FAZER LOGIN“ฮ่องเต้ของแคว้นหลิงคงเริ่มหวาดระแวงแคว้นทั้งสี่ที่อยู่ใต้อาณัติปกครองจึงต้องให้แต่ละแคว้นส่งตัวประกันไป….ที่ข้ากล่าวถูกหรือไม่เสด็จพ่อ….”
จากใบหน้าที่ซีดเผือดอยู่แล้วบัดนี้ไร้สียิ่งกว่าเดิม เสียงถอนหายใจหนักดังขึ้นอีกหลายครั้งก่อนที่ศีรษะจะผงกรับ “เจ้ากล่าวถูกแล้ว…ข้าขอโทษแต่ว่ามีแค่เจ้าคนเดียวเท่านั้นที่สามารถไปเป็นทูตได้….เจ้าก็รู้ว่าน้องๆ ของเจ้ายังเยาว์วัยนักเหล่าองค์หญิงยิ่งไปไม่ได้….ส่วนองค์ชายก็มีแค่ซูหมิง….เจ้าก็รู้ว่าข้าต้องการให้เขาเป็นเอ่อ…รัชทายาท” “เหอะ สุดท้ายก็เหลือแค่ข้าสินะ” “ถือว่าข้าขอร้อง หากไม่ส่งทูตไป แคว้นเราลำบากแน่” นี่ข้าต้องไปแคว้นหลิงจริงๆ หรือ แบบนี้นิยายก็ต้องดำเนินไปในทิศทางของมันน่ะสิ ข้าอยากใช้ชีวิตเรื่อยเปื่อยเป็นองค์ชายนั่งกินนอนกินไปวันๆ ไม่อยากเป็นตัวร้ายสักหน่อย แต่ว่าหากข้าปฏิเสธไม่ไป แคว้นหลิงคงส่งทหารมาจับตัวอยู่ดี คิดแล้วเศร้า อยากใช้ชีวิตกินดีอยู่ดีในนิยายสักนิดก็ไม่ได้ต้องระหกระเหินเดินทางไปพบกับความลำบาก เป็นตัวร้ายที่ต้องกลั่นแกล้งผู้อื่นและถูกผู้คนอื่นรังเกียจ ไม่สิถ้าข้าไม่เป็นตัวร้ายแล้วเปลี่ยนเป็นคนดี ชีวิตข้าอาจไม่ต้องเลวร้ายก็ได้ ฮ่องเต้คงเห็นข้ายืนนิ่งคิดอยู่นานจึงเอ่ยถามอีกครั้ง “ได้…ข้าจะไป” สร้างความดีใจแก่ฮ่องเต้อย่างยิ่งทั้งยังบอกว่าจะประทานรางวัลให้ข้าอย่างงาม ……………… ข้ายกชากลิ่นหอมดื่ม พลางนึกถึงเรื่องราวในนิยายที่ข้าได้อ่าน เนื้อเรื่องส่วนมากเล่าถึงแต่ตัวละครสำคัญโดยเฉพาะพระเอกและนางเอก ส่วนตัวประกอบเช่นข้าไม่ได้ถูกกล่าวถึงนัก ดังนั้นข้าจึงไม่ค่อยรู้อนาคตของตัวเองเท่าไร หนำซ้ำข้าก็อ่านนิยายข้ามเสียมากกว่า แต่หากพูดถึงจุดจบน่ะหรือไม่ได้สวยงาม ไม่รู้เจ้าคนเขียนมันเกลียดอะไรซูเม่ยนักหนา หากข้ากลับโลกตัวเองได้ อย่างแรกที่ทำคือไปตบเจ้านั่นซะ ถ้าข้ากล้าพอนะ “เจ้าทำอะไร” ข้าเอ่ยถามจิวเมี่ยวที่กำลังจัดที่นอนให้ พอมองออกไปข้างนอกท้องฟ้ายังคงสว่าง นางจะให้ข้านอนแล้วรึ เมื่อข้าถาม นางกลับทำหน้าสงสัย ไม่ทันที่นางจะเอ่ยตอบขันทีคนหนึ่งก็เข้ามาในห้อง ถ้าจำไม่ผิดเป็นขันทีที่มักอยู่กับฮ่องเต้ “องค์ชายกระหม่อมนำทหารมาให้พระองค์แล้วพ่ะย่ะค่ะ” ข้าขมวดคิ้วไม่เข้าใจเมื่อทหารสามนายก้าวเข้ามาในห้อง ทั้งหมดล้วนถอดเสื้อเผยให้เห็นรูปร่างที่กำยำบึกบึนดั่งชายชาตรี ข้าลุกยืน “นี่มันอะไร เจ้าพาทหารพวกนี้มาทำไม” ขันทีอาวุโสยิ้มแล้วกล่าวว่า “ฝ่าบาทประทานให้องค์ชายพ่ะย่ะค่ะ” “ให้ข้ารึ แล้วเหตุใดถึงเป็นทหารทั้งสาม” ขันทีเห็นข้าเอ่ยถาม คราแรกมันไม่เข้าใจก่อนจะรีบขออภัยแล้วกล่าวต่อว่า “กระหม่อมจะนำมาเพิ่มอีกสิบคนดีหรือไม่พ่ะย่ะค่ะ” ข้าขมวดคิ้วมากขึ้น “อีกสิบคนรึ” “เอ่อ…ถ้าอย่างนั้นอีกยี่สิบคน….” เจ้านี่มันอะไรกันนำทหารมาให้ข้าทำไมทั้งยังเพิ่มจำนวนมากขึ้นอีก ฮ่องเต้คิดอย่างไรถึงมอบรางวัลให้ข้าเป็นทหาร หากแต่เมื่อข้านึกบางอย่างขึ้นได้ต้องสะท้านในอกนี่ข้าลืมไปได้อย่างไรว่าซูเม่ยคือองค์ชายร่านสวาทที่หลับนอนกับทหารและองค์รักษ์มากมาย หมายความว่าฮ่องเต้ประทานสามคนนี้มาให้ข้าเพื่อที่จะ…. “เจ้าเอาพวกมันกลับไป” “ให้กระหม่อมพาองครักษ์….” “ไม่ต้อง…ไม่ต้องพาใครเข้ามาทั้งนั้น เอาพวกมันกลับไป” ข้าว่าแล้วนั่งลงที่เดิม ขันทีชราดูเหมือนไม่ค่อยเข้าใจแต่ก็ถอยเท้าแล้วพาทหารทั้งสามออกไป ข้าหงุดหงิดใจยิ่งนักถึงแม้ข้าจะมาเป็นซูเม่ยแบบกลางคันแต่ตัวข้าก็คือซูเม่ย หมายความว่าร่างกายข้าผ่านผู้ชายมามากมายแล้ว แค่คิดก็เริ่มขยะแขยงตัวเอง เพล้ง “ขะ…ขออภัยเพคะองค์ชาย” จิวเมี่ยวรีบก้มหยิบถ้วยน้ำชาของข้าที่หล่นแตกกระจาย นางผู้นี้หน้าตาแม้จะน่ารักแต่ออกจะขี้กลัวเกินไป นางรีบก้มลงเก็บอย่างลุกลี้ลุกลนจนนิ้วถูกบาดเลือดอาบแต่นางไม่สนใจเหมือนกับว่าสิ่งที่ต้องเจอหลังจากนี้จะหนักหนากว่าหลายเท่า หลังจากนางเก็บจนเสร็จก็รีบก้มหัวจรดพื้นขออภัยแก่ข้า แอบเห็นว่านางร้องไห้นำไปแล้ว ข้าถอนหายใจลุกยืนมองนาง “จิวเมี่ยว” “พะ…เพคะ” “ลุกขึ้นเถอะ” “เพคะ” นางรีบลุกยืนแต่ยังก้มหน้าตัวสั่นเทาอย่างหวาดกลัวกว่าจะถึงด้านล่างขาของข้าก็สั่นจนแทบก้าวเดินไม่ออก จิวเมี่ยวก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ไม่มีใครสนใจสองนายบ่าวที่แทบตายสองคนนี้เลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้คือพวกเราสองคนนั้นเกะกะ และไร้ตัวตนสุดๆพอขึ้นบนรถม้าได้ก็ต้องถอนหายใจยาวและเอนหลังทันที คิดถึงเตียงนักกะจะไปนอนสบายในตำหนักแต่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดเล่นพิเรนอะไร ถึงให้พวกเราปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาและแวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดข้ากับจิวเมี่ยวฝืนสังขารและค่อยๆ เดินดูของกันสองคน ส่วนคนอื่นก็เดินเกาะกลุ่มกันไป“จิวเมี่ยวเจ้าชอบหรือเปล่า” ข้ามองเครื่องประดับหลากสีที่น่าจะเอาไว้ติดผม คิดว่าของพวกนี้จิวเมี่ยวน่าจะชอบ“สวยเพคะ” นางก็หยิบจับอย่างพอใจ“ดูเครื่องประดับหรือเจ้าคะ” เจียวจิงเดินมาหาข้า“อะ..อืม”นางมองแล้วยิ้ม “สวยงามนัก จิวเมี่ยวต้องเหมาะกับเจ้าอย่างแน่นอน”“องค์…ท่านเจียวจิงชมข้าน้อยเกินไปแล้ว”“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย เจ้าเหมาะนัก เอ่อ…อีกอย่างท่านซูเม่ยข้าอาจจะพูดเหลวไหลแต่ท่านก็เหมาะไม่แพ้กัน”“ข้าเป็นชาย จะเหมาะได้อย่างไร” ข้าขมวดคิ้ว“ขะ..ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าช่างเสียมารยาทนัก”“ไม่เป็นไร…จิวเมี่ยวถ้าเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้”“แ
