تسجيل الدخولข้ากอดอก
“รินน้ำชาใส่ถ้วยใหม่ให้ข้า” จิวเมี่ยวคงตกใจไม่น้อยกับคำพูดของข้า เพราะนางคงคิดว่าข้าจะเกรี้ยวกราดใส่ แม้จะตกใจแต่นางก็รีบทำตาม ท่าทางนางคงถูกซูเม่ยตัวจริงทำร้ายจิตใจและร่างกายไม่น้อยเพราะซูเม่ยนั้นเป็นคนอารมณ์ร้าย ตอนที่ข้าอ่านรู้สึกจะมีฉากที่ยกเท้าถีบจิวเมี่ยวด้วย เฮ้อ..นางน่าสงสารจริงๆ หลังจากจิวเมี่ยวรินน้ำชาใส่ถ้วยใหม่ให้ข้าดื่ม ข้าจึงเอ่ยถามนาง “จิวเมี่ยวเจ้าว่าข้าเป็นคนยังไง” นางยืนก้มหน้านิ่งกลืนน้ำลายเฮือกใหญ่ “ข้าถาม” “เอ่อ..ใจดีมีเมตตาเพคะ” “แน่ใจหรือ” “เพคะ!” “จิวเมี่ยว เจ้าฟังข้านะต่อไปนี้ข้าจะเป็นคนใหม่ จะเป็นซูเม่ยคนใหม่ ไม่เป็นตัวร้ายแล้ว” นางกระพริบตาปริบๆ อย่างไม่เข้าใจ “อย่างเมื่อก่อนข้าอาจจะเอ่อ…ด่าเจ้าบ้างแต่ต่อไปนี้ข้าจะเปลี่ยนเป็นคนใหม่…จะทำดีกับเจ้า…ให้เจ้าคิดว่าข้ากับเจ้าเป็นเพื่อนกัน” หากเป็นชีวิตจริงข้าคงกระอักกระอ่วนไม่น้อยที่ได้มาอยู่ใกล้ชิดผู้หญิง ซ้ำยังถูกปรนนิบัติอย่างดีแบบถึงเนื้อถึงตัวขนาดนี้ ข้าอาจหลงเสน่ห์นางได้ เพราะในโลกความจริงอย่าว่าแต่ผู้หญิงเลยคนปกติยังไม่ค่อยกล้ายุ่งกับข้า เดินตลาดผ่านหน้าร้านทีก็ถูกไล่แล้ว แต่ว่านางผู้นี้เป็นแค่ตัวละครในนิยายซึ่งข้าไม่ได้คิดว่านางเป็นคน หากให้เปรียบคงเหมือนกระดาษมีชีวิต ถ้าข้าสนใจนางสิน่าแปลก พอข้าพูดประโยคเมื่อครู่นางก็ทำหน้างง แน่นอนว่านางไม่เข้าใจแต่ก็พยักหน้าเออออ ข้าถอนหายใจแล้วลุกยืนประจันหน้ากับนาง “เจ้าตบข้า” นางเบิกตากว้างเหมือนเห็นผี เมื่อข้าออกคำสั่ง “ตบข้า…ข้าจะไม่ตบเจ้าตอบ เพื่อให้เจ้าเห็นว่าข้าเปลี่ยนไปและอยากเป็นเพื่อนกับเจ้ามากกว่า” “มะ..หม่อมฉันไม่กล้าเพคะ องค์ชาย…” “ถ้าเจ้าไม่ทำข้าจะ….ข้าจะวิ่งชนเสา ลองคิดดูสิว่าถ้าข้าบาดเจ็บจะเกิดอะไรขึ้น” ดูเหมือนว่าข้าจะข่มขู่นางเสียแล้ว นางทำหน้าเหมือนจะเป็นจะตายมากกว่าเดิม มือเรียวค่อยๆ ยกขึ้น แล้วหลับตา “ฟาดให้แรงๆ นะ ถ้าเจ้าฟาดเบาข้าก็จะให้เจ้าตบใหม่” “มะ…หม่อมฉันขออภัยด้วยนะเพคะ” เพี๊ยะ! แรงจริงๆ ข้านี่เกือบเห็นดาวเลยทีเดียว พอนางตบข้าแล้ว ก็รีบคุกเข่าโขกหัวลงพื้นพลางขอโทษอยู่นั่นล่ะ ข้าต้องรีบพยุงให้นางลุกยืน “จิวเมี่ยวเจ้าอย่าได้ขอโทษเลย…ต่อไปนี้เจ้ากับข้าเป็นเพื่อนกัน ข้าจะไม่ทำกับเจ้าเหมือนเมื่อก่อนอีก” ข้ายิ้มให้อย่างจริงใจ จิวเมี่ยวคงตกใจไม่น้อยคิดว่านางคงอยากตามหมอมาตรวจอาการข้าแล้ว แต่เอาเถอะคงต้องค่อยๆ เป็น ค่อยๆ ไป นางต้องติดตามข้าเพื่อเดินทางไปด้วยหากนางยังกลัว แล้วข้าจะไปมีพวกพ้องสักคนได้ยังไง ………………………. สองวันหลังจากนั้นข้าก็ออกเดินทางไปยังแคว้นหลิง มีข้ารับใช้ติดตามมาหนึ่งรถม้า มีทหารร่วมเดินทางมาด้วยไม่กี่นายเพราะตอนนี้แคว้นซื่อขาดกำลังพล ข้าที่อยู่ในรถม้าได้แต่เท้าคางมองไปข้างนอก มองพื้นดินที่แห้งแล้ง ต้นไม้แทบจะไม่มี หญ้าก็เหี่ยวเฉา ทุกอย่างบ่งบอกถึงความอุดมสมบูรณ์ของแคว้นนี้ได้อย่างดี พื้นดินยากแก่การเกษตรกรรม ฝนทิ้งช่วงหลายเดือน ดูเหมือนจะลดเงินเดือนข้าราชการด้วยเรียกว่าเป็นแคว้นยากจนของจริง อีกอย่างข้าในฐานะทูตไม่สิตัวประกันยังต้องนำเครื่องบรรณาการไปให้แคว้นหลิงอีก คิดแล้วได้แต่ส่ายหน้าจะรีดเลือดกับปูหรือไง “องค์ชายดื่มชาเพคะ” จิวเมี่ยวยื่นถ้วยชาให้ ข้าก็รับไปดื่ม หลับตาพริ้ม พอได้ดื่มชาแล้วรู้สึกสดชื่นจริงๆ ข้ามองภายในรถม้าแล้วมองจิวเมี่ยวที่นั่งอยู่อีกฝั่งอย่างสงบเสงี่ยม พลางมองไปยังด้านนอกอีกครั้ง นี่ข้าเข้ามาอยู่ในนิยายจริงๆ หรือ ทำไมแต่ละอย่างล้วนเหมือนจริงขนาดนี้ ข้ามองน้ำชา มองร่างกายตัวเองที่สัมผัสได้มีตัวตนจริงๆ แล้วข้าจะออกไปจากนิยายได้อย่างไรกันกว่าจะถึงด้านล่างขาของข้าก็สั่นจนแทบก้าวเดินไม่ออก จิวเมี่ยวก็ไม่ไหวเช่นกัน แต่ไม่มีใครสนใจสองนายบ่าวที่แทบตายสองคนนี้เลยสักนิด ความรู้สึกตอนนี้คือพวกเราสองคนนั้นเกะกะ และไร้ตัวตนสุดๆพอขึ้นบนรถม้าได้ก็ต้องถอนหายใจยาวและเอนหลังทันที คิดถึงเตียงนักกะจะไปนอนสบายในตำหนักแต่ไม่รู้ว่าฮ่องเต้คิดเล่นพิเรนอะไร ถึงให้พวกเราปลอมตัวเป็นชาวบ้านธรรมดาและแวะที่หมู่บ้านแห่งหนึ่งเพื่อเดินเที่ยวชมตลาดข้ากับจิวเมี่ยวฝืนสังขารและค่อยๆ เดินดูของกันสองคน ส่วนคนอื่นก็เดินเกาะกลุ่มกันไป“จิวเมี่ยวเจ้าชอบหรือเปล่า” ข้ามองเครื่องประดับหลากสีที่น่าจะเอาไว้ติดผม คิดว่าของพวกนี้จิวเมี่ยวน่าจะชอบ“สวยเพคะ” นางก็หยิบจับอย่างพอใจ“ดูเครื่องประดับหรือเจ้าคะ” เจียวจิงเดินมาหาข้า“อะ..