Share

บทที่ 7 เยี่ยมบ้าน

last update publish date: 2026-06-24 15:41:35

“ฝ่าบาท จวงไท่เฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”

เสียงของขันทีด้านนอกปลุกหลี่เฟยหลงให้ตื่นจากภวังค์ความคิด ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไป ก่อนจะเอ่ยตอบขันที

“ให้นางไปรอที่ห้องโถง”

“พ่ะย่ะค่ะ”

ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย จากนั้นเขาก็เดินไปที่ห้องโถงเพื่อพบกับจวงไท่เฟย

จวงไท่เฟยนั้นอายุมากไม่ต่างจากฉินไทเฮา พวกนางเข้าวังหลวงมาพร้อมกันและเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อไม่ต่างกัน นางมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดมากนัก และยังชอบสวดมนต์กินเจมาแต่ไหนแต่ไร ใบหน้าของนางงดงามอิ่มเอิบ เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยน แม้นางจะไม่เคยก่อปัญหาหรือกลั่นแกล้งเขาเลย แต่เขากลับไม่รู้สึกสนิทใจกับสตรีผู้นี้มากเท่าใดนัก

“จวงไท่เฟยมาขอพบข้ามีเรื่องใดหรือ?”

เขาเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะทิ้งกายลงนั่งบนที่นั่ง และสั่งให้คนจัดเก้าอี้มาให้จวงไท่เฟย จวงไท่เฟยยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะทิ้งกายลงนั่งและเอ่ยกับเขา

“ฝ่าบาท อีกสองวันจะเป็นวันครบรอบสวรรคตหนึ่งปีของอดีตฮ่องเต้ หม่อมฉันจึงอยากจะทูลขอเสด็จออกจากวังหลวงมุ่งหน้าไปยังวัดบนเขา เพื่อสวดขอพรให้พระวิญญาณของอดีตฮ่องเต้เสด็จไปสู่สวรรค์เพคะ แต่ถ้าฝ่าบาทไม่ทรงอนุญาต เช่นนั้นหม่อมฉันจะไม่รบกวนพระองค์อีก”

นางเอ่ยพร้อมกับมีท่าทีนอบน้อมเป็นอย่างมาก หลี่เฟยหลงเมื่อได้ฟังก็นึกขึ้นมาได้ว่าเสด็จพ่อจากไปครบหนึ่งปีแล้วหรือนี่ ชายหนุ่มมีท่าทีครุ่นคิดก่อนจะมองจวงไท่เฟยหนหนึ่ง นางไม่ได้แสดงพิรุธหรือมีท่าทีใดให้ผิดสังเกต นางยังคงนั่งอย่างสงบนิ่ง แต่ไหนแต่ไรนางก็กินเจสวดมนต์มาโดยตลอด ยามที่เสด็จพ่อยังอยู่ นางก็มักจะเดินทางออกไปศึกษาธรรมะนอกวังหลวงอยู่บ่อยครั้ง บางคราไปอยู่ที่วัดนานหลายเดือนเพื่อสวดมนต์ขอพรนางก็เคยทำมาแล้ว เขาจึงไม่ได้คิดอันใดมากนัก

“เช่นนั้นท่านก็ไปเถิด ไปสักสามวันก็พอ ขอพรเสร็จแล้วก็รีบเสด็จกลับวังหลวง อย่างไรด้านนอกก็ไม่ค่อยปลอดภัย ข้าจะส่งคนติดตามท่านไปมากหน่อย”

“ขอบพระทัยฝ่าบาทยิ่งนักเพคะ เช่นนั้นหม่อมฉันขอทูลลา”

“เชิญ”

จวงไท่เฟยยิ้มรับอย่างนอบน้อมก่อนจะเดินจากไปทันที หลี่เฟยหลงไม่ได้คิดอันใดมากนัก เขาเดินไปหาฉินไทเฮาที่ตำหนักและบอกเล่าเรื่องราวของจวงไท่เฟยให้กับมารดาได้ฟัง ฉินไทเฮาเองก็ไม่ได้คิดอันใดมากนัก เพราะแต่ไหนแต่ไรจวงไท่เฟยก็ชอบไปขอพรที่วัดอยู่แล้ว

