Accueil / รักโบราณ / ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี / บทที่ 6 : ฉีฉีมองเห็นบ้างไหม

Partager

บทที่ 6 : ฉีฉีมองเห็นบ้างไหม

last update Date de publication: 2025-06-30 01:00:21

บทที่ 6 : ฉีฉีมองเห็นบ้างไหม

          เมื่อรู้ว่ามีภัยอันตรายเข้ามาใกล้ พวกเขารีบเก็บของ พากันคลำทางในความมืดไปจากตรงนี้ เพราะเป็นคืนเดือนมืดทุกคนจึงต้องจับมือเดินตามหลังกันไป

          “ข้ามองไม่เห็นทางแล้วท่านพ่อท่านแม่ หากก้าวพลาดอาจได้รับบาดเจ็บได้” หวงจื้อเป็นคนนำทางเขาเกิดกลัวขึ้นมา

          “เจ้าใหญ่เงียบ ๆ หน่อย ข้าได้ยินเสียงคนตามหลังพวกเรามาแล้ว พวกมันจุดคบเพลิงด้วย รีบไป ๆ” หวงจงเร่งบุตรชาย หลังจากเห็นแสงไฟอยู่ไม่ไกลเท่าใดนัก

          ทว่าหวงจื้อกลับไม่กล้าเดินต่อ พวกเขาไม่มีคบเพลิงและข้างหน้าก็ล้วนแต่เป็นป่าเขา

          “ท่านพ่อสามีข้ามองไม่เห็นทาง ให้คนอื่นมานำทางเถอะ” จ้าวซื่อรีบดึงแขนสามีมาหลบอยู่ด้านหลังนางเจียง

          “เอ๊ะพวกเจ้านี่” นางเจียงไม่พอใจ แต่ไม่กล้าด่าทอบ้านใหญ่ออกมา

          หลินลู่ฉีเห็นท่าไม่ดี พวกคนด้านหลังฝีเท้าดังใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ นางกระซิบที่หูของหวงชาง “ท่านลุงข้ามองเห็นทาง”

          “หือ ฉีฉีเจ้ามองเห็นรึ”

          “อื้ม ข้ามองเห็นเจ้าค่ะ” นางมองเห็นจริง ๆ ไม่ได้โกหก และไม่เข้าใจว่าทำไมจึงมองเห็นทางในความมืดเช่นนี้ได้ ตอนอยู่ในยุคปัจจุบันนางไม่มีความสามารถนี้เลย หรือเพราะยุคปัจจุบันมีไฟฟ้าใช้งานแล้ว

          หวงชางลูบศีรษะนางเบา ๆ “ฉีฉีเด็กดีเจ้านำทางได้ให้ทุกคนได้หรือไม่”

          “ได้เจ้าค่ะ”

          “เช่นนั้นพวกเราไปอยู่ด้านหน้ากันเถอะ ไปกันทุกคนนี่แหละ” หวงชางรีบจูงมือภรรยากับลูกทั้งสองคน คลำทางไปหามารดาด้านหน้า บอกว่าหลินลู่ฉียังเด็กดวงตาดีมาก สามารถนำทางได้

          ยามนี้แม้ไม่อยากเชื่อก็ต้องเชื่อ มีคนเสนอตัวรับเคราะห์ด้านหน้าแทน มีหรือพวกเขาจะไม่ยินยอม ลำดับแถวการเดินทางในความมืด จึงเปลี่ยนลำดับกันใหม่ บ้านสามนำหน้า ตามด้วยสองผู้อาวุโสของบ้าน บ้านใหญ่และบ้านรองเป็นลำดับสุดท้าย ทุกคนยังคงจับมือกันท่ามกลางความมืด

          “ตรงโน้น ๆ ! พวกมันไปได้ไม่ไกลหรอก !”

          เสียงของเหล่าคนแปลกหน้าดังอยู่ใกล้ ๆ ทำเอาทุกคนตัวสั่นพรั่นพรึงกันหมด

          “ฉีฉีเด็กดี” หวงชางรีบตบตัวคนบนหลังเบา ๆ

          “ท่านลุงเดินตรงไปเลยเจ้าค่ะ !” หลินลู่ฉีรีบบอกทางในทันที

          “เลี้ยวซ้ายข้างหน้า”

          “ตรงไป...เลี้ยวขวา...”