อืม”นางมองแล้วยิ้ม “สวยงามนัก จิวเมี่ยวต้องเหมาะกับเจ้าอย่างแน่นอน”“องค์…ท่านเจียวจิงชมข้าน้อยเกินไปแล้ว”“เจ้าอย่าถ่อมตัวเลย เจ้าเหมาะนัก เอ่อ…อีกอย่างท่านซูเม่ยข้าอาจจะพูดเหลวไหลแต่ท่านก็เหมาะไม่แพ้กัน”“ข้าเป็นชาย จะเหมาะได้อย่างไร” ข้าขมวดคิ้ว“ขะ..ขออภัยเจ้าค่ะ ข้าช่างเสียมารยาทนัก”“ไม่เป็นไร…จิวเมี่ยวถ้าเจ้าชอบ ข้าจะซื้อให้”“แ
เช้าต่อมาข้าและคนอื่นจากแคว้นใต้อาณัติได้เดินทางพร้อมฮ่องเต้เพื่อไปไหว้พระบนภูเขา ซึ่งเป็นวัดที่ฮ่องเต้หย่งเล่อนับถือ ข้านั่งมองทิวทัศน์ด้านนอกจากในรถม้า พลางชื่นชมรอบข้างอย่างยินดี สายลมอ่อนๆ ชวนให้น่าหลับใหลยิ่งนัก“ที่นี่ต้นไม้ ต้นหญ้าล้วนเขียวชอุ่มนัก”จิวเมี่ยวพยักหน้า “นั่นสิเพคะ….หม่อมฉันรู้สึกว่าสวรรค์ช่างไม่ยุติธรรมต่อแคว้นซื่อเลยจริงๆ”ข้าถอนหายใจ นางคงรักแคว้นซื่อมากจริงๆ แต่ว่าไม่รู้อีกนานแค่ไหนที่นางจะได้กลับแคว้นบ้านเกิดในเมื่อฮ่องเต้ยังต้องการกดหัวแคว้นทั้งสี่อยู่แบบนี้ แต่ถ้ากดหัวไม่อยู่เมื่อใดพวกเราที่เป็นตัวประกันก็ตายเมื่อนั้นข้าจึงทำได้เพียงพูดปลอบ “เจ้าอย่าได้เศร้าเลย…ถ้าอย่างนั้นวันนี้เราสองคนไหว้พระขอพรเพื่อขอให้แคว้นซื่อเจริญรุ่งเรืองและอุดมสมบูรณ์ดีไหม”นางยิ้มทันที “เพคะ”เดินทางมาได้สักพักจึงมาถึงที่หมาย แต่ว่าพอเห็นบันไดที่ใช้เดินขึ้นภูเขาไปยังวัดแล้วข้าก็เริ่มถอดใจ มันสูงมากจริงๆ เหมือนวัดไทยที่มีบันไดสูงๆ จากตีนเขาไปจนถึงยอดเขาทุกคนเริ่มก้าวเดิน ข้าก็ต้องจำใจเดินตามไป เหล่าฮาเร็มบางคนก็อยู่ไม่ห่างจากเจียวจิงเลย ประคบประหงมกันดีจริงๆ ส่วนข้านั้นนอกจากจิว
“หึ อย่างเจ้าจะมาเปลี่ยนแปลงอะไรตอนนี้” เฟิงอวิ๋นพูดพลางหัวเราะเยาะข้าถอนหายใจท่าทางเจ้าพวกนี้จะไม่ยอมเชื่อข้าง่ายๆ“แล้วจะให้ข้าทำยังไงพวกท่านถึงจะยอมเชื่อ”“ไม่มี” เหวินอี้เป็นคนตอบ น้ำเสียงที่เย็นชาทำให้ข้าลุกยืนอย่างหงุดหงิดทันทีแม้โลกความจริงข้าจะด่าคนอื่นในใจและจินตนาการว่าต่อยคนอื่นในหัว แต่ว่านี่คือในนิยายข้ามีความกล้ามากกว่าหลายเท่านัก อยากยกเท้าถีบเรียงคนจริงๆ เป็นแค่กระดาษมีชีวิตแท้ๆ“ในเมื่อพวกท่านไม่เข้าใจ ข้าจะไปหาเจียวจิง นางจะต้องเข้าใจข้าแน่ๆ”ข้าลุกเดินไปหานางแต่ขณะที่ข้ากำลังจะถึงตัว แขนก็ถูกกระชากและถูกผลักให้ออกห่าง เหล่าองค์ชายทั้งสามต่างมายืนขวางข้าและปกป้องนางที่นั่งมองอย่างงงๆ ตอนนี้ข้ารู้สึกเหมือนนางเป็นดอกไม้งาม ข้าคือแมลงร้าย ส่วนเจ้าพวกนี้คือยาฆ่าแมลง!เอาเถอะ ไม่แปลกก็ข้านั้นเป็นตัวร้าย พวกเขาก็คงกังวลเป็นธรรมดา ดังนั้นข้าจะไม่โกรธ ยังยิ้มแย้ม ไม่แสดงออกว่าไม่พอใจหรือร้ายกาจ ทั้งที่ใจจริงเริ่มจะไม่ไหวแล้ว“ข้าก็แค่อยากเข้าไปพูดคุยกับเจียวจิงสักหน่อยเท่านั้น ถ้าพวกท่านไม่พอใจข้าก็จะกลับไปนั่งที่เดิมก็ได้” เจียวจิงรีบเชิญให้ข้านั่ง แต่มีหรือที่เหล่าฮาเร็ม
แอบเห็นพวกเหวินอี้ขมวดคิ้ว ท่าทางข้าจะเดาผิด ซูเม่ยเจ้าอายุเท่าใดกันนะข้าก็ดันลืมเสียด้วยสิเจียวจิงนางยิ้มให้ข้า ข้าก็ยิ้มตอบเพราะเรื่องเมื่อครู่นางไม่ผิด ข้าจะยังคงดีกับนาง ถ้าข้าไม่สติแตกเสียก่อนข้ายิ้มให้องค์ชายเหวินอี้และองค์ชายหยางชุนจากแคว้นอีและซานตามลำดับ แม้นิสัยทั้งสองจะไม่เหมือนกัน หนึ่งคนเยือกเย็นนิ่งเฉย หนึ่งคนเจ้าชู้ใจร้อน แต่ที่เหมือนกันคือไม่มีใครยิ้มตอบให้ข้าสักคน ทำให้ยิ้มของข้าครั้งนี้เป็นหมันหลังจากพูดคุยกับฮ่องเต้พอเป็นพิธี ทุกคนต่างเดินออกจากท้องพระโรงเพื่อกลับตำหนัก และจะมาเจอกันอีกครั้งที่งานเลี้ยงต้อนรับตอนเย็น ขณะเดินออกมาด้านนอกเจียวจิงได้พูดคุยกับข้าอย่างเป็นมิตร แต่จู่ๆ ข้าก็ถูกใครบางคนผลักจากด้านหลังจนล้มลง“โอ๊ย”เข่าข้ากระแทกกับพื้นอย่างจัง จิวเมี่ยวที่ยืนรออยู่ด้านนอกรีบเข้ามาช่วยพยุง เมื่อเงยหน้ามองจึงรู้ว่าเป็นหยางชุนที่ผลักข้า“ท่านผลักข้าทำไม!”“อ้าวมีคนด้วยรึ นึกว่าของชั้นต่ำขวางอยู่”ข้าเงื้อมือขึ้นสูงกำหมัดแน่นหวังต่อย“แน่ใจว่าเจ้าจะทำร้ายข้าในเขตท้องพระโรงเช่นนี้” พูดจาว่ากวนแล้วแต่หน้าตายียวนกว่ามือที่เงื้อสั่นเทา ลังเลอยู่นานสุดท้ายจึงลด