“เสด็จแม่ วันพรุ่งนี้ข้าจะออกจากวังหลวงไปทำธุระเสียหน่อย ไปเพียงหนึ่งวันก็กลับไม่ต้องกังวล ข้าจะถือโอกาสนี้ไปสักการะไหว้พระโพธิสัตว์เพื่อขอให้เสด็จพ่อเดินทางสู่สวรรค์อย่างราบรื่นด้วย”

ฉินไทเฮาเมื่อได้ฟังก็มีท่าทีครุ่นคิดครู่หนึ่ง

“สุขภาพเจ้ายามนี้ไม่ค่อยจะดี ยังคิดจะออกจากวังหลวงอีกหรือ?”

“เสด็จแม่ไม่ต้องกังวลไป ข้าดูแลตนเองได้ ข้าจะพาองครักษ์ติดตามไปเพียงไม่กี่คน เพราะอยากจะเดินทางออกจากวังหลวงอย่างเงียบๆ"

เมื่อไม่อาจห้ามปรามบุตรชายได้ ฉินไทเฮาจึงไม่เอ่ยอันใดอีก เพียงบอกว่าให้เขาระวังตนเองให้ดี หลี่เฟยหลงรับคำด้วยความเบิกบานใจทันที เมื่อไม่มีสิ่งใดแล้ว เขาจึงสั่งให้คนของตนไปแจ้งเรื่องนี้กับจางหมัวหมัวในทันที

จางหมัวหมัวเมื่อได้ทราบเรื่องจากฉู่กงกงก็ไม่ได้เอ่ยอันใดมากนัก ทั้งที่ในใจค่อนข้างสงสัยไม่น้อยว่าอยู่ดีๆ เหตุใดฝ่าบาทจึงมีรับสั่งอนุญาตให้ไป๋ซือเหมี่ยวกลับบ้านได้ เพราะการทำเช่นนี้ออกจะผิดกฏระเบียบไปสักหน่อย แต่นางอยู่ในวังหลวงมานานและรู้ดีว่าเรื่องใดที่ควรถามหรือไม่ควรถามจึงเพียงก้มหน้ารับคำและเรียกไป๋ซือเหมี่ยวมาพบ บอกเพียงให้นางเตรียมตัวให้ดี พรุ่งนี้ตอนเช้ามืดให้รีบไปที่ประตูทางด้านท้ายวังหลวงอย่างเงียบๆ จะมีขันทีผู้หนึ่งมารอรับนางไปส่งที่บ้าน

ไป๋ซือเหมี่ยวตอบรับคำด้วยความดีใจ นางไม่ได้ถามอันใดมากนัก เพราะคิดว่าอาเฟยคงจะสามารถทูลขออนุญาตฝ่าบาทให้นางได้สำเร็จแล้ว คืนนั้นหญิงสาวรีบเข้านอนแต่หัวค่ำเพื่อเตรียมตัวตื่นแต่เช้า

ยามเช้ามืดของวันต่อมา ท้องฟ้ายังไม่ทันสว่างดีไป๋ซือเหมี่ยวก็ตื่นนอนทันที นางทำธุระของตนอย่างเงียบเชียบเพราะไม่ต้องการรบกวนเพื่อนนางกำนัลคนอื่นๆ ที่กำลังนอนหลับสนิทอยู่ จากนั้นนางก็ไปพบกับจางหมัวหมัวเพื่อบอกลาสักหน่อย จางหมัวหมัวเพียงพยักหน้าเล็กน้อยและบอกว่าหากจัดการธุระทางบ้านเสร็จเรียบร้อยดีแล้วก็ให้รีบกลับวังหลวงทันที ไป๋ซือเหมี่ยวรับคำก่อนจะรีบมุ่งหน้าไปที่ประตูด้านท้ายวังหลวงทันที

เมื่อมาถึงก็พบกับหลี่เฟยหลงที่กำลังยืนรออยู่พอดี นางหันมองรอบกายก็ไม่พบผู้ใดอีก

“ท่านมาคนเดียวหรือ?”

