로그인ตอนเห็นนางหยุดอยู่ริมถนนอย่างเดียวดาย เขาไม่คิดที่จะหยุดรถม้ารับนาง เพราะจะอย่างไรนางก็กำลังเดินกลับเข้าประตูเมืองอยู่แล้ว
ได้ยินมาว่านางเขียนจดหมายลาตายเอาไว้สามฉบับ หนึ่ง...ส่งให้เฉิงเทียนอวี้หลังจากรู้ว่าเฉิงเทียนอวี้ส่งเกี้ยวไปรับเสิ่นซินหลัน งานมงคลที่รอคอยกลับมีอันต้องมาผิดหวัง บุรุษที่หมายใจแต่งให้กลับส่งเกี้ยวไปรับศัตรูหัวใจ เขานึกไม่ออกเลยว่าสตรีอย่างกู้หรั่นเยวี่ยจะรู้สึกอย่างไร
สอง...เสิ่นซินหลัน เป็นจดหมายอาฆาตแค้น กล่าวว่าวิญญาณของนางจะตามหลอกหลอนอีกฝ่ายทุกภพทุกชาติ
และฉบับที่สาม...ก็คือส่งให้นายท่านกู้ กำชับให้เขาไม่ว่าอย่างไรก็ห้ามญาติดีกับคนสองตระกูลนั้น ห้ามเกี่ยวข้อง ห้ามให้ความช่วยเหลือ...ทั้งชาติ!!
เขียนจดหมายลาตายให้บิดาก็แล้วไปเถิด แต่ถึงกับส่งไปให้ศัตรูหัวใจและบุรุษที่ตนหมายปอง นี่ช่างเป็นการกระทำอันโง่เขลาโดยแท้ เพราะนั่นเท่ากับประกาศให้คนทั้งเมืองได้รับรู้ ทำให้บิดาและคนตระกูลกู้ทั้งจวนต้องขายหน้า...
ถึงอย่างนั้นเขาควรรู้สึกว่าสิ่งที่เกิดขึ้นกับนางก็สมควรแล้ว หากไม่ใช่เขาล่วงรู้และสงสัยเรื่องหนึ่งเข้า เดิมทีตระกูลเฉิงทำการค้าขาดทุนอย่างหนัก ตระกูลตงให้ตระกูลเฉิงกู้เงินมาเป็นจำนวนมาก ใช้จวนเป็นสิ่งค้ำประกันเงินที่กู้มา ร้านเครื่องกระเบื้องตระกูลเฉิงถูกประคับประคองได้ชั่วคราว แต่หลังจากนั้นเขาพบว่า...มีบางเรื่องน่าสงสัย
อยู่ๆ เฉิงเทียนอวี้ก็นำตั๋วแลกเงินมาแลกเงินตำลึงทองกับร้านฟู่กุ้ยของตระกูลเว่ย อีกทั้งตั๋วแลกเงินเหล่านั้นยังเป็นของ...กู้ฮูหยินผู้ล่วงลับ!!!
เขาลองไล่ดูบันทึกตลอดหกเดือนที่ผ่านมา ทุกๆ วันที่สิบสี่ถึงยี่สิบของเดือน เฉิงเทียนอวี้จะนำตั๋วแลกเงินมาที่ร้านฟู่กุ้ยเป็นประจำสองถึงสามครั้ง ครั้งหนึ่งก็เป็นเงินห้าพันถึงแปดพันตำลึง รวมๆ แล้วก็เป็นเงินมากกว่าสองหมื่นตำลึง!!!