          เสียงของนางดังบอกทางอยู่เป็นระยะ ในตอนแรกคนอื่น ๆ ก็กลัวว่านางจะไม่รู้เรื่อง อาจเอ่ยไปตามประสาเด็กน้อย ทว่าเดินตามที่นางชี้บอกทางนั้น กลับไม่พบอันตรายใด

          “ตรงนี้มีก้อนหินเอามือคลำ ๆ แล้วอ้อมไปด้านขวาเล็กน้อย” กระทั่งจุดไหนมีสิ่งกีดขวาง นางก็ยังบอกพวกเขาให้หลบพ้นได้

          หวงจงกับนางเจียงไม่กล้าหยุดเดินแม้แต่ก้าวเดียว พวกเขาต้องการให้หวงชางเดินนำหน้าไปจนกระทั่งเช้า ทว่าหลินลู่ฉียังเด็กน้อย นางบอกทางไปได้สักพักใหญ่ ๆ ก็หลับคาหลังของหวงชาง

          “ท่านพ่อท่านแม่ข้าว่าพวกเราพักกันก่อนเถอะ ไม่ได้ยินเสียงของคนพวกนั้นแล้ว คงตามมาไม่ทันหรอก ฉีฉีก็เหนื่อยจนหลับไปแล้ว เกรงว่าเด็ก ๆ ของเราก็คงเหนื่อยเหมือนกัน” หวงชางเป็นห่วงลูก ๆ ของตัวเองด้วย

          “นั่นสิท่านแม่หนิงเอ๋อร์เองก็เดินไม่ไหวแล้ว” หลินซื่อถูกบุตรสาวคนเล็กกระตุกข้อมืออยู่บ่อยครั้ง เมื่อได้โอกาสนางจึงรีบเอ่ยสนับสนุนคำพูดของน้องสามี

          “เอาเถอะ ๆ พวกเราเดินกันมาเกือบสองชั่วยามแล้ว พักหน่อยก็ดี” นางเจียงเองก็อยากพักแล้ว นางจึงอนุญาตให้ทุกคนหามุมนั่งพักกันได้

          “เจ้าสามเจ้าพาเด็กนั่นไปดูต้นทางให้พวกเราที หากได้ยินเสียงพวกมันรีบมาบอกล่ะ”

          “ท่านแม่ฉีฉีหลับไปแล้ว”

          “หลับก็ปลุกสิ อุตส่าห์ช่วยนางเอาไว้ทำคุณตอบแทนแค่นี้จะเป็นไรไป”

          “ขอรับ” หวงชางหันไปเอ่ยกับภรรยาสองสามคำ แล้วเดินกลับไปทางเดิมที่เพิ่งผ่านมา เขารู้ว่าต้องปีนขึ้นต้นไม้เพื่อดูว่า มีคบเพลิงอยู่ในระยะใกล้หรือไม่ แต่เขามองไม่เห็น

          “ฉีฉี” จำใจต้องปลุกเด็กน้อยบนหลัง

          “ท่านลุง” หลินลู่ฉีหลับไปครู่หนึ่งก็ลืมตาตื่นขึ้นมา ร่างเด็กน้อยไม่ไหวแล้วจริง ๆ แต่พอได้หลับไปอึดใจหนึ่ง นางก็มีแรงลืมตาขึ้นได้

          “เจ้าบอกลุงทีว่ามีต้นไม้ต้นไหน สามารถให้ลุงปีนขึ้นไปดูต้นทางได้ ตอนนี้บ้านเรานั่งพักเหนื่อยกันอยู่ตรงโน้น ลุงต้องมาดูต้นทางให้พวกเขา”