“ใช่แล้ว ฝ่าบาททรงอนุญาตให้เจ้ากลับบ้านได้และยังบอกให้ข้าไปกับเจ้า เอาล่ะ รีบเดินทางกันเถอะ”

ไป๋ซือเหมี่ยวพยักหน้ารับคำ นางไม่ได้ถามอะไรอีก ตอนนี้ใจของนางกลับไปอยู่ที่บ้านนานแล้ว นางอยากพบเจอกับคนในครอบครัวเป็นที่สุด

เมื่อออกมาจากวังหลวงก็มีรถม้าคันหนึ่งจอดรออยู่ รถม้าคันนั้นภายนอกดูเหมือนธรรมดาอย่างยิ่ง แต่เมื่อได้เข้ามาด้านในนางก็ถึงกับตกใจไม่น้อยเพราะภายในถูกจัดแต่งอย่างหรูหรา ทั้งน้ำชาและของกินเล่น ขนมต่างๆ ก็มีเตรียมเอาไว้พร้อมสรรพ

“อาเฟย เกิดมาข้าเพิ่งเคยเห็นรถม้าที่หรูหราเช่นนี้เป็นครั้งแรกเลย ฝ่าบาทช่างทรงเมตตายิ่งนัก”

“ใช่หรือไม่เล่า ไปกันเถอะ รีบเดินทางจะได้ไปเยี่ยมบิดามารดาและพี่ชายของเจ้า”

“อืม”

รถม้าเคลื่อนไปตามทางเรื่อยๆ เพราะยามนี้เป็นช่วงเช้าอยู่จึงไม่ค่อยมีผู้คนพลุกพล่านมากเท่าใดนัก ไป๋ซือเหมี่ยวตื่นเต้นจนกินอันใดไม่ลง นางจากบ้านมานานมากแล้วจึงคิดถึงคนทางบ้านไม่น้อยเลย

หญิงสาวบอกทางไปบ้านให้กับคนขับรถม้าอย่างกระตือรือร้น ใช้เวลาเพียงไม่นานก็มาถึงบ้านของนาง เมื่อหลี่เฟยหลงลงมาจากรถม้าก็ถึงกับอึ้งไปทันที

คนตระกูลไป๋ไม่ได้ร่ำรวยหรือมีที่อยู่หรูหราเหมือนคนอื่นๆ แต่กลับอาศัยอยู่ในบ้านเล็กๆหลังหนึ่ง สภาพบ้านไม้เก่าคร่ำคร่าตามสภาพ แต่ที่ทำให้เขาแปลกใจก็คือบ้านของเฉินม่อก็อยู่ข้างบ้านของไป๋ซือเหมี่ยว และที่ทำให้เขารู้สึกประหลาดใจยิ่งกว่าก็คือไป๋ซือเหมี่ยวบอกว่าคนที่ส่งข่าวเรื่องทางบ้านให้นางทราบมาตลอดก็คือเฉินม่อ คนทั้งสองคุ้นเคยกันมาตั้งแต่วัยเยาว์แล้ว

นายกองไป๋ดีใจมากที่บุตรสาวกลับมาเยี่ยมบ้าน ส่วนนางหลิงผู้เป็นมารดาก็ดีใจไม่ต่างกัน นายกองไป๋ไม่เคยพบพระพักตร์ของฝ่าบาทจึงไม่รู้ว่าหลี่เฟยหลงเป็นผู้ใด

นายกองไป๋ที่ทราบเรื่องว่าหลี่เฟยหลงเป็นคนพานางออกจากวังหลวงเพื่อกลับมาเยี่ยมบ้านจึงกำชับบุตรสาวว่าจะต้องไม่ลืมบุญคุณของเขาอย่างเด็ดขาด ไป๋ซือเหมี่ยวเองก็รับคำอย่างเชื่อฟัง

