เข้าสู่ระบบเสียงทุบโครมครามดังมาจากหน้าประตู ปลุกให้นักรบสะดุ้งตื่น กระเด้งตัวลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่าคงมีเพื่อนทหารมาปลุกให้เขาตื่นไปพาน้องๆ พลทหารวิ่งรอบกองร้อย ทว่าภาพที่เห็นหลังแรกลืมตา กลับกลายเป็นว่า ตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ ไม่ใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยซะแล้ว
“...ที่นี่ที่ไหนวะเนี่ย” เขากวาดสายตาไปรอบๆ พบว่าห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นนเลย ทั้งด้านหน้าและหลังห้องเป็นหน้าต่างไม้ดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน
ยังไม่ทันจะได้คำตอบให้ตัวเอง เสียงทุบประตูก็ดังมา
“เสี่ยวอันจือ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ”
สิ้นเสียงนั้น คนข้างนอกก็ถีบประตูให้เปิดออก ตามมาด้วยชายคนหนึ่ง สวมหมวกทรงสูง เสื้อคลุมสีเขียวเข้มไร้ลวดลาย คาดทับด้วยสายคาดเอวสีดำก็เดินมา
“นี่ เสี่ยวอันจื่อ เอาเสื้อผ้าพระสนมไปซักเดี๋ยวนี้”
ท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากขันทีจีนโบราณอย่างแน่นอน ...
ว่าแต่เขากำลังฝันอยู่ใช่ไหม อาการต้องแย่ขนาดไหนถึงฝันเห็นขันทีแบบนี้ได้เนี่ย
ยังไม่ทันได้จับต้นชนปลายด้วยซ้ำ ตะกร้าสานใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าผู้หญิงเต็มจนเกือบล้นก็ถูกโยนโครมเข้ามา ก่อนประตูห้องจะปิดลง
“ฝัน ฝัน ต้องไปนอนอีก แล้วค่อยตื่น” นักรบบอกตัวเอง แล้วล้มตัวลงนอนใหม่ หลับตาลงพักใหญ่ก็ตื่นขึ้นมาอีกครั้ง และพบว่าตนเองนอนอยู่บนที่นอนหนานุ่มในห้องนอนที่คุ้นเคย ข้างหมอนมีกรอบรูปของย่าวางอยู่ นาฬิกาติดผนังเพิ่งจะบอกเวลาตีสามกว่าๆ เท่านั้น นักรบจึงหลับตาลงอีกครั้ง
แสงตะวันลอดผ่านหน้าต่างไม้เข้ามาแยงตา ปลุกนักรบให้ตื่นขึ้นอีกครั้ง แต่เมื่อลืมตาขึ้นมาได้ กลับต้องกระเด้งตัวลุกจากเตียงอย่างรวดเร็ว เมื่อพบว่าตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ ในห้องนอนแคบๆ มองสำรวจร่างกายก็พบว่าตัวเขาเองสวมเสื้อคลุมตัวยาวสีเขียวเข้มไร้ลวดลาย คาดด้วยสายรัดเอวสีดำ