          “อ้อ” หลินลู่ฉีเข้าใจแล้ว นางมองหาต้นไม้ที่ใหญ่และมีกิ่งก้านพอให้คนปีนขึ้นไปยืนได้ “ต้นทางขวามือเจ้าค่ะ เดินไปสามก้าวก็เจอ” นางอธิบายว่าตรงไหนสามารถจับกิ่งไม้ปีนขึ้นไปได้ ค่อย ๆ บอกเขาด้วยความระมัดระวัง

          เมื่อหวงชางปีนขึ้นไปได้มั่นคงแล้ว เขาก็กวาดสายตามองหาคบเพลิงรอบ ๆ “ฉีฉีมองเห็นบ้างไหม”

          “ไม่เห็นเจ้าค่ะ คนพวกนั้นคงเลิกตามแล้ว คงนอนหลับกันหมดแล้วล่ะ” นางคิดตามความจริง หากตามไม่เจอหรือหาทางตามต่อไม่ได้ ก็คงหาที่หลับนอนเอาแรงไว้ก่อน

          “จริงของเจ้า แต่อย่างไรก็ต้องป้องกันไว้ก่อน เจ้าหลับบนหลังลุงได้เลย”

          “อืม” นางงัวเงียแล้วหลับไปจริง ๆ ดีที่ผ้าที่ผูกไว้กับหลังของหวงชางนั้น หนาแน่นพอสมควร ไม่ทำให้เกิดอันตรายแต่อย่างใด

          กระนั้นหวงชางก็คอยจับปมอยู่ตลอดเวลา เกรงว่าหากปมผูกคลายตัวออก นางอาจหล่นลงพื้นได้รับอันตรายได้ การกระทำนี้หลินลู่ฉีรู้สึกได้ตลอดการเดินทาง นางรู้สึกขอบคุณชายผู้นี้เป็นอย่างมาก

          แม้บอกว่าเป็นการนั่งพักระหว่างทาง แต่คนตระกูลหวงกลับหลับไปด้วยความเหนื่อยล้า มีเพียงหวงชางที่ไม่สามารถข่มตาหลับได้ กวาดสายตามองไปรอบ ๆ ป่าอยู่ตลอดเวลา กระทั่งแสงแรกของวันใหม่ข้ามขอบภูเขามา จึงได้ปีนลงจากต้นไม้เพื่อกลับไปหาครอบครัวของตัวเอง

          เมื่อทุกคนตื่นกันหมดแล้ว ได้นำอาหารแห้งออกมาแบ่งปันกันกิน ยามนี้ถึงได้มองเห็นบริเวณรอบ ๆ ว่าเป็นเนินหินบนภูเขาลูกหนึ่ง ดูแล้วค่อนข้างห่างไกล จากถนนเส้นหลักที่อยู่ด้านล่างภูเขา

          “พวกเราขึ้นมาตรงนี้ได้ โดยไม่ตกเหวไปได้อย่างไรกัน” หวงจื้อเห็นแล้วยังประหลาดใจ

          “ดูสิตาเฒ่าตรงนั้นเป็นหุบเหวทั้งนั้น” นางเจียงรีบชี้จุดที่พวกเขาเดินผ่านมาเมื่อคืนนี้

          “นังเด็กนอกคอกนั่น ไม่ใช่หลอกให้พวกเรา เดินมาตกเหวตายกันหมดหรอกนะ”

          จ้าวซื่อมีท่าทางไม่พอใจขึ้นมา ไหนเลยจะนึกถึงบุญคุณ ที่หลินลู่ฉีนำทางมาตลอดทั้งคืน

          “พี่สะใภ้ใหญ่ท่านเอ่ยอันใดออกมา ฉีฉีของพวกข้ามองเห็นในความมืดได้ นางนำทางพวกเราจนปลอดภัยมาทั้งคืน ท่านลืมไปแล้วรึ”

          หวงชางไม่พอใจพี่สะใภ้ใหญ่ผู้นี้ เขารู้ว่าหลินลู่ฉีเหนื่อยเพียงใด ในการเพ่งมองทางในความมืด เด็กตัวน้อยเท่านั้นยังรู้ความ เหตุใดผู้ใหญ่อย่างจ้าวซื่อ ถึงกล้ามาว่าร้ายนางได้