หลี่เฟยหลงสั่งให้คนนำยาบำรุงและของใช้ที่จำเป็นมามอบให้กับคนตระกูลไป๋หลายอย่าง อีกทั้งยังอ้างว่าเงินค่ารักษาทั้งหมดฝ่าบาทได้ทรงจัดการให้แล้ว หลังจากนี้จะมีท่านหมอมาคอยตรวจดูอาการของสองพ่อลูกทุกๆสามวัน ไป๋ซือเหมี่ยวที่ได้ฟังก็น้ำตาเอ่อคลอด้วยความตื้นตัน หลี่เฟยหลงเองก็อยากให้พวกเขาได้พูดคุยสนทนากันตามประสาคนในครอบครัว จึงหาข้ออ้างบอกว่าจะออกไปรอที่ด้านนอกแทน

ทันทีที่เขาก้าวเท้าออกมาจากบ้านตระกูลไป๋ ก็พบเข้ากับเฉินม่อพอดี

“ฝ่า...”

หลี่เฟยหลงรีบยกมือขึ้นมาปิดปากเฉินม่อทันที ก่อนจะลากตัวเฉินม่อให้เดินเข้าไปในรถม้า เฉินม่อรู้สึกงุนงงไม่น้อย อีกทั้งยังสงสัยว่าฝ่าบาททรงมาทำอันใดที่บ้านของไป๋ซือเหมี่ยว หลี่เฟยหลงเองก็ไม่คิดจะปิดบังจึงเล่าความจริงให้เฉินม่อฟังทั้งหมด

คนทั้งสองสนิทสนมกันมานานหลายปี เฉินม่อเปรียบเสมือนทหารที่รู้ใจและสหายสนิทหลี่เฟยหลงจึงไม่เคยปิดบังเรื่องต่างๆกับเขา

เมื่อได้ทราบเรื่องราวทั้งหมดเฉินม่อก็ถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออก

ที่ผ่านมาเขาไม่ได้ตามติดฝ่าบาทตลอดเวลาเพราะต้องออกไปสืบเรื่องของชินอ๋องหลี่อู๋ชิง ทำให้เขาไม่เคยรู้เลยว่าฝ่าบาททรงใกล้ชิดกับผู้ใดในวังหลวงบ้าง และเขาไม่คิดเลยว่าฝ่าบาทจะได้พบเจอกับไป๋ซือเหมี่ยว ดูแล้วทั้งสองคงจะสนิทสนมกันไม่น้อย ไม่เช่นนั้นฝ่าบาทคงไม่อาสาพานางออกมาจากวังหลวงเช่นนี้

อยู่ๆชายหนุ่มก็รู้สึกขมปร่าขึ้นมาในใจ เขาหลงรักไป๋ซือเหมี่ยวมาตั้งแต่สมัยวัยเยาว์ แต่เขารู้ดีว่านางไม่เคยคิดกับเขามากเกินกว่าพี่ชายคนหนึ่ง แต่ถึงอย่างนั้นเขาก็ยังคิดว่าตนเองคงพอจะมีความหวังอยู่บ้าง แต่เมื่อวันนี้ที่เขาได้เห็นว่าฝ่าบาททรงดีกับนางมากเพียงใด ความหวังในใจของเขาก็มอดดับลงไปทันที

เขาไม่ใช่คนที่ดึงดันและไม่คิดจะบีบบังคับไป๋ซือเหมี่ยวเลยแม้แต่น้อย กลับกันเขายังหวังว่าหากฝ่าบาททรงดีต่อนางด้วยใจจริง นั่นก็นับว่าเป็นวาสนาของนางแล้ว

“เจ้าอย่าได้บอกความจริงกับนางว่าข้าเป็นผู้ใด ไว้ข้าจะบอกกับนางด้วยตนเอง เจ้าเข้าใจหรือไม่เฉินม่อ?”

“พ่ะย่ะค่ะ”

เมื่อเห็นว่าเฉินม่อตอบรับคำอย่างไม่อิดออดเขาก็พอจะวางใจลงไปได้มาก

“อีกเดี๋ยวข้าจะไปที่วัดบนเขาเพื่อขอพรให้กับพระวิญญาณของเสด็จพ่อ หากเจ้าอยากไปด้วยก็จงติดตามข้าไปเงียบๆ อย่าเพิ่งให้นางทราบว่าเจ้ารู้จักกับข้า”

“ได้พ่ะย่ะค่ะ”

คนทั้งสองยิ้มให้กันหนหนึ่ง ก่อนจะแยกย้ายกันไปเงียบๆ ด้านไป๋ซือเหมี่ยวเมื่อสนทนากับคนในบ้านจนพอใจแล้วก็คิดจะขอตัวลากลับวังหลวง คนตระกูลไป๋ออกมาส่งนางที่รถม้าด้วยท่าทางอาลัยอาวรณ์ ไป๋ซือเหมี่ยวล้วงหยิบเงินเบี้ยหวัดส่งให้มารดาของนางทั้งหมด ก่อนออกจากวังหลวงจางหมัวหมัวมอบเบี้ยหวัดนี้ให้กับนาง เมื่อนางถามว่าเบี้ยหวัดออกแล้วหรือ จางหมัวหมัวก็เพียงพยักหน้าหนหนึ่งเท่านั้นไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ

เมื่อบอกลาคนในบ้านเสร็จเรียบร้อยแล้วนางก็ขึ้นรถม้ากลับวังหลวงพร้อมกับหลี่เฟยหลง ระหว่างที่นั่งอยู่ในรถม้า เขาก็เอ่ยถามนางขึ้นมา

“เจ้ามอบเบี้ยหวัดให้พวกเขาหมดเช่นนี้ แล้วเจ้าจะเอาเงินที่ใดใช้เล่า?”

“ไม่เป็นไรหรอก ข้ากินข้าวในวังหลวงก็อิ่มแล้ว วันนี้ขอบคุณท่านมากจริงๆ นะ ข้าดีใจมาก ต่อไปหากท่านมีเรื่องอะไรให้ข้าช่วยก็สามารถบอกข้ามาได้เลยนะ ข้ายินดี”

นางยิ้มให้เขาอย่างจริงใจ หลี่เฟยหลงเองก็ยิ้มตอบนางเล็กน้อย

“เช่นนั้นวันนี้เจ้าไปที่วัดบนเขากับข้าได้หรือไม่?”

ไป๋ซือเหมี่ยวได้ฟังก็รีบหันมาถามทันที

“ไม่ต้องรีบกลับวังหลวงหรือ?”

“ไม่ต้องหรอก ฝ่าบาททรงอนุญาตให้พวกเราเที่ยวเล่นได้ตามสบาย”

“ได้ เช่นนั้นพวกเราก็ถือโอกาสนี้ไปไหว้พระขอพรด้วยกันเถอะ”

“อืม”

Continue to read this book for free
Scan code to download App

Latest chapter

  • ข้าคือนางกำนัลคนโปรดของฮ่องเต้ทรราช   บทที่ 10 ไล่ออกจากวัง

    ไป๋ซือเหมี่ยวหมดสติไปร่วมสามวันเต็มๆ ระหว่างนี้หลี่เฟยหลงและเฉินม่อที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้สืบทราบเบาะแสบางอย่างเข้าโดยบังเอิญในหมู่บ้านแห่งนี้มีหัวหน้าหมู่บ้านอยู่คนหนึ่ง เขาค่อนข้างที่จะเจ้าอารมณ์ไม่น้อยเลย หลี่เฟยหลงรู้สึกสงสัยในตัวของหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นจึงให้เฉินม่อไปสืบความเป็นไปทุกอย่างในหมู่บ้าน จนกระทั่งพบกับความผิดปกติของหัวหน้าหมู่บ้านผู้นั้นเขาดูเหมือนจะไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านธรรมดา ซ้ำยังมีวรยุทธ์เหมือนกับทหารที่ถูกฝึกฝนมานานเสียอย่างนั้น และดูเหมือนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คล้ายจะมีความผิดปกติบางอย่างอีกด้วยหลี่เฟยหลงเมื่อได้ทราบเรื่องกลับไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดต่อ ยามนี้เขาห่วงความปลอดภัยของไป๋ซือเหมี่ยวมากกว่า นางยังคงบาดเจ็บหนัก หากเขาทำอันใดบุ่มบ่ามลงไปอาจจะก่อปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น ยามนี้คงทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยนี้เอาไว้ในใจเสียก่อน จากนั้นค่อยจัดการสะสางในภายหลังผ่านไปร่วมสามวันในที่สุดไป๋ซือเหมี่ยวก็ฟื้นตื่นขึ้นมา หญิงสาวรู้สึกเจ็บแผลอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ถึงกับลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้ โชคดีที่บาดแผลไม่ได้โดนจุดสำคัญ อีกทั้งท่านหมอก็รักษาอาการบาดเจ็บของนางอย่างเต็มกำลัง

