تسجيل الدخولอยู่ดีดี ไป๋ซือเหมี่ยว ก็กลายเป็นนางกำนัลคนโปรดของ หลี่เฟยหลง ฮ่องเต้ที่เหล่าขุนนางกล่าวขานว่าทรราชอย่างไม่ทันตั้งตัว เดิมทีนางคิดว่าเขาคงจะเอาใจยาก หากนางทำสิ่งใดให้ไม่พอใจเขาก็คงจะสั่งโบยสั่งตี แต่ที่ไหนได้เขากลับอ่อนโยนกับนางเป็นอย่างมาก อีกทั้งยังตามใจนางทุกอย่าง แต่บางคราเรื่องราวมันก็ไม่ได้ราบรื่นถึงเพียงนั้น เพราะในความสุขสบายกลับมีเงาดำที่กำลังคืบคลานเข้ามาทำลายความสุขของเขาและนางอย่างไม่รู้ตัว
عرض المزيدแคว้นหลานซาน รัชศกหลงเฟยปีที่หนึ่ง
“ไต้ซือหยวน ท่านแน่ใจหรือว่าหากทำเช่นนี้แล้วจะมีฝนตกลงมาจริงๆ”
หลี่เฟยหลง ฮ่องเต้หนุ่มหันมาเอ่ยถามไต้ซือชราด้วยแววตาที่ไม่อยากจะเชื่อเท่าใดนัก ไต้ซือชราหันมามองเขาก่อนจะยิ้มเต็มใบหน้าและไม่ได้เอ่ยอันใด เพียงทำพิธีกรรมต่อไปอย่างรวดเร็ว หลี่เฟยหลงส่งเสียงเหอะออกมาหนหนึ่ง ก่อนจะแหงนหน้าขึ้นมองท้องฟ้าที่ยามนี้ดูเหมือนจะมืดครึ้มลงอย่างเห็นได้ชัด
เขาคือฮ่องเต้แห่งแคว้นหลานซาน หลังจากที่เสด็จพ่อสวรรคตไปเมื่อหนึ่งปีก่อน เขาก็ขึ้นครองราชย์เป็นฮ่องเต้พระองค์ใหม่และสถาปนารัชศกใหม่เป็นหลงเฟยปีที่หนึ่ง เดิมทีเขามีชาติกำเนิดต่ำต้อยนัก เพราะเกิดจากนางสนมต่ำศักดิ์ผู้หนึ่งที่เสด็จพ่อทรงหลงรัก แต่ทว่าหลังจากที่นางให้กำเนิดเขาออกมาก็สุขภาพไม่ใคร่จะสู้ดีเท่าใดนัก เมื่อเขาอายุได้เก้าขวบมารดาก็สิ้นใจตายจากไป เขาจึงถูกส่งมาให้ฉินฮองเฮาทรงเลี้ยงดู นางไม่มีบุตรชายมีเพียงบุตรสาวคนเดียวนามว่าหลี่ซู่เหมยเท่านั้น
หลังจากเสด็จพ่อจากไปเหล่านางสนมที่ไม่มีบุตรก็ต้องย้ายไปพำนักยังอารามชีตลอดชีวิต ยกเว้นจวงไท่เฟยที่ได้รับการยกเว้นเป็นกรณีพิเศษ นางคืออดีตกุ้ยเฟยที่เสด็จพ่อของเขาทรงโปรดปรานเป็นอย่างมาก หลังจากเสด็จพ่อสวรรคตได้สั่งให้เขาแต่งตั้งนางเป็นไท่เฟย ให้นางใช้ชีวิตอย่างสุขสบายอยู่ในวังหลวงไม่ต้องออกบวชเช่นสนมนางอื่นๆ จวงไท่เฟยไม่มีบุตร ทุกวันนางจะเอาแต่กินเจสวดมนต์อยู่ในตำหนัก ไม่ค่อยออกมาพบหน้าผู้คนมากเท่าใดนัก
ชายหนุ่มละสายตาจากท้องฟ้าที่มืดครึ้มเบื้องหน้าก่อนจะหันไปมองฉินไทเฮาที่กำลังนั่งดื่มสุราอยู่
“เสด็จแม่ ท่านเมาแล้ว ทรงกลับตำหนักไปเถอะ อย่ามานั่งอยู่ตรงนี้ให้อับอายสายตาผู้คนเลย เป็นถึงไทเฮาแต่เมาทุกวัน มันใช้ได้เสียที่ไหน”
ฉินไทเฮาเมื่อได้ยินก็ถลึงตาใส่หลี่เฟยหลงปราดหนึ่ง พลางก่นด่าอยู่ในใจว่าลูกเลี้ยงเวรเป็นร้อยเป็นพันครั้ง นางเลี้ยงมันมาตั้งแต่เท้าเท่าฝาหอย แต่มันกลับเถียงนางฉอดๆ ช่างน่าตบปากยิ่งนัก
“ข้าไม่ได้ดื่มบนหัวเจ้าเสียหน่อย จะร้อนใจไปไย”
“ถึงแม้เสด็จแม่อยากจะนั่งดื่มบนหัวข้าเพียงใด ท่านก็คงทำไม่ได้หรอก เพราะข้าเป็นฮ่องเต้”
“ฝ่าบาททรงเติบโตแล้