          จ้าวซื่อลอบเบ้ปากใส่ “ใครจะไปรู้ เด็กนั่นอาจจะพูดไปเรื่อยเปื่อย”

          “นางชื่อฉีฉี” หวงจื่อถงเอ่ยแทรกเบา ๆ

          “ดู ๆ ถงเอ๋อร์ได้น้องสาวคนใหม่ ไม่เห็นหัวป้าสะใภ้ใหญ่อย่างข้าแล้ว”

          “พอเถอะพี่สะใภ้ใหญ่ ท่านไม่สู้เก็บแรงเอาไว้เดินทางต่อเถอะ จะมามัวทะเลาะกับเด็กทำไม” ฉินซื่อเหนื่อยจะฟังวาจาไร้สาระของนางแล้ว

          “ฉินซื่อเจ้า !”

          “สะใภ้ใหญ่เจ้าพอได้แล้ว”

          นางเจียงรีบปราม แต่ยังไม่ทันได้เอ่ยคำใด ก็มีเสียงร้องโอดครวญของผู้คน วิ่งมาทางพวกเขา

          ทั้งหมดรีบเข้าไปรวมกลุ่มกันอยู่ พวกเขาอยู่ที่สูงหลบอยู่หลังโขดหิน ส่วนผู้ที่วิ่งมานั้นอยู่ด้านล่าง หวงชางส่งสัญญาณให้ทุกคนหลบอยู่เงียบ ๆ

          เขาชวนพี่ชายทั้งสองคนไปแอบดูคนเหล่านั้น พบว่าเป็นผู้ลี้ภัยที่สภาพเนื้อตัวเต็มไปด้วยคราบเลือด บ่นพร่ำว่าเสบียงที่เอามาถูกปล้นไปหมดแล้วเมื่อคืนนี้ แต่ละคนมีสภาพน่าเวทนายิ่งนัก

          “ว่าอย่างไรเจ้าใหญ่”

          หวงจงที่อยู่กับเหล่าสตรีและเด็กรีบถาม เมื่อเห็นพวกเขาเดินกลับมาแล้ว

          หวงจื้อ “ท่านพ่อพวกเขาถูกปล้นเสบียงเมื่อคืนนี้ เกรงว่าหากพวกเราหนีไม่ทัน ก็คงมีสภาพเหมือนพวกเขาเหมือนกัน”

          ทันใดนั้นเสียงสูดลมหายใจของทุกคนก็ดังขึ้น หากหนีไม่ทันก็ไม่รู้ว่าจะมีชะตากรรมเช่นไร เสบียงอันน้อยนิดหากถูกแย่งชิงไปอีก คงต้องอดตายอยู่กลางทางเป็นแน่

          “เมื่อคืนนี้หากฉีฉีไม่บอกว่าได้ยินเสียงคน ข้าเองก็คงไม่รู้เหมือนกัน ว่ามีคนกำลังมาตรงที่พวกเรานอนอยู่” ฉินซื่อเอ่ยเบา ๆ กับสามี

          “เจ้าใหญ่เมื่อคืนนี้ เจ้าเฝ้ายามไม่ใช่รึ” นางเจียงหันไปทางบุตรชายคนโต

          “ท่านแม่ข้าไม่ได้ยินเสียงอะไรเลย เด็กนั่นอายุยังน้อยหูอาจจะดีกว่าผู้ใหญ่ก็เป็นได้”

          หวงจื้อไม่กล้าบอกว่าตัวเองหลับแน่นอน และคิดว่าน้องชายสามของเขา ก็คงไม่เปิดโปงเรื่องนี้เหมือนกัน แต่ระหว่างเอ่ยนั้น เขาไม่กล้าสู้สายตาคนอื่นในครอบครัว เพียงเท่านี้ทุกคนก็รู้แล้วว่า เขาคงไม่ได้เฝ้ายามตลอดเวลาจริง ๆ

Continuez à lire ce livre gratuitement
Scanner le code pour télécharger l'application
Commentaires (1)
goodnovel comment avatar
Wilaiporn Dangbuddee
สนุกค่ะ มาอัพบ่อยๆนะคะ
VOIR TOUS LES COMMENTAIRES