  • ข้าคือนางกำนัลคนโปรดของฮ่องเต้ทรราช   บทที่ 9 ความสามารถที่ซุกซ่อนเอาไว้

    “ซือเหมี่ยว!”หญิงสาวไม่ได้หันมามองเขา แต่กลับดึงร่างของเขาให้มาหลบอยู่ด้านหลังนาง ก่อนที่นางจะยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของนักฆ่าผู้นั้นอย่างแรง แล้วกระชากหอกเล่มนั้นมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะกระโดดเข้าไปหานักฆ่าที่นอนล้มอยู่บนพื้น แล้วแทงปลายหอกเข้าไปที่กลางอกของมันอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักฆ่าคนนั้นก็สิ้นใจตายไปทันทีหลี่เฟยหลงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงไม่น้อย เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะมีวรยุทธ์และสามารถปกป้องตนเองได้ เดิมทีเขาคิดว่านางเป็นเพียงสตรีบอบบางนางหนึ่งเท่านั้นแต่ยามนี้ไม่ใช่เวลามานั่งสงสัยเรื่องใด ชายหนุ่มรีบคว้าดาบของนักฆ่าคนหนึ่งที่นอนตายอยู่บนพื้นขึ้นมาถือเอาไว้ อาศัยจังหวะนี้รีบเข้าไปจัดการนักฆ่าคนอื่นๆต่อทันทีแต่เหล่านักฆ่าดูเหมือนจะเตรียมการมาอย่างดี กลุ่มเก่าตายจากไปนักฆ่ากลุ่มใหม่ก็โผล่มาอย่างรวดเร็ว คนของหลี่เฟยหลงเริ่มล้มตายไปทีละคน เฉินม่อเองก็เริ่มเหนื่อยล้าไม่น้อยแล้ว เขาหันไปมองไป๋ซือเหมี่ยวที่กำลังรับมือกับนักฆ่าคราหนึ่ง เขาไม่ได้แปลกใจเท่าใดนักเพราะเขารู้อยู่แล้วว่านางมีพรสวรรค์ในวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กและนายกองไป๋ก็สอนนางให้เรียนรู้ทุกอย่างยามนี้นางกำลังต่อสู้กับน