เงินเหล่านั้นเพียงพอที่จะชดใช้หนี้สินที่ตระกูลเฉิงกู้มา อีกทั้งยังเพียงพอให้ร้านเครื่องกระเบื้องสามารถยืนหยัดอยู่ได้อย่างสบาย
มองแผ่นหลังในชุดคลุมของคนสนิท เว่ยกวงอวี่ถอนหายใจออกมาเสียงเบา เขาไม่ควรรู้สึกเห็นใจนาง เมื่อเทียบกับการกระทำของนางแล้ว การที่นางถูกคนที่รักและไว้ใจหลอก นั่นก็สมควรแล้วจริงๆ ทว่า...ลึกๆ เขาก็ยังรังเกียจการกระทำของเฉิงเทียนอวี้มากกว่า
มองไปรอบๆ ชาวบ้านกำลังซุบซิบและชี้ชวนกันมองมา เว่ยกวงอวี่กวาดสายตาเรียบเฉยไปรอบๆ ทุกคนล้วนหลบตาเขาด้วยท่าทีหวาดหวั่น เขาหมุนตัวเดินไปยังจวนฝั่งตรงกันข้ามกับจวนตระกูลกู้ ด้านหลังมีเส้าชิงตามมาติดๆ
“คุณชาย”
“หืม”
“ท่านว่าแปลกหรือไม่ขอรับ”
“แปลกสิ” เขาซ่อนเสื้อคลุมที่มีข้าวของของหญิงสาวเอาไว้ในเสื้อคลุมของตน “แปลกมาก แล้ว...ที่ว่าแปลกเจ้าว่าเรื่องใดแปลกกว่า ระหว่างเรื่องที่นางรอดชีวิตมาได้ กับเรื่องที่นางกล้าขึ้นรถม้ามากับข้า หรือว่าเป็นเรื่องที่นาง...ไม่เหมือนเดิม”
รอดชีวิตจากหุบผาสูงหมื่นจั้ง นางอธิบายแล้วว่าได้ผู้อาวุโสหรั่นช่วย เขาเชื่อเพราะข้าวของเหล่านี้ยืนยันได้
นางกล้าขึ้นรถม้ามากับเขาทั้งที่ปกติแล้วไม่ใคร่จะมีใครกล้าเข้าใกล้เขาด้วยซ้ำ และคิดว่านางก็คงไม่ใช่ผู้ที่ถูกยกเว้น นาง
ไม่เหมือนเดิม...เรื่องนี้เขามั่นใจแม้ไม่ได้สนิทสนม แต่หลายๆ ครั้งเขาเคยเห็นนางผ่านๆ โดยที่นางไม่รู้ เห็นการกระทำอันน่ารังเกียจของนาง กระทั่งได้ยินในหลายๆ เรื่องที่ก็ยืนยันแล้วว่านางทำจริงๆ
“ทั้งหมดขอรับ ยังมี...” เส้าชิงดูเป็นกังวล “นางคล้ายมองออกว่าท่าน...” ได้ยินดังนั้นเว่ยกวงอวี่กลับขมวดคิ้วแน่น ใช่...เรื่องนี้ก็เช่นกัน
เดิมทีกู้หรั่นเยวี่ยเป็นคนเย่อหยิ่งอวดดียิ่งนัก หากเป็นเมื่อก่อนเมื่อรู้ว่าเสื้อคลุมนั้นเป็นของบ่าวไพร่ นางจะชักสีหน้าทำท่าทางรังเกียจ วันนี้กลับพูดจามากมาย และยังเต็มใจใช้เสื้อคลุมของเส้าชิง ไม่ยอมให้เขาถอดเสื้อคลุมออก แถมกำชับกับเขาว่าอย่าถอดเสื้อคลุมเพราะลมแรง ราวกับว่านางรู้ว่าอาการป่วยของเขาเกิดจากความเย็น
“คุณชาย นายท่านรอคุณชายอยู่ที่ห้องโถงขอรับ” เส้าชิงรีบรายงานเมื่อคนเฝ้าประตูเข้ามาแจ้ง
“อืม ข้ารู้แล้ว”
“คุณชาย แล้วเรื่องของคุณหนูเก้า...”