เช้าต่อมาข้าและคนอื่นจากแคว้นใต้อาณัติได้เดินทางพร้อมฮ่องเต้เพื่อไปไหว้พระบนภูเขา ซึ่งเป็นวัดที่ฮ่องเต้หย่งเล่อนับถือ ข้านั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกจากในรถม้า พลางชื่นชมรอบข้างอย่างยินดี สายลมอ่อนๆ ชวนให้น่าหลับใหลยิ่งนัก“ที่นี่ต้นไม้ ต้นหญ้าล้วนเขียวชอุ่มนัก”จิวเมี่ยวพยักหน้า “นั่นสิเพคะ….หม่อมฉันรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อแคว้นซื่อเลยจริงๆ”ข้าถอนหายใจ นางคงรักแคว้นซื่อมากจริงๆ แต่ว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่นางจะได้กลับแคว้นบ้านเกิดในเมื่อฮ่องเต้ยังต้องการกดหัวแคว้นทั้งสี่อยู่แบบนี้ แต่ถ้ากดหัวไม่อยู่เมื่อใดพวกเราที่เป็นตัวประกันก็ตายเมื่อนั้นข้าจึงทำได้เพียงพูดปลอบ “เจ้าอย่าได้เศร้าเลย…ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราสองคนไหว้พระขอพรเพื่อขอให้แคว้นซื่อเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ดีไหม”นางยิ้มทันที “เพคะ”เดินทางมาได้สักพักจึงมาถึงที่หมาย แต่ว่าพอเห็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นภูเขาไปยังวัดแล้วข้าก็เริ่มถอดใจ มันสูงมากจริงๆ เหมือนวัดไทยที่มีบันไดสูงๆ จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาทุกคนเริ่มก้าวเดิน ข้าก็ต้องจำใจเดินตามไป เหล่าฮาเร็มบางคนก็อยู่ไม่ห่างจากเจียวจิงเลย ประคบประหงมกันดีจริงๆ ส่วนข้านั้นนอกจากจิว
“หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ“แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ”“ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันทีแม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ“ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ”ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง!เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว“ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็ม
แอบเห็นพวกเหวินอี้ขมวดคิ้ว ท่าทางข้าจะเดาผิด ซูเม่ยเจ้าอายุเท่าใดกันนะข้าก็ดันลืมเสียด้วยสิเจียวจิงนางยิ้มให้ข้า ข้าก็ยิ้มตอบเพราะเรื่องเมื่อครู่นางไม่ผิด ข้าจะยังคงดีกับนาง ถ้าข้าไม่สติแตกเสียก่อนข้ายิ้มให้องค์ชายเหวินอี้และองค์ชายหยางชุนจากแคว้นอีและซานตามลำดับ แม้นิสัยทั้งสองจะไม่เหมือนกัน หนึ่งคนเยือกเย็นนิ่งเฉย หนึ่งคนเจ้าชู้ใจร้อน