องแบบทหารก็เดินมาเคาะกระจกฝั่งที่เวินเหยาเหยานั่งอยู่ แต่หญิงสาวกลับมองหน้าเขานิ่ง ไม่ยอมลดกระจกลงทั้งที่เห็นแล้วว่าในมือของเขามีแต่อาหารที่เธอชอบกิน
“เจี๋ย” ถิงโจวสะกิดพี่สาวที่เอาแต่นั่งนิ่ง สุดท้ายเขาก็เอื้อมมือไปลดกระจกลงแทน “เฉวียนเก้อเกอ” ชายหนุ่มโบกมือทักทาย
“วันนี้เข้าเรียนเก้าโมงเช้า ยังพอมีเวลากินมื้อเช้า” เขาไม่สนใจถิงโจว แต่กลับมองใบหน้าสวยที่ตอนนี้ทำหน้าเรียบนิ่ง ไม่แม้แต่จะมองหน้าเขา
ทว่ากลับไม่มีวี่แววว่าอีกฝ่ายจะยื่นมือออกไปรับ ถิงโจวคนเก่าคนเดิมรับหน้าที่เอื้อมไปหยิบของจากว่าที่พี่เขยเขาแทบ “ขอบคุณครับเฉวียนเก้อเกอ กำลังหิวอยู่พอดี ไอหยา..มีแต่ของชอบเจี๋ยทั้งนั้นเลย ไม่เป็นไรผมก็ชอบกินเหมือนกัน"
“ถ้าชอบนายก็เอาไปกินเถอะ ฉันไม่ชอบพวกนี้แล้ว” พูดจบเธอก็ปรับกระจกรถขึ้นโดยไม่สนใจสายตาคมคู่นั้นที่กำลังจ้องหน้าเธออย่างยากที่จะคาดเดาว่าคิดอะไรอยู่
มกราคม1989ตั้งแต่ออกจากโรงพยาบาล อาการป่วยของหยงจวิ้นเจี๋ยดีขึ้นตามลำดับ แม้ว่าเขายังต้องกายภาพทุกวันและอยู่ในความดูแลของนักกายภาพ คุณย่าหยงกับพ่อหยงก็กลับเซินเจิ้นไปได้สักพักแล้วเสียงถอนหายใจแรงของคนป่วย เขาออกจากโรงพยาบาลได้เกือบเดือนแล้ว อาการป่วยภายนอกไม่มีอะไรน่าเป็นห่วง แผลถลอกตามตัวตกสะเก็ดและหายเกือบหมดแล้ว จะมีก็แต่ที่หลังที่ได้รับการผ่าตัดถึงสองครั้ง“โถ่เว้ย” เสียงสบถของคนป่วยดังขึ้นวันนี้ก็เหมือนทุกวัน ที่นักกายภาพและพยาบาลส่วนตัวจะมาช่วยเขากายภาพ ฝึกเดิน เพราะตอนนี้เขายังต้องนั่งรถเข็นอยู่ อีกทั้งที่เอวยังต้องใส่ที่ช่วยพยุงหลังเพราะยังมีเหล็กดามหลังอยู่“เกิดอะไรขึ้นคะ” เหยาเหยาที่กำลังจะออกไปตรวจงานเหมือนทุกวัน ได้ยินเสียงสามีก็รีบวิ่งออกมาดู“คะ คุณนาย” พยาบาลสาวเห็นเหยาเหยาเดินเข้ามาก็ทำหน้าเหมือนจะร้องไห้ พวกเธอไม่สามารถทนรับแรงกดดันจากท่านนายพลหนุ่มคนนี้ได้ เขาโหดเกินกว่าที่พวกเขาจะรับไหว“ไปเตรียมยาเถอะ ฉันจัดการเอง”ไม่ใช่ครั้งแรกที่จวิ้นเจี๋ยใส่อารมณ์ และทุกครั้งก็จะเป็นเธอที่เข้ามาช่วยแก้ไขสถานการณ์ แต่ว่าครั้งนี้ต่างออกไป คนป่วยนั่งบนรถเข็น สีหน้าเรียบเฉย ต่า