  • ข้าคือนางกำนัลคนโปรดของฮ่องเต้ทรราช   บทที่ 8 ซุ่มสังหาร

    ไป๋ซือเหมี่ยวค่อนข้างตื่นเต้นไม่น้อย นับว่านานมากแล้วที่นางไม่ได้ไปไหว้พระบนเขาด้วยเพราะต้องดูแลพี่ชายที่ป่วย และนางก็ไม่มีเงินที่ใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหน ทำให้ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเพื่อดูโลกภายนอกมากเท่าใดนักหญิงสาวเปิดผ้าม่านรถม้าออกเพื่อมองดูบรรยากาศโดยรอบ ก่อนจะพบว่าทิวทัศน์ข้างทางนั้นงดงามเป็นอย่างยิ่ง หลี่เฟยหลงเพียงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อย และไม่ได้เอ่ยอันใดทั้งสิ้นตัวเขาเองก็ไม่ได้ออกจากวังหลวงมาร่วมหลายเดือนแล้วเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ก็มีงานราชกิจมากมายที่ต้องสะสางไม่จบไม่สิ้น เขาแทบไม่มีเวลาได้พักจึงไม่ได้ออกไปที่ใดอีกเลยนับแต่นั้นใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงวัดบนเขาเสียที หลี่เฟยหลงจำได้ว่าวัดบนเขาแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวกันกับที่จวงไท่เฟยเดินทางมาขอพรและกราบไหว้เพื่อระลึกถึงเสด็จพ่อของเขา เมื่อมาถึงก็ได้ทราบว่ายามนี้จวงไท่เฟยกำลังสวดมนต์อยู่ในอาราม รอบด้านมีเหล่าทหารเฝ้าอารักขาอยู่เต็มไปหมด เพราะเขาแต่งกายปิดบังสถานะ ทหารเหล่านั้นจึงจำเขาไม่ได้และไม่ได้ใส่ใจเขามากเท่าใดนักในวัดแห่งนี้มีอารามด้วยกันสองอาราม เขาจึงเลือกพาไป๋ซือเหมี่ยวไปยังอีกอารามหนึ่งที่

  • ข้าคือนางกำนัลคนโปรดของฮ่องเต้ทรราช   บทที่ 7 เยี่ยมบ้าน

    “ฝ่าบาท จวงไท่เฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”เสียงของขันทีด้านนอกปลุกหลี่เฟยหลงให้ตื่นจากภวังค์ความคิด ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไป ก่อนจะเอ่ยตอบขันที“ให้นางไปรอที่ห้องโถง”“พ่ะย่ะค่ะ”ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย จากนั้นเขาก็เดินไปที่ห้องโถงเพื่อพบกับจวงไท่เฟยจวงไท่เฟยนั้นอายุมากไม่ต่างจากฉินไทเฮา พวกนางเข้าวังหลวงมาพร้อมกันและเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อไม่ต่างกัน นางมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดมากนัก และยังชอบสวดมนต์กินเจมาแต่ไหนแต่ไร ใบหน้าของนางงดงามอิ่มเอิบ เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยน แม้นางจะไม่เคยก่อปัญหาหรือกลั่นแกล้งเขาเลย แต่เขากลับไม่รู้สึกสนิทใจกับสตรีผู้นี้มากเท่าใดนัก“จวงไท่เฟยมาขอพบข้ามีเรื่องใดหรือ?”เขาเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะทิ้งกายลงนั่งบนที่นั่ง และสั่งให้คนจัดเก้าอี้มาให้จวงไท่เฟย จวงไท่เฟยยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะทิ้งกายลงนั่งและเอ่ยกับเขา“ฝ่าบาท อีกสองวันจะเป็นวันครบรอบสวรรคตหนึ่งปีของอดีตฮ่องเต้ หม่อมฉันจึงอยากจะทูลขอเสด็จออกจากวังหลวงมุ่งหน้าไปยังวัดบนเขา เพื่อสวดขอพรให้พระวิญญ