เว่ยกวงอวี่ขมวดคิ้วครุ่นคิด “ปรึกษาท่านพ่อน่าจะเป็นทางที่ดีที่สุด เรื่องของสำนักหอนทีให้ท่านพ่อตัดสินใจจะดีกว่า”
ในห้องโถงเว่ยซ่งนั่งรอบุตรชายอยู่ก่อนแล้วด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “เหตุใดข้าได้ยินมาว่าเจ้ากับคุณหนูเก้าตระกูลกู้กลับมาพร้อมกัน”
“เมื่อก่อนไม่เห็นท่านถาม” นางเลิกคิ้ว“เมื่อก่อนไม่อยากรู้ ตอนนี้อยากรู้เพราะซื่อจื่อบอกว่าซุนเก่อให้เจ้าดูภาพวาด”นางหวนนึกไปถึงวันนั้นก็ยิ้มออกมา “เป็นภาพเหมือนของปรมาจารย์กระบี่ของสำนักกระบี่ นางแซ่ไป๋ นามเสวี่ยหรู”“ไป๋เสวี่ยหรู??”“ใช่แล้ว ซุนเก่อบอกว่านางเป็นคนคิดค้นเคล็ดวิชากระบี่คู่ที่เหมือนของข้า แต่ว่าอาจารย์ของข้าไม่ใช่นาง อีกทั้งข้าก็ไม่เคยไปแดนเหนือ เช่นนั้นข้าจะเกี่ยวข้องกับสำนักกระบี่ได้อย่างไร ตามที่เขาเล่าเขาเองก็ไม่มั่นใจด้วยซ้ำว่าไป๋เสวี่ยหรูผู้นี้มีอายุอยู่ในช่วงเวลาใด เพลงกระบี่ที่เขาใช้ก็ขาดๆ หายๆ ไม่ครบถ้วน อยากให้ข้าประลองกับเขาสักครั้ง บางทีเขาอาจบรรลุว่าเพลงกระบี่เหล่านี้เกี่ยวกันจริงๆ หรือเพียงบังเอิญ”“แล้วเจ้าทำเช่นไร”“ข้าบอกเขาว่าอดีตผ่านไปแล้ว เกี่ยวข้องหรือไม่ไม่สำคัญแล้ว” นางเอนศีรษะพิงไหล่ของเฟิงเสียนกวง “ข้าปฏิเสธที่จะประลองกับเขาหรือผู้ใดก็ตาม เพราะการประลองครั้งนั้นข้าได้รับชัยชนะและได้รางวัลที่พึงพอใจแล้ว”เฟิงเสียนกวงกอดนางพร้อมจุมพิตหน้าผากนวล ทั้งสองเงยหน้าขึ้นมองต้นสนในสวน เยี่ยนเสวี่ยหรูเพียงปล่อยอดีตให้เป็นเรื่องของอดีต ไม่เสาะแสวงหาสิ่งใด
“รู้สึกเหมือนเป็นบ้านแล้วสิ” เขายิ้มจากนั้นเดินออกไปยังโถงด้านหน้า ตอนนั่งรถม้าออกจากจวนรอยยิ้มของเขาก็ยังไม่จางหายความสุขนี้มันชัดเจนจนเขาไม่อาจไม่ยอมรับ แท้ที่จริงการมีใครสักคนเคียงข้าง อีกทั้งนางก็มีใจให้เช่นกันกับเขาที่มีใจให้นาง “ความสุขที่แท้ก็เป็นเช่นนี้” เขาพึมพำกับตัวเองเสียงเบาเย็นย่ำเขานั่งรถม้ากลับมาก็พบว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูรออยู่ก่อนแล้ว “ไปกันเถิด”“ไปเลย? ไม่ต้องเปลี่ยนชุด”“ไม่เปลี่ยนแล้ว อย่างน้อยหากท่านราชครูอยากชักสีหน้าจะได้มองชุดขุนนางของข้าก่อนสักนิด”นางหัวเราะ “แล้วหากเขาเองก็ยังไม่เปลี่ยนชุดเล่า”“นั่นสิ” เฟิงเสียนกวงชะงัก “เช่นนั้นให้คนไปบอกท่านแม่ บอกให้นางเร่งให้ท่านราชครูเปลี่ยนชุดก่อนที่เราจะไปถึง?”