“ทำไมฉันใส่เสื้อผ้าเหมือนขันทีคนนั้นเลยวะเนี่ย” ความสงสัยพาให้เขาเลื่อนมือลงไปสำรวจหาน้องชายสุดที่รักใต้กางเกงผ้าสีเขียวเข้มอย่างรวดเร็ว ใจชื้นขึ้นมาได้บ้าง เมื่อพบว่าน้องชายสุดที่รักยังปลอดภัยดี
มองไปกลางห้องก็เห็นว่าตะกร้าเสื้อผ้าของพระสนมยังคงวางอยู่ที่เดิม เอาวะในเมื่อทะลุมิติโผล่มาเป็นขันทีแล้ว สิ่งที่ต้องทำก็คงต้องตามน้ำเจ้าของร่างนี้ไปก่อน ว่าแต่ไอ้หมอนี่หน้าตาเป็นยังไงนะ ที่สำคัญกว่านั้นคือ หมอนี่เข้ามาในวังได้อย่างไร ทั้งที่ยังไม่ได้ถูกตอนด้วยซ้ำ หรือว่าหมอนี่จะเป็นสายลับเข้ามาในบางอย่างไม่ถูกต้อง ถ้าเป็นอย่างนั้นจริง ชีวิตในโลกใหม่ใบนี้คงจะไม่ปกติสุขอย่างแน่นอน นักรบบอกตัวเอง ยังไม่ทันจะได้ทำอะไรต่อจากนั้น เสี่ยงทุบประตูโครมโครมก็ดังขึ้นอีกแล้ว
พวกคนสมัยโบราณเนี่ยไม่มีอารยธรรมกันเลยหรือไงวะ เอะอะก็ทุบประตูเสียงดัง ทำไมไม่รู้จักมีมารยาทเคาะประตูเบาๆบ้างเนี่ย
พร้อมกับความคิดนั้น ประตูไม้ก็เปิดผางออกอีกครั้ง พร้อมกับขันที 3 คนกรูกันเข้ามาภายในห้อง ต่างช่วยกันจับตัวนักรบเอาไว้
“เฮ้ย! จะทำอะไรวะปล่อยนะเว้ย” เขาโวยวายออกไป แปลกเหลือเกินที่คำพูดนั้นเป็นภาษาจีน ทั้งที่เขาเองก็ไม่เคยเรียนภาษาจีนมาก่อนเลย อย่างมากก็เรียนแค่ภาษาอังกฤษกับภาษาซามาร์เท่านั้น
“ปล่อยข้าเดี๋ยวนี้นะปล่อยข้า” นั่นไง…เขาพูดภาษาจีนอีกแล้ว
“ไม่ต้องดิ้น ไปกับพวกเราซะดีๆ” ไม่ใช่แค่พูดได้ นักรบยังสามารถฟังภาษาจีนได้เข้าใจอีกด้วย นี่มันกันทะลุมิติแบบสกิลเทพ เหมือนในหนังจีนแนวตั้งที่เขาเคยดูหรือไงวะเนี่ย แล้วเขาจะทำยังไงต่อไปดีล่ะ เกิดถูกจับไปตอนขึ้นมา เขาไม่ต้องเสียสกุลหมดเหรอ
“...ไม่นะเว้ย กูยิ่งเป็นทายาทคนสุดท้ายของตระกูลอยู่ด้วย ถ้าไม่มีน้องชายสุดที่รักแล้ว จะมีเมียมีลูกได้ยังไงวะ…” เสียงประท้วงเอะอะดังขึ้นในใจ แต่ก็นั่นแหละ ไม่มีประโยชน์ที่เขาจะขัดขืนต่อสู้ เพราะไอ้คนที่มันจับตัวเขาอยู่เรี่ยวแรงก็ช่างเยอะเหลือเกิน จนไม่น่าเชื่อว่าทหารหน่วยรบพิเศษอย่างเขาจะไม่สามารถสู้แรงของพวกขันทีได้เลย
ไม่ถึง 10 นาทีต่อมาเขาก็ถูกพาเข้ามาในห้องมืด ดูวังเวงชอบกล และที่สร้างความอกสั่นขวัญแขวนให้เขาก็คือ ขันทีคนหนึ่งสวมหมวกทรงสูง เสื้อคลุมสีแดงปักลายประณีตงดงาม ไม่บอกก็รู้ว่าคงเป็นขันทีชั้นสูงกว่าพวกคนที่จับตัวเขามาที่นี่ ในมือของขันทีผู้นั้นถือมีดรูปวงพระจันทร์ดูคล้ายเคียว คมของมันสะท้อนกลับเร็วเทียนภายในห้องคมวับดูน่ากลัว