Dernier chapitre

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 252 : ฮูหยินลูกแย่งที่นอนข้า  (จบ)

    บทที่ 252 : ฮูหยินลูกแย่งที่นอนข้า หวงชางพยักหน้าลงเล็กน้อย “ได้ต่อไปข้ากับอาอี้จะเรียกเจ้าว่าอี้หาน เจ้ากลับบ้านเดิมภรรยาทั้งที เหตุใดต้องหอบของขวัญมามากมายถึงเพียงนี้” “แค่ของขวัญเล็กน้อยเท่านั้น” หลินลู่ฉีรีบฟ้อง “ดีที่ข้าห้ามเอาไว้ก่อน ไม่อย่างนั้นสามีข้าคงขนมาทั้งคลังเป็นแน่” “เจ้าเด็กนี่เรียกสามีข้าเต็มปากเต็มคำ หน้าไม่อายจริง ๆ” ฉินซื่ออดเย้านางไม่ได้ “ท่านป้าท่านล้อข้า” “แต่งงานกันแล้วย่อมเป็นเรื่องธรรมดา อี้หานต่อไปก็รักและดูแลฉีฉีของพวกข้าให้ดี ๆ อย่าทำให้นางต้องเสียใจรู้ไหม” “ขอรับท่านป้าข้ารับปากท่าน ข้าซุนอี้หาน

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 251 : ข้าอายุสิบแปดปีเองนะ จะรีบร้อนมีลูกไปทำไม   

    บทที่ 251 : ข้าอายุสิบแปดปีเองนะ จะรีบร้อนมีลูกไปทำไม หลังจากกินมื้อกลางวันอิ่มกันแล้ว พ่อบ้านได้นำกล่องของขวัญ กับจดหมายมามอบให้หลินลู่ฉี บอกว่าเป็นของท่านอาจารย์ของนางมอบให้ในวันแต่งงาน “อาจารย์ปู่อย่างนั้นรึ” หลินลู่ฉีรีบเปิดซองจดหมายอ่านก่อนเป็นอันดับแรก เนื้อหาในนั้นเป็นการขอโทษ ที่ไม่สามารถเดินทางมาร่วมงานแต่งของนางได้ เพราะระยะทางอยู่ไกลนับพันลี้ แม้เดินทางด้วยม้าเร็วก็คงมาไม่ทันอยู่ดี จึงได้ส่งของขวัญกับจดหมายมาให้แทน นอกจากคำอวยพรแล้ว อาจารย์ปู่ยังมอบป้ายไม้แกะสลักให้นางอีกด้วย ซุนอี้หาน “นี่ป้ายอะไรกัน” “อาจารย์ปู่เขียนบอกว่า เป็นป้ายประจำตัวเจ้าของตำหนักยา” “ตำหนักยา ? นั่นไม่ใช

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 250 : เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าทำกันไปแล้วหรือ

    บทที่ 250 : เมื่อกี้ไม่ใช่ว่าทำกันไปแล้วหรือ ภายในห้องหอซุนอี้หานกำลังเงี่ยหูฟังเสียงจากนอกประตู เมื่อรู้ว่าคนเหล่านั้นไม่อยู่แล้ว จึงได้หันไปทางเจ้าสาวที่นั่งตัวแข็งทื่ออยู่บนเตียงนอน เจ้าไปนั่งบนเตียงตั้งเมื่อไหร่ ไม่ใช่ว่าก่อนหน้านั่งอยู่บนเก้าอี้รึ ซุนอี้หานทั้งขำทั้งเอ็นดูนาง หลินลู่ฉีกำลังนั่งด้วยความรู้สึกประหม่าแกมตื่นเต้น นางมองผ่านชายผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวสีแดง เห็นเพียงหัวรองเท้าเจ้าบ่าวที่เดินมาหยุดอยู่ เขาเอื้อมจับชายผ้าคลุมหน้าเจ้าสาว ค่อย ๆ ยกขึ้นตลบไปไว้ด้านหลัง เจ้าสาวผู้มีใบหน้าอันงดงาม ค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างเขินอาย ริมฝีปากจิ้มลิ้มเม้มเข้าออก คล้ายคนไม่รู้จะเอ่ยคำพูดใดออกมา “ฉีฉีเจ้างามมาก” ดวงตาปรือเยิ้มมองเจ้าสาวอย่างลุ่มหลง

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 249 : ใครจะหย่ากับข้า !