แต่ที่เหมือนกันคือไม่มีใครยิ้มตอบให้ข้าสักคน ทำให้ยิ้มของข้าครั้งนี้เป็นหมันหลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้พอเป็นพิธี ทุกคนต่างเดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับตำหนัก และจะมาเจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็น ขณะเดินออกมาด้านนอกเจียวจิงได้พูดคุยกับข้าอย่างเป็นมิตร แต่จู่ๆ ข้าก็ถูกใครบางคนผลักจากด้านหลังจนล้มลง“โอ๊ย”เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง จิวเมี่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาช่วยพยุง เมื่อเงยหน้ามองจึงรู้ว่าเป็นหยางชุนที่ผลักข้า“ท่านผลักข้าทำไม!”“อ้าวมีคนด้วยรึ นึกว่าของชั้นต่ำขวางอยู่”ข้าเงื้อมือขึ้นสูงกำหมัดแน่นหวังต่อย“แน่ใจว่าเจ้าจะทำร้ายข้าในเขตท้องพระโรงเช่นนี้” พูดจาว่ากวนแล้วแต่หน้าตายียวนกว่ามือที่เงื้อสั่นเทา ลังเลอยู่นานสุดท้ายจึงลด
“กรี๊ดดดดด”หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”ปึก!“องค์ชาย!”ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิมข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”นางหลบสายตา“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไปข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกล
เจียวจิงนางนั้นสวยก็จริงแต่ซูเม่ยงามกว่านางมากนัก จนข้าต้องตั้งคำถามกลับว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไรกันแน่“เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงมาช่วยท่านยายที่ล้มลงกลางทางเท่านั้น”“ดีแล้ว”เหวินอี้ยิ้มให้ทันที ทั้งที่เมื่อครู่ยามอยู่กับข้ายังทำหน้าเรียบเฉยอยู่เลย ข้าแอบไม่พอใจเพียงข้าเป็นตัวร้ายถึงกับยิ้มให้ไม่ได้เชียวหรือเจียวจิงเมื่อเห็นข้านางตกใจพอสมควรแล้วรีบก้มหัวให้“องค์ชายซูเม่ย”ข้าก็ก้มหัวตอบข้าจะไม่เป็นตัวร้าย ข้าจะเป็นคนดี ดังนั้นข้าจะทำดีกับนาง ข้าจะได้มีความสุขไม่ต้องลำบากลำบนถูกคนอื่นรังเกียจ“ถอยห่างจากเจียวจิงซะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมปรากฏบุรุษผู้หนึ่งที่เดินมา ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาดั่งเทพสวรรค์มาจุติคือสิ่งที่เจ้านักเขียนนั่นบรรยายพระเอกของเรื่องนี้เขาโอบตัวนางเข้าอ้อมกอด ทั้งยังมองข้าด้วยสายตารังเกียจ แต่นางนั้นกลับขัดขืนเล็กน้อยและละจากอ้อมกอดอย่างเขินอายเหมือนหญิงสาวที่ต้องการรักษาพรมจรรย์ ทำตามจารีตประเพณีที่ดีงาม“ให้ข้าถอยไปรึ ทำไมต้องให้ข้าถอยไป”“ต้องรอให้เจ้าทำร้ายเจียวจิงก่อนรึ”แววตาและท่าทางที่ไม่เป็นมิตร บ่งบอกความเป็นศัตรูขององค์ช