“ขันทีน้อย เจ้าไม่ต้องกลัวไปหรอก เดี๋ยวก็หายเจ็บแล้วล่ะ” ขันทีผู้นั้นกระชับมีดในมือแน่น น้ำเสียงเอ่ยออกมานั้นเหี้ยมเกรียมน่าขนลุกชิบหาย
“ยะ อย่านะเว้ย อย่าทำอะไรกูนะเว้ย”
“พูดจาไม่เพราะเลยนะขันทีน้อย แต่ไม่เป็นไรพอทุกอย่างผ่านไปแล้ว เจ้าก็จะพูดเพราะกับข้าเองนั่นแหละ หึ” ขันทีผู้นั้นแสยะยิ้มเหี้ยมเกรียม ขณะที่ร่างของนักรบ ไม่สิร่างของไอ้ขันทีนี่ต่างหากก็ถูกจับวางขึงพืดลงบนเตียงไม้
“ไม่นะ…ไม่” ชายหนุ่มตะโกนสุดเสียงดิ้นรนสุดแรง ก้อนเนื้อในช่องอกแทบหยุดเต้นลงในบัดดล หากผลที่ได้นอกจากไม่มีอะไรดีแล้ว ป้ายหยกที่อยู่ในอกเสื้อของเขาอย่างร่วงลงบนพื้นอีกต่างหาก ไม่ร่วงเปล่า ยังร่วงไปทางที่ขันทีผู้นั้นนั่งอยู่อีก
ดูเหมือนขันทีผู้นั้นจะตกใจจนหน้าซีดหน้าเซียวทีเดียว ที่เห็นป้ายหยกนั่น
“นะ…นายน้อย ที่แท้ก็คือท่าน คือท่านเองหรือ ข้าขออภัย ข้าขออภัย” ชั่ววินาทีราวพลิกฝ่ามือ จากที่ขันทีผู้นั้นจะจับนักรบตอน กลับกลายเป็นว่า เขาก้มลงโขกศีรษะกับพื้นเสียอย่างนั้น สีหน้าและแววตาเต็มไปด้วยความตกใจคาดไม่ถึง ระคนรู้สึกผิดที่เกือบจะทำร้ายคนที่เขาเรียกว่านายน้อยเสียแล้ว
“นายน้อย โปรดอภัยให้ข้าด้วย”
“เออๆ กู ผม ผม เอ้ย ขะ ข้าอภัยให้เจ้าก็ได้ แต่เจ้าต้องสัญญาก่อนว่าจะปล่อยข้าไป”
“ฮ่ะ นายน้อย เด็กๆได้ปล่อยตัวนายน้อยเร็วเข้า” เช่นคำสั่งของขันทีผู้นั้น นักรบก็ถูกปล่อยตัวเป็นอิสระ ครู่ใหญ่ก็กลับออกมาจากห้องมืดแห่งนั้น พร้อมกับถือโถแก้วใบใหญ่ใส่อวัยวะแห่งความเป็นชายแช่อยู่ในน้ำมันจันทน์ของขันทีผู้นั้นเอาไว้ในมือ
ลองเขามีปีกาจูของขันทีผู้นั้นไว้ในมือแบบนี้แล้ว คงไม่มีใครกล้าสงสัยหรอกว่า เขาผ่านการตอนมาแล้วหรือยัง
“ ฮะฮ่า คราวนี้ใครมาเห็นเข้า ก็คงเชื่อแล้วสินะว่า ฉันสูญเสียน้องชายสุดที่รักไปแล้ว…
อีกครั้งที่บุรุษผู้นั้นขมวดคิ้ว แน่นอนว่า เขาได้ยินเสียงในใจของขันทีน้อยผู้นี้อีกแล้ว ดูเหมือนเขาจะพูดอะไรแปลกๆ ที่ฟังไม่เข้าใจเอาซะเลย ครั้นจะถามก็เกรงว่าคนนอกจะล่วงรู้ว่า เขาสามารถอ่านความรู้สึกนึกคิดของผู้คนได้ จึงต้องนิ่งเงียบต่อไป เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น “เอ่อ ท่านผู้มีน้ำใจ เหตุใดท่านจึงไปที่วัด อย่าบอกนะว่า ท่านจะไปบวชแล้วน่ะ เสียดายนะฮะ ท่านยังหนุ่มยังแน่น หากต้องบวช ก็คงน่าเสียดายแย่” นักรบจีบปากจีบคอ ดูเหมือนเจ้าของร่างนี้จะช่างพูดช่างจาไม่น้อยเลยนะ เขาถึงได้หาเรื่องคุยกับคนแปลกหน้าได้ ทั้งที่ปกติไม่ใช่คนช่างพูดช่างจาซักเท่าไหร่ “ถ้าข้าจะออกบวชเล่า เจ้าคิดว่าอย่างไร” “เอ่อ”“...คนที่โลกของผมนะ ถ้าไม่บวชตั้งแต่ยังเป็นเณร ก็คงบวชตอนแก่แล้ว วัยขนาดผมกับคุณน่ะ เขาไม่บวชกันหรอก เพราะต้องไปทำงาน หาเลี้ยงตัวเอง ยิ่งคนซามาร์ด้วยแล้ว คนหนุ่มๆ ที่จะบวชก็มีแต่คนอกหักเท่านั้นแหละ…” อีกครั้งที่เสียงในใจเขาดังขึ้น และบุรุษผู้นั้นก็ตั้งใจฟังอย่างตื่นตะลึง จนต้องเสหลบสายตา เพื่อมิให้อีกฝ่ายรู้ว่า เขากำลังตื่นตะลึงกับคำพูดของขันทีน้อยผู้นี้ “...โลกของผมงั้นหรือ เขาพูดอย่างกับว่า เขาไม่ใ
ต่อไปคงไม่มีใครมาวุ่นวายกับชีวิตน้อยๆ ของเขาในโลกบ้าๆ นี่แล้วละมั้งโอ๊ย! นึกย้อนไปถึงเหตุการณ์เมื่อครู่แล้ว น่าหวาดเสียวชิบหายไม่เพียงโถแก้วนั่นที่นักรบได้มาจากขันทีผู้นั้น เขายังกำชับอีกว่า ให้นักรบไปที่วัดอิงซื่อ ที่อยู่นอกวังหลวง โดยไม่ลืมมอบป้ายผ่านทางให้เขาเก็บไว้แสดงต่อหน้านายทหารเฝ้าประตูวังด้วย “นายน้อย แม่นมหลิ่วสั่งความแก่ข้าไว้ ไม่ว่าอย่างไร หากท่านมาเมืองหลวง และเข้ามาในวังสำเร็จแล้ว ก็ต้องเร่งไปหาแม่นมหลิ่วให้ได้นะฮะ” “อึม ผ เอ่อ ข้าจะรีบไป” นักรบกวาดสายตาผ่านทหารวังเฝ้าประตูใต้ พลางสำรวจไปทั่วบริเวณ จากวังหลวงที่สวยงามโอ่อ่า ความทรงจำของร่างนี้บอกเขาว่า มีอาคารนับร้อยหลังมีห้องมากมายถึง 9,999 ห้อง กำแพงสูงล้อมรอบแบ่งแยกชีวิตของผู้คน ภายนอกและผู้คนหลังกำแพงวังได้ชัดเจน ผู้คนในวัง ต่างมีหน้าตางดงามแต่งกายด้วยเสื้อผ้าอาภรณ์หรูหรา หญิงสูงศักดิ์เกล้าผมอย่างปราณีตประดับเครื่องประดับแสดงยศฐาบรรดาศักดิ์สวมเสื้อคลุมตัวยาวปักลวดลายงดงาม ขณะที่นางกำนันเองก็แต่งกายตามแต่ว่าเจ้านายของตนเองจะมียศฐาบรรดาศักดิ์สูงส่งเพียงใด นี่ยังไม่รวมขุนนาง ที่สวมหมวกทรงสูง สวมเสื้อคลุม หลากสีตาม