เมื่อไปถึงโรงพยาบาลทหาร กลิ่นน้ำยาฆ่าเชื้อและบรรยากาศอันตึงเครียดปกคลุมไปทั่วโถงทางเดิน เหยาเหยาเดินตรงไปยังหน้าห้องฉุกเฉินด้วยหัวใจที่บีบคั้นเจ้าหน้าที่ให้เธอเซ็นเอกสารสำหรับการรักษา ทั้งนี้ก็เพื่อหาเกิดข้อผิดพลาดอะไรขึ้น เธอจะไม่เรียกร้องหรือเอาผิดกับทางโรงพยาบาล ในใจของเธอตอนนี้ขอแค่แพทย์และพยาบาลรักษาสามีอย่างเต็มที่ก็พอแล้วเหยาเหยานั่งรอหน้าห้องผ่าตัดไม่ยอมเคลื่อนย้ายไปไหน แม้ว่าเถาฮวากับถิงโจวจะพยายามเกลี้ยกล่อมให้เธอนอนพัก เพราะการผ่าตัดตอนนี้ใช้เวลาไปนานเกือบ 5 ชั่วโมง ตั้งแต่ค่ำจนกระทั่งเกือบเที่ยงคืนก็ยังไม่มีวี่แววว่าจะเสร็จ“เจี๋ย พูดอะไรหน่อยสิครับ” ถิงโจวตาแดงก่ำ มองพี่สาวที่เอาแต่นั่งเหม่อไม่ยอมพูดจา แต่น้ำตากลับไหลอาบสองแก้มไม่หยุด เขาเห็นแล้วก็รู้สึกปวดใจ“คุณหนู อย่าเป็นแบบนี้เลยนะคะ พี่ใจจะขาดอยู่แล้ว” เถาฮวาร้องไห้ยิ่งกว่าเจ้านายของเธอเสียอีก เวลาที่คุยกันไม่มีคนอื่น ทั้งสองจะพูดคุยเสมือนเป็นพี่น้องกันไม่มีผิด“….”เหยาเหยาอ้าปาก พยายามเค้นเสียงออกจากลำคอ แต่ก็จนใจที่เธอจุกจนพูดไม่ออก อาการเบื้องต้นที่ทางเจ้าหน้าที่แจ้งให้ทราบนั้นแทบไม่มีหวังว่าสามีจะกลับมาได้ คง
เมษายน 1988ลมฤดูใบไม้ผลิในเมืองหลวงเริ่มพัดเอาความแห้งแล้งออกไป แทนที่ด้วยกลิ่นอายของดอกไม้นานาพันธุ์ แต่ในเรือนสี่ประสานบรรยากาศกลับอบอวลไปด้วยแผนการใหญ่ที่ร้อนแรงยิ่งกว่า"ประกาศอย่างเป็นทางการมาแล้วเหรอคะ"“อืม” จวิ้นเจี๋ยวางหนังสือพิมพ์รายวันลงบนโต๊ะ พาดหัวข่าวระบุชัดเจนถึงการยกฐานะไหหลำขึ้นเป็นมณฑล และเป็นเขตเศรษฐกิจพิเศษที่ใหญ่ที่สุดของประเทศอีกด้วยเหยาเหยาได้รับการยืนยันแล้วก็ดวงตาเป็นประกาย "นี่คือขุมทองที่แท้เลยก็ว่าได้นะคะ ได้ยินที่ปรึกษาหลินบอกว่าต่อไปที่นั่นจะเป็นฮาวายแห่งตะวันออก ใครที่มีที่ดินริมหาดได้ก่อน คนนั้นคือผู้ชนะในทศวรรษหน้า"จวิ้นเจี๋ยนิ่งคิด ภรรยาเอ่ยปากออกมาแบบนี้ คงไม่แคล้วต้องไปกว้านที่ที่ดินแถวไหหลำอีกเป็นแน่ เหมือนกับที่หนานซานและเกาะฮ่องกงที่เธอไปมาแล้ว เขารู้ดีว่าการขยับตัวครั้งนี้ต้องใช้เงินจำนวนมหาศาล และที่สำคัญต้องมีคนที่ไว้ใจได้"ฉันตัดสินใจแล้วค่ะ ฉันจะถอนเงินปันผลที่ทำกำไรได้ในเซี่ยงไฮ้ และจะโยกเงินส่วนตัวของฉันอีกสมทบเข้าไป" เหยาเหยาพูดเสียงเรียบแต่หนักแน่น "ฉันจะส่งโทรเลขหาคุณพ่อที่เซินเจิ้นก่อน ให้ท่านเป็นธุระล่องใต้ลงไปที่ไหหลำด่วนที่สุด"จ
เวินฉีฉีกับสามีย้ายไปอยู่กับแม่หยางที่บ้าน เป็นครั้งแรกเลยก็ว่าได้ที่เธอได้มาเหยียบที่นี่ ซึ่งต้องยอมรับว่าต่างจากที่เธอคิดเอาไว้มาก เนื่องจากว่าก่อนหน้านี้แม่หยางขึ้นชื่อว่าร่ำรวยอันดับต้นๆ ของเมืองเป่ย แต่ใครจะไปคิดว่าท่านจะติดดินได้ขนาดนี้“อยู่ได้หรือเปล่า” แม่หยางถามลูกสาวลูกเขย“คุณตารู้หรือเปล่าว่าแม่อยู่บ้านหลังเล็กแบบนี้” เวินฉีฉีถูกความสบายและสวมบทบาทลูกหลานผู้ดีมาหลายปี ทำให้เธอลืมไปแล้วว่าก่อนหน้านี้ตัวเองกินอยู่ยังไงต่างจากเฉินอวี้ เขาเป็นคนเซี่ยงไฮ้โดยกำเนิด รสนิยมของเขาเป็นคนสมัยใหม่ แต่เพราะมีลูกค้าหลากหลายอาชีพ เพราะฉะนั้นวิสัยทัศน์เขาจึงกว้างกว่าฉีฉีมากแม้ว่าบ้านหลังนี้จะดูเล็กเมื่อเทียบกับคฤหาสน์ตระกูลเวิน แต่เมื่อเข้ามาข้างในบ้าน ถึงได้รู้ว่าใครกันแน่ที่เป็นเศรษฐีตัวจริง“ผมอยู่ที่ไหนก็อยู่ได้” ชายหนุ่มรีบพูดเอาใจแม่ยาย“ดี ที่นี่ไม่เลี้ยงคนเกียจคร้าน ต้องทำงานถึงจะมีเงินใช้ มีข้าวกิน โตกันจนอายุปูนนี้แล้วจะอยู่บ้านเฉยๆ เหมือนเมื่อก่อนก็คงไม่ได้แล้ว”“ใครจะให้นายมาอยู่ด้วยไม่ทราบ" เวินฉีฉีถลึงตาใส่เฉินอวี้“ยังต้องรอให้ใครอนุญาตอีกเหรอ” แม่หยางถามกลับลูกสาว ทำเอา
เฉินอวี้เหมือนคนจนตรอก เขาสูญเสียทุกอย่างไปก็เพราะเวินฉีฉี เพราะฉะนั้นจะให้เขาปล่อยหล่อนไปมีความสุข แล้วตัวเองต้องใช้ชีวิตแบบตกต่ำก็คงจะเป็นไปไม่ได้ สุดท้ายก็ตัดสินใจมาหาเธอที่เมืองเป่ยการที่เขาจะหาว่าบ้านของผู้บัญชาการสูงสุดอยู่ที่ไหนนั้นไม่ใช่เรื่องยาก แต่การที่จะเข้าไปถึงตัวของคนเหล่านั้นไม่ใช่เรื่องง่าย