เยี่ยนเสวี่ยหรูหัวเราะ “ท่านบอกว่าข้าเจ้าเล่ห์มากแผนการ แล้วดูท่านตอนนี้สิ”“ข้าก็เรียนรู้มาจากเจ้าไม่ใช่หรือ”“ไม่ใช่เสียหน่อย!”เขาหัวเราะคว้ามือนาง “ไปกันเถิด”ความจริงคือเยี่ยนเจาเปลี่ยนไปแล้ว ปล่อยวางขึ้น ไม่ได้มีท่าทางเช่นเมื่อก่อนอีก รัชทายาทเติบโตแล้วและราชสำนักก็ไม่ได้เหมือนเมื่อก่อนที่ยังไม่ได้มั่นคง อำนาจของฝ่ายรัชทายาทบัดนี้นับว่ามั่นคงหยั่งรากลึก แ
ไม่จำเป็นต้องเป็นสมรสพระราชทาน ไม่จำเป็นต้องมีงานแต่งงานหรูหรายิ่งใหญ่ ไม่จำเป็นต้องมีสามีเป็นเชื้อพระวงศ์หรือแม่ทัพเก่งกาจ ขอเพียงเขาเป็นคนดีนิสัยเข้ากันได้ ที่สำคัญคือมีใจให้กัน เพียงเท่านั้นงานแต่งงานนี้ก็นับได้ว่าเป็นงานแต่งงานที่ผูกสามีภรรยาเคียงคู่ตราบนิรันดร์เยี่ยนเสวี่ยหรูจับริ้วแพรมงคล อีกด้านของริ้วแพรมีสามีของนางจับจูงก้าวเดิน โถงกว้างเพื่อทำพิธีไหว้ฟ้าดินมีเพียงป้ายวิญญาณของบิดามารดาสามี ทว่าการไหว้ฟ้าดินก็เต็มไปด้วยรอยยิ้มของความสุขคำอวยพรใดล้วนไม่สำคัญเท่าความรักของบ่าวสาวที่มีให้กัน ด้วยนี่เป็นการแต่งงานหลังจากเกิดความรัก มิใช่การจับคู่ของบุพการี ไม่ใช่การบีบบังคับ แต่เป็นความยินยอมพร้อมใจของทั้งสองคนอย่างแท้จริงในห้องหอ...เยี่ยนเสวี่ยหรูเท้าคางมองสามีของตนด้วยรอยยิ้ม นางปล่อยผมยาวสยายเช่นกันกับเขาที่มองมาด้วยรอยยิ้ม “ยิ้มอะไร”“ยิ้มที่สามีข้าหล่อเหลาน่ามองยิ่ง”เขานั่งลงบนเตียงจากนั้นอุ้มนางวางบนตัก “ขอเพียงเจ้ามองไม่เบื่อเป็นใช้ได้”“เหลวไหลข้าจะเบื่อได้อย่างไร” นางลูบใบหน้าของเขาจากนั้นประคองด้วยสองมือ จุมพิตเบาๆ ที่ริมฝีปาก “เอาละ...ได้เวลาล่วงเกินเอาเปรียบท่านจร
นอกจวนมีรถม้าจอดอยู่จริงๆ เยี่ยนเสวี่ยหรูมองเห็นซูม่อแล้ว หญิงสาววิ่งออกไปจากจวนพุ่งขึ้นไปบนรถม้า นางนั่งลงหายใจหอบเล็กน้อย “ท่านรู้เรื่องแล้ว?”“เพียงเสียดายที่ไม่ได้ไปดูการประลอง”“ข้าชนะ” นางยิ้มกว้าง“เหตุใดไม่บอก ไม่ปรึกษา”“ฉุกละหุกเกินไป ข้าเพิ่งเดาได้หลังสนทนากับท่านแม่เรื่องแม่ทัพอวิ๋น อีกอย่างเป็นเพียงการคาดเดาเท่านั้น ยังไม่รู้ว่าพวกเขาจะทำเช่นนี้จริงๆ” นางมองเขาคล้ายเด็กที่เพิ่งทำผิด “แต่ว่า...