“กรี๊ดดดดด”หญิงชราล้มลงอีกครั้ง ความชุลมุนบังเกิดข้าบีบแขนนางแล้วตะคอกใส่“สารภาพสิว่าเจ้าเป็นหัวขโมย! สารภาพมา!”ปึก!“องค์ชาย!”ข้านั้นถูกกระชากแล้วผลักจนล้มลงอย่างแรงอีกครั้ง ปลายดาบของเฟิงอวิ๋นจ่อที่คอข้า“หยุด! หากเจ้ายังไม่หยุดข้าจะสั่งให้ทหารนำตัวเจ้าไปขัง!”ข้ามองไปรอบๆ ตอนนี้ข้ากลายเป็นคนเลวในสายตาคนอื่นไปหมดสิ้นแล้ว เฟิงอวิ๋นแทบอยากจะฆ่าข้า เหวินอี้มองข้าอย่างเย็นชาจนแทบกลายเป็นเศษดินมากกว่าเดิมข้าหันไปมองเจียวจิงแล้วยิ้มให้“เจียวจิงเจ้าเชื่อข้าใช่ไหม ข้าเป็นเพื่อนเจ้านะ”นางหลบสายตา“เจ้ากลับแคว้นเจ้าไปซะ ที่นี่ไม่ยินดีต้อนรับคนอย่างเจ้า!”“จะยินดีหรือไม่ ไม่สำคัญในเมื่อตอนนี้ข้าเป็นทูตจากแคว้นซื่อ ถ้าท่านจะไล่ข้ากลับไปฮ่องเต้คงจะไม่พอพระทัย” ข้ายกยิ้มเหมือนผู้ชนะส่วนเขาฮึดฮัดอย่างไม่พอใจ“เอาดาบออกไปจากคอข้าซะ!”เฟิงอวิ๋นยังคงนิ่ง เรามองตากันไม่ลดละไม่มีใครยอมใครจนกระทั่งเจียวจิงเอ่ยขอร้องเขาถึงยอมเก็บดาบอย่างไม่เต็มใจ ยายแก่ถูกเจียวจิงพยุงพาไปหาหมอ แน่นอนว่าเฟิงอวิ๋นย่อมตามนางไปข้ามองเหวินอี้เพื่อขอให้เขาเข้าใจ“เจ้าเดินไปวังหลวงเองเถอะ”เขาพูดเพียงเท่านั้นแล้วเดินกล
เจียวจิงนางนั้นสวยก็จริงแต่ซูเม่ยงามกว่านางมากนัก จนข้าต้องตั้งคำถามกลับว่าคนเขียนต้องการสื่ออะไรกันแน่“เจ้าเป็นอะไรมากหรือเปล่า”“ไม่เพคะ หม่อมฉันเพียงมาช่วยท่านยายที่ล้มลงกลางทางเท่านั้น”“ดีแล้ว”เหวินอี้ยิ้มให้ทันที ทั้งที่เมื่อครู่ยามอยู่กับข้ายังทำหน้าเรียบเฉยอยู่เลย ข้าแอบไม่พอใจเพียงข้าเป็นตัวร้ายถึงกับยิ้มให้ไม่ได้เชียวหรือเจียวจิงเมื่อเห็นข้านางตกใจพอสมควรแล้วรีบก้มหัวให้“องค์ชายซูเม่ย”ข้าก็ก้มหัวตอบข้าจะไม่เป็นตัวร้าย ข้าจะเป็นคนดี ดังนั้นข้าจะทำดีกับนาง ข้าจะได้มีความสุขไม่ต้องลำบากลำบนถูกคนอื่นรังเกียจ“ถอยห่างจากเจียวจิงซะ”เสียงหนึ่งดังขึ้นพร้อมปรากฏบุรุษผู้หนึ่งที่เดินมา ร่างกายสูงใหญ่ ใบหน้าหล่อเหลาดั่งเทพสวรรค์มาจุติคือสิ่งที่เจ้านักเขียนนั่นบรรยายพระเอกของเรื่องนี้เขาโอบตัวนางเข้าอ้อมกอด ทั้งยังมองข้าด้วยสายตารังเกียจ แต่นางนั้นกลับขัดขืนเล็กน้อยและละจากอ้อมกอดอย่างเขินอายเหมือนหญิงสาวที่ต้องการรักษาพรมจรรย์ ทำตามจารีตประเพณีที่ดีงาม“ให้ข้าถอยไปรึ ทำไมต้องให้ข้าถอยไป”“ต้องรอให้เจ้าทำร้ายเจียวจิงก่อนรึ”แววตาและท่าทางที่ไม่เป็นมิตร บ่งบอกความเป็นศัตรูขององค์ช