    บทที่ 249 : ใครจะหย่ากับข้า ! บรรดาญาติสหายและคนรู้จัก ที่พากันมาส่งตัวเจ้าสาว ต่างยืนดูพิธีการตรงหน้าด้วยสีหน้ายิ้มแย้มกันทุกคน “ตอนแรกข้าอยากเสนอตัวแบกเจ้าสาวด้วยตัวเอง แต่ว่าคิดไปคิดมาข้าเทียบหวงจื่อถงไม่ได้จริง ๆ เขามีความเป็นพี่ชายมากกว่าข้าเสียอีก” เซี่ยเฉินจิ่นเอ่ยเบา ๆ เซี่ยเฉินฟู่กอดอกมองภาพตรงหน้า แล้วพยักหน้าลงเบา ๆ “ท่านแบกพี่สาวไม่ไหวหรอก เกิดทำเจ้าสาวหกล้มขึ้นมา ทำฤกษ์มงคลเสียหายหมด ให้พี่จื่อถงแบกนั่นแหละดีแล้ว” เซี่ยเฉินจิ่น “...” เจ้ายังใช่น้องชายข้าอยู่ไหม ฉวีฮูหยิน “ต่อไปนางก็มีครอบครัวของตัวเอง มีสามีลูกมีหลานเต็มบ้าน ไม่เดือดร้อนพวกเจ้าให้เป็นห่วงนางหรอก” ครอบครัวตระกูลเซี่ยยืนมองเกี้ยวเจ้าสา

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 248 : ข้าซุนอี้หานขอสาบานด้วยชีวิต ข้าจะไม่มีวันทำให้นางเสียใจเด็ดขาด 

    บทที่ 248 : ข้าซุนอี้หานขอสาบานด้วยชีวิต ข้าจะไม่มีวันทำให้นางเสียใจเด็ดขาด “ฉีฉี” ฉินซื่อลูบศีรษะของนางอย่างอ่อนโยน น้ำตาพลันเอ่อคลอเบ้าตามนางไปด้วย ทั้งลูบทั้งกอดปลอบโยนนาง “เด็กน้อยในวันนั้น ได้นำพาครอบครัวของพวกเรา เดินทางผ่านร้อนผ่านหนาวมาไกลถึงเพียงนี้ รู้ไหมว่าป้าภูมิใจในตัวของเจ้ามากแค่ไหน” “ท่านป้า ฮะฮรึก...ฮือ ๆ ๆ” เป็นครั้งแรกที่ฉินซื่อได้เห็นหลินลู่ฉี ปล่อยเสียงร้องไห้โฮออกมาเช่นนี้ เหมือนกำแพงความเข้มแข็งในใจของนาง ได้พังทลายลงแล้ว “เด็กดีไม่ร้อง ๆ เจ้าสาวจะตาบวมหมดงามเอาได้” “ขะข้า...ฮะฮรึก จะไม่ร้องแล้ว ฮะฮรึก !” คนพูดสะอื้นเป็นจังหวะ “เจ้

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 247 : หวีครั้งแรกขอให้ชีวิตคู่ยืนยาว    