เสียงทุบโครมครามดังมาจากหน้าประตู ปลุกให้นักรบสะดุ้งตื่น กระเด้งตัวลุกจากที่นอนอย่างรวดเร็ว เพราะคิดว่าคงมีเพื่อนทหารมาปลุกให้เขาตื่นไปพาน้องๆ พลทหารวิ่งรอบกองร้อย ทว่าภาพที่เห็นหลังแรกลืมตา กลับกลายเป็นว่า ตัวเองนอนอยู่บนเตียงไม้แข็งๆ ไม่ใช่ห้องนอนที่คุ้นเคยซะแล้ว “...ที่นี่ที่ไหนวะเนี่ย” เขากวาดสายตาไปรอบๆ พบว่าห้องสี่เหลี่ยมแคบๆ นี้ไม่มีเฟอร์นิเจอร์อื่นนเลย ทั้งด้านหน้าและหลังห้องเป็นหน้าต่างไม้ดูคุ้นๆ เหมือนเคยเห็นที่ไหน ยังไม่ทันจะได้คำตอบให้ตัวเอง เสียงทุบประตูก็ดังมา“เสี่ยวอันจือ ตื่นเดี๋ยวนี้นะ”สิ้นเสียงนั้น คนข้างนอกก็ถีบประตูให้เปิดออก ตามมาด้วยชายคนหนึ่ง สวมหมวกทรงสูง เสื้อคลุมสีเขียวเข้มไร้ลวดลาย คาดทับด้วยสายคาดเอวสีดำก็เดินมา “นี่ เสี่ยวอันจื่อ เอาเสื้อผ้าพระสนมไปซักเดี๋ยวนี้” ท่าทางกระตุ้งกระติ้งแบบนี้ แต่งตัวแบบนี้ คงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากขันทีจีนโบราณอย่างแน่นอน ...ว่าแต่เขากำลังฝันอยู่ใช่ไหม อาการต้องแย่ขนาดไหนถึงฝันเห็นขันทีแบบนี้ได้เนี่ย ยังไม่ทันได้จับต้นชนปลายด้วยซ้ำ ตะกร้าสานใบใหญ่ใส่เสื้อผ้าผู้หญิงเต็มจนเกือบล้นก็ถูกโยนโครมเข้ามา ก่อนประ
ในสนามรบที่กลิ่นควันปืนเพิ่งจางไปในอากาศ หลังการเซ็นสัญญาหยุดยิงของผู้นำความมั่นคงแห่งซามาร์ “นักรบ” นายทหารชั้นประทวนหนุ่มคลานออกมาจากบังเกอร์ เหลียวซ้ายแลขวา กวาดสายตาไปรอบๆ พบว่าสหายร่วมรบต่างคลานออกมาจากบังเกอร์ไม่ต่างจากเขา ไกลออกไป ควันปืนจางไปแล้วนั้น เผยให้เห็นร่างทหารฝ่ายตรงข้ามทอดร่างบนพื้นดิน ในสภาพน่าสยดสยอง บ้างเหลือเพียงกองเลือด บ้างเหลือเพียงเข่าลงไปถึงเท้า บ้างเหลือเพียงข้อเท้า อันเป็นผลจากการทิ้งระเบิดของกองทัพอากาศแห่งซามาร์ ขณะที่ทหารฝ่ายตรงข้ามอีกส่วนหนึ่งต่างถอดชุดทหารออก วิ่งหนีจากความสยดสยองตรงหน้า หวังให้ตนเองหลุดพ้นจากความเป็นนักรบฝ่ายตรงข้าม คงมีเพียงทหารฝ่ายตรงข้ามคนหนึ่งกำลังคลานออกมาจากบังเกอร์ ทั้งที่มือข้างหนึ่งยังคงถือระเบิดเอาไว้ “พวกมึง ตาย!” เสียงแผดคำรามราวมัจจุราชที่พร้อมจะหยิบยื่นความตายให้เพื่อนมนุษย์ด้วยกัน ทว่าทุกอย่างกลับผิดพลาด การสู้รบที่ยาวนาน ทำให้เขาอ่อนล้า ไร้เรื่อวแรงแม้แต่จะยืนหยัดต่อสู้ ประสาอะไรจะมีแรงขว้างลูกระเบิดในมือ จากหวังผลทำลายชีวิตคู่ต่อสู้ จึงกลายเป็นว่า เขาขว้างมันไม่พ้นตัว ตูม...แรงระเบิดดังสนั่น แร