เนื่องจากมียามเฝ้าหน้าประตูอย่างแน่นหนา เขาไม่มีมีแม้แต่โอกาสจะได้เห็นด้วยซ้ำว่าประตูบ้านของพวกเขาสีอะไรแต่แล้วเหมือนสวรรค์จะเห็นใจในความพยายาม เมื่อรถยนต์คันหรูกำลังขับออกมาจากคฤหาสน์หลังใหญ่ นั่นก็คือเวินถิงโจว เขาเพิ่งกลับมาเยี่ยมบ้านและกำลังจะขับรถกลับเมืองหลวง ทว่ากลับมีผู้ชายคนหนึ่งวิ่งขวางหน้ารถเขาเอาไว้เสียก่อนอยู่ที่เมืองหลวง ถิงโจวมักจะไปฝากท้องที่เรือนสี่ประสานของพี่สาว แล้วก็เล่นกับหลานสาวอยู่บ่อยๆ ได้ยินชื่อเฉินอวี้อยู่บ่อยครั้ง แล้วก็รู้ด้วยว่าเขากำลังคบกับเวินฉีฉีอยู่เสียงรถยนต์เบรกเสียงดัง ทำเอายามเฝ้าหน้าประตูตกใจ รีบปรี่เข้ามาดูว่าเกิดอะไรขึ้น ยังดีที่ถิงโจวเบรกได้ทัน ไม่อย่างนั้นเฉินอวี้อาจจะถูกเขาชนไปแล้ว“อยากตายหรือไง” ประโยคนี้ถิงโจวไม่ได้เป็นคนพูด แต่กลั
ทางด้านพ่อเวินแม้ปากจะบอกว่ายกให้คุณย่าเวินจัดการ แต่ถึงยังไงท่านก็ยังอยากได้ที่ดินกลับคืนมา แต่จะเอาเงินจากไหนมากมายขนาดนั้น“ลองไปให้แม่ของหล่อนช่วยดีไหมคะ อย่างน้อยๆ ก็ต้องรับผิดชอบร่วมกัน” คุณนายเวินบอกกับสามีพ่อเวินได้ยินก็ชะงักไป นึกถึงใบหน้าอ่อนหวานของอดีตภรรยาแล้วก็พลอยทำให้หัวใจเต้นแรง ก่อนหน้านี้เคยคิดว่าอยากจะไปเยี่ยม แต่ก็ไม่รู้ว่าตัวเองจะไปในฐานะอะไร ครั้งนี้มีโอกาสแล้วท่านจึงรีบคว้าเอาไว้“อืม คุณพูดมีเหตุผล”“งั้นฉันจะไปเป็นเพื่อน”“ไม่ต้องหรอก” พ่อเวินรีบปฏิเสธ แต่พอเห็นหน้าจับผิดของภรรยาเด็กก็รีบแก้ต่างให้ตัวเองว่า “เรื่องนี้เป็นเรื่องละเอียดอ่อน อีกอย่างเรากำลังจะไปขอความช่วยเหลือ ถ้าเกิดหล่อนเห็นหน้าคุณที่เป็นภรรยาใหม่ ก็อาจจะเปลี่ยนใจไม่ช่วย”“ทำไมละคะ ในเมื่อตอนนั้นหล่อนหย่ากับคุณไปแล้ว มีสิทธิ์อะไรมาหึงหวงคุณอีก” สามีไปเจออดีตภรรยา ใครจะทำใจกว้างได้บ้าง“ไม่ใช่แบบนั้น ผมแค่คิดว่าเรากำลังจะไปเอาจากเขา ก็ควรทำทุกอย่างให้อีกฝ่ายพอใจมากที่สุด วางใจเถอะ ทั้งแก่แล้วก็พิการ ผมไม่มีทางกลับไปกินของเก่าแน่นอน”ก่อนไปพ่อเวินก็ทำให้ภรรยาเด็กมั่นใจเสียก่อน ว่าท่านจะไม่วอกแวก