การประลองกับท่านหญิง”เฟิงเสียนกวงมองนางจากนั้นยกมือขึ้นนวดหว่างคิ้ว เยี่ยนเสวี่ยหรูลังเลที่จะพูด “เฟิงเส้าฝู่”“อะไรหรือ” เขาเงยหน้าขึ้นมองนางที่ขยับเข้ามานั่งข้างๆ“ข้าไม่มีเวลาแล้ว” นางบอกจากนั้นคว้าสาบเสื้อของเขาเอาไว้ทั้งสองมือ“เวลาอะไร เจ้าคิดจะทำอะไร”“ล่วงเกินเอาเปรียบท่าน” แล้วนางก็ชิดใบหน้าเข้าไป จุมพิตริมฝีปากเขา กดทาบนิ่ง... ตอนที่นางดึงใบหน้าถอยออกห่างจากนั้นเงยหน้าขึ้นมองเขา สายตาลังเลกัดปากเล็กน้อย “ตอนนี้ใจเต้นบ้างหรือยัง”เขาเหม่อลอยไปชั่วครู่ ดวงตาคมก้มลงมองนาง ในแววตาคล้ายมีพายุกำลังพัดโหม อยู่ๆ เขาก็คว้ามือของนางเอาไว้ข้างหนึ่ง มืออีกข้างสอดเข้าไปคว้าเอวด้านหลัง
นางชนะอย่างใสสะอาด ชนะแบบหมดจดไร้ข้อกังขา สายตาแน่วแน่หนักแน่นมองไปยังเยี่ยนเจา สีหน้าของนางเรียบเฉยเย็นชา ถึงตอนนี้นางเกรงว่าบิดาคงเพิ่งตระหนักว่านางได้ล่วงรู้แผนการของเขาทั้งหมดแล้ว!!!เพิ่งผ่านเข้าไปในประตูจวน เยี่ยนเจาก็หันกลับมาด้วยท่าทางเกรี้ยวกราด เขาพุ่งปราดเข้าไปเงื้อมือตรงหน้าเยี่ยนเสวี่ยหรูสวีซื่อดึงหญิงสาวให้ถอยหลัง นางขยับเอาตัวเองบดบัง “ท่านราชครู!!”“เจ้าถอยไป!”“ท่านกล้าตีนาง? เช่นนั้นก็ตีข้า เอาสิ ตบเลย! วันนี้ข้าจะดูว่าใครจะกล้าลงมือกับบุตรสาวข้า!” สวีซื่อมีท่าทีดุดันไม่สมกับเป็นนางเลย พ่อบ้านตกตะลึง บ่าวไพร่ก้มหน้า“สวีซื่อ! เจ้าอย่าคิดว่าข้าไม่กล้าลงมือกับเจ้า!”“กล้าสิ ท่านย่อมกล้า เช่นนั้นเอาเลย ข้าเองก็มีมือมีเท้า มาดูกันว่าข้าที่เคยฝึกยุทธ์ยังแดนเหนือ จะเอาชนะราชครูที่เป็นบัณฑิตมาทั้งชีวิตไม่ได้!” สวีซื่อเลิกแขนเสื้อสองข้างขึ้นเยี่ยนเจาชะงัก “ไร้มารยาท”“ท่านสิไร้ยางอาย!”“เจ้า!”“ใช่ข้าเอง ท่านจะทำไม วางแผนโยนบุตรสาวตัวเองเข้าไปแลกกับความยิ่งใหญ่ ตอนนี้ถูกตอบโต้กลับทำเป็นรับไม่ได้ ตัวเองเป็นถึงราชครู แต่คำพูดกลับเหมือนผายลม! รับปากนางแล้วแท้ๆ กลับกล้าตลบหลัง
“หมายรวมถึงหากเขาไม่ยอมแต่งกับเจ้า?”“เพคะฝ่าบาท!”ท่านหญิงเจาจวินเลิกคิ้วมองนางด้วยสายตาไม่อยากเชื่อ “เจ้าเสียสติไปแล้ว? หรือมั่นใจว่าเอาชนะข้า? ได้ยินมาว่าเจ้าเพิ่งเรียนรู้จากอาจารย์ที่ตระกูลลั่วส่งไป แม้ซุนเก่อจะเข้าใจผิดว่าเจ้าเป็นคนของหุบเขากระบี่ แต่ข้าไม่เชื่อว่าข้าฝึกมาตั้งแต่จำความได้ ข้าจะพ่ายแพ้ให้เจ้าที่เพิ่งเรียนรู้”“ท่านหญิงหม่อมฉันไม่มีวรยุทธ์”“เช่นนั้นประลองเพลงกระบี่โดยไม่ใช้วรยุทธ์เพื่อความยุติธรรม!!!”