    บทที่ 247 : หวีครั้งแรกขอให้ชีวิตคู่ยืนยาว หลินลู่ฉีไปหาฉินซื่อที่เรือน พบว่านางกำลังปักชุดเจ้าสาวให้ตัวเองอยู่ หวงจื่อเหยาที่ได้เวลาใกล้คลอดแล้ว นางมาหามารดาเพื่อดูว่ามีอะไรให้ช่วยบ้าง “ท้องโตขนาดนี้ยังขึ้นรถม้าไปโน่นมานี่อีก ชุดเจ้าสาวของฉีฉีข้าทำเองได้เจ้าไม่ต้องช่วย” เสียงของฉินซื่อเอ่ยบ่นบุตรสาว ดังออกมาจากเรือนของนาง “ท่านแม่ฉีฉีของพวกเราจะออกเรือนทั้งที นางไม่ยอมรับสินเดิมจากพวกเรา มีเพียงชุดแต่งงานนี่แหละ ที่พวกเราพอจะทำให้นางได้” หลินลู่ฉีกระแอมเบา ๆ สองแม่ลูกก็หันมามองนางในทันที “เจ้ามาแอบฟังข้ากับท่านแม่พูดคุยกันใช่ไหม” “พี่จื่อเหยาท่านใส่ร้ายข้า” นางออดอ้อนเป็นเด็กน้อยทันที &ld

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 8 : เจียงชุน

    บทที่ 8 : เจียงชุน หลินลู่ฉีทนสังขารของเด็กสามขวบไม่ไหว นางหลับบนหลังของหวงชางไปตลอดเส้นทาง รู้ตัวอีกทีก็ถึงหน้าเรือนของท่านยายเจียงแล้ว แม้จะอยู่ในชนบทแต่เรือนของท่านยายเจียงกลับสร้างด้วยอิฐ ซึ่งแตกต่างจากบ้านของชาวบ้าน ที่ส่วนใหญ่สร้างด้วยดิน หมู่บ้านหยางฮัวมีคนสร้างบ้านด้วยอิฐเพียงสองหล

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 7 : ไปให้พ้น ! ที่นี่ไม่มีอนุภรรยาแซ่เจียง

    บทที่ 7 : ไปให้พ้น ! ที่นี่ไม่มีอนุภรรยาแซ่เจียง หลินลู่ฉีอยากลงเดินเพื่อให้หวงชางได้เบาหลังบ้าง แต่พอนางเดินไปได้ไม่กี่ก้าว ก็ทิ้งระยะห่างจากคนตระกูลหวงเสียแล้ว โทษใครได้ขานางสั้นเกินไปจริง ๆ “เจ้าอยากเดินนักเป็นอย่างไรล่ะ” หวงจื่อถงจิ้มจมูกเล็ก ๆ ของนาง “มาขี่หลังข้า ให้ท่านพ่อ

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 5 : พี่ชายเจ็บหรือไม่

    บทที่ 5 : พี่ชายเจ็บหรือไม่ กระนั้นวาจาถากถางจากนางเจียง ก็ยังลอยมาตามสายลม คำว่าตัวอัปมงคล ตัวกินล้างกินผลาญ ด่าลามไปถึงครอบครัวของหวงชางทุกคน ด่าจนหลินลู่ฉีรู้ประวัติความเป็นมาของพวกเขาไม่มากก็น้อย นางเจียงกับหวงจงนั้นแม้จะเป็นปู่ย่าคนแล้ว แต่อายุเพียงแค่สี่สิบปลาย ๆ เท่านั้น

  • ข้าคือดาวมงคลน้อยหลินลู่ฉี   บทที่ 4 : แบ่งให้ข้าคนละคำก็พอแล้วเจ้าค่ะ

    บทที่ 4 : แบ่งให้ข้าคนละคำก็พอแล้วเจ้าค่ะ “ไม่ได้นะเจ้าคะท่านแม่ นางยังมีลมหายใจอยู่เลย ข้าไม่อาจทิ้งนางได้ ท่านแม่มองดูสิเจ้าคะ แถวนี้มีคนดี ๆ ที่ไหนกันหากปล่อยนางเอาไว้เช่นนี้ คงถูกสัตว์ร้ายทำอันตรายเอาได้” สัตว์ร้ายไม่เท่าไรหรอก เกรงแต่มนุษย์ด้วยกันนี่แหละที่จะทำร้ายกันเอง นา

Plus de chapitres
Découvrez et lisez de bons romans gratuitement
Accédez gratuitement à un grand nombre de bons romans sur GoodNovel. Téléchargez les livres que vous aimez et lisez où et quand vous voulez.
Lisez des livres gratuitement sur l'APP
Scanner le code pour lire sur l'application
DMCA.com Protection Status