  • ข้าคือนางกำนัลคนโปรดของฮ่องเต้ทรราช   บทที่ 6 ฝันบอกเหตุอีกครั้ง

    เมื่อหามุมสงบหลบพักได้แล้ว ไป๋ซือเหมี่ยวก็ทิ้งกายลงนั่งพลางทอดสายตามองไปเบื้องหน้าอย่างเลื่อนลอย กว่าจะรู้ตัวก็พบว่าที่นั่งด้านข้างยามนี้ดูเหมือนจะมีใครบางคนกำลังทิ้งกายลงนั่ง เมื่อหญิงสาวหันมามองก็พบว่าเป็นหลี่เฟยหลงนั่นเองเดิมทีเขามาที่นี่นานแล้ว และยังมองเห็นนางแล้วเช่นเดียวกัน วันนี้หญิงสาวดูเหมือนจะไม่สดใสเหมือนเช่นทุกวัน คล้ายกับว่ามีเรื่องราวทุกข์ใจที่ไม่อาจหาทางแก้ไขได้อย่างไรอย่างนั้น“ท่านมานานแล้วหรือ?”ไป๋ซือเหมี่ยวหันมาเอ่ยถามหลี่เฟยหลงก่อนจะยิ้มให้เขาเล็กน้อย หลี่เฟยหลงมองหน้าหญิงสาวครู่หนึ่งพลางเอ่ยตอบ“มาเดินเล่น ช่วงนี้ฝ่าบาททรงไม่มีงานให้ข้าทำ จึงค่อนข้างว่างอย่างยิ่ง”“อ้อ”ไป๋ซือเหมี่ยวขานรับคำหนึ่งและไม่ได้เอ่ยสิ่งใดต่อ ความเงียบที่ผิดปกติของนางทำให้เขารู้สึกไม่ค่อยคุ้นชินเท่าใดนัก ที่ผ่านมานางมักจะมีคำพูดมากมายที่มาพูดสนทนากับเขา แต่วันนี้มันกลับต่างออกไปหลี่เฟยหลงมีท่าทีครุ่นคิดเล็กน้อยก่อนจะเอ่ย“เจ้ามีเรื่องใดไม่สบายใจงั้นหรือ ข้าเห็นเจ้าเอาแต่นิ่งเงียบมาสักพักหนึ่งแล้ว”ไป๋ซือเหมี่ยวหันมามองหลี่เฟยหลง ก่อนจะถอนหายใจออกมาเล็กน้อย เรื่องที่นางคิดจะหยิบยืมเงิน

  • ข้าคือนางกำนัลคนโปรดของฮ่องเต้ทรราช   บทที่ 5 ข่าวจากทางบ้าน

    “เพราะว่าข้าเป็นขันทีที่รับใช้อยู่ข้างกายฝ่าบาท ฝ่าบาททรงเอ็นดูข้ามาก หากข้าออกหน้าแทนเจ้า จางหมัวหมัวย่อมไม่เอาความเจ้าอย่างแน่นอน”ไป๋ซือเหมี่ยวที่ได้ยินเช่นนั้นดวงตาก็เบิกกว้าง แต่เมื่อคิดไตร่ตรองอีกหนนางก็เอ่ยถามเขาทันที“ท่านพูดจริงหรือล้อข้าเล่นกันแน่ ท่านบอกว่าตนเองเป็นขันทีของฝ่าบาทแล้วเหตุใดจึงสวมใส่เสื้อผ้าขาดๆ เช่นนี้เล่า”“ฝ่าบาทชอบให้ข้ารับใช้สวมเสื้อผ้าเก่าๆ ขาดๆ แบบนี้แหละ มันดูตื่นเต้นดี”ไป๋ซือเหมี่ยว “...”นางถึงกับเอ่ยวาจาใดไม่ออกเมื่อได้ยินว่าฮ่องเต้พระองค์นี้มีรสนิยมเช่นไร ช่างแปลกประหลาดไม่เบาเลย เกิดมานางก็เพิ่งเคยพบเคยเจอฮ่องเต้ประเภทนี้“เอาล่ะ ไม่มีใครตามมาแล้ว เจ้ารีบกลับไปเถอะ ข้ายังต้องไปรับใช้ฝ่าบาทอีก”“อืม ท่านก็ระวังตัวด้วยเล่า หากว่าฝ่าบาททรงพิโรธท่านก็ไม่ต้องออกหน้าแทนข้า อย่าได้ลำบากเข้าใจหรือไม่?”“ได้”ไป๋ซือเหมี่ยวแย้มยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะเดินจากไปทันที หลี่เฟยหลงเมื่อเห็นว่าหญิงสาวเดินจากไปไกลจนลับสายตาแล้ว เขาก็เดินออกมาจากโขดหินจำลอง ฉู่กงกงที่ซ่อนตัวอยู่หลังพุ่มไม้เมื่อเห็นเจ้านายเดินออกมาจากโขดหินจำลองแล้วก็รีบวิ่งเข้ามาหาทันที“โธ่ ฝ่าบา

More Chapters
Explore and read good novels for free
Free access to a vast number of good novels on GoodNovel app. Download the books you like and read anywhere & anytime.
Read books for free on the app
SCAN CODE TO READ ON APP
DMCA.com Protection Status