“เช่นนั้นตกลงเพคะ”“กราบทูลฝ่าบาทโปรดทรงพระราชอนุญาต!!”สวีซื่อ...นึกไม่ถึงว่าเยี่ยนเสวี่ยหรูจะเฉลียวฉลาดถึงขั้นนี้!!!หลอกใช้ท่านหญิงเจาจวิน ทำให้แผนการของเยี่ยนเจาล่มไม่เป็นท่า เรื่องที่เยี่ยนเจารับปากบุตรสาวมีน้อยคนนักที่ล่วงรู้ ดังนั้นเขาจึงแอบไปร่วมมือกับคนอื่นเพื่อกราบทูลขอสมรสพระราชทานทว่ายังไม่ทันเริ่มแผนการ เยี่ยนเสวี่ยหรูกลับลงมือก่อน หลอกยืมมือท่านหญิงเจาจวิน ยั่วโมโหจนอีกฝ่ายสร้างฉากอื่นขึ้นในงานเลี้ยง ขณะเดียวกันก็เปิดโปงคำมั่นของเยี่ยนเจาต่อหน้าฮ่องเต้ ต่อหน้าขุนนางมากมาย ทำให้เขาไม่อาจดำเนินแผนตามที่วางเอาไว้ ไม่ว่าจะตอนนี้หรือครั้งหน้า!!มองเยี่ยนเสว
เขากำลังจะเดินผ่านเข้าประตูจวน หากแต่เมื่อเห็นรถม้าตระกูลกู้เว่ยกวงอวี่ก็เดินกลับมา กู้หรั่นเยวี่ยวางม่านรถม้าลง เซิงจื่ออวี๋มองนางด้วยสายตาพราวระยับ“หากเจ้ากล้าพูดจาเหลวไหลวันนี้ ข้าจะเปิดโปงว่าเจ้าใช้วังตะวันออกเพื่อการส่วนตัว”เห็นอีกฝ่ายเม้มปากเป็นเส้นตรงไม่พูดอะไรแล้วพยักหน้า กู้หรั่นเยวี่ยได
เว่ยซ่งยืนมองบุตรของตนอยู่ในมุมทางเดินอันเงียบงัน สิบห้าปีมานี้แม้ดูเหมือนเขากับบุตรชายคนโตอยู่ร่วมกันอย่างสงบ แต่ในใจของเขารู้ดีว่าความผิดในอดีตแม้ผ่านไปนาน ความรู้สึกที่กัดกินในใจก็ยังคงอยู่ปีนั้น...เว่ยกวงอวี่เพิ่งแปดขวบ เขาพาบุตรชายเข้าสำนักหอนทีไปด้วย หลังตามหาฮูหยินมานานแล้วไม่พบ จริงๆ เขายอ
“ที่กลับมาได้อย่างสง่าผ่าเผยก็เพราะคุณชายใจดีรับนางกลับมาด้วย หาไม่หากให้นางเดินกลับมาเองสภาพคงเอน็จอนาถกว่านี้ หากตอนเช้ามีข่าวลือแปลกๆ ออกไป ข้าเกรงว่าท่านเองก็คงจะพลอยลำบากไปกับนางด้วย” เส้าชิงพึมพำเว่ยกวงอวี่ได้ยินแต่กลับไม่พูดอะไร เขามองไปที่มีดสั้นของจอมมาร “ตั้งแต่เมื่อไรกันที่คุณหนูเก้าตระ
“ข้าน้อยได้ยินเสียงถ้วยชาตกแตกขอรับ จากนั้นก็ไม่ได้ยินสิ่งใดอีก”หวังซื่อยิ่งงุนงงเข้าไปใหญ่ “แล้วตอนนี้พวกเขาอยู่ที่ใด”“คุณชายใหญ่กลับเรือนไปแล้ว ส่วนนายท่านกลับเข้าห้องหนังสือกำชับว่าไม่ว่าใครก็ห้ามรบกวนขอรับ”หวังซื่อกุมผ้าเช็ดหน้าในมือแน่นมาก ในใจเต็มไปด้วยความขุ่นเคืองไม่ได้ดั่งใจ นางไล่พ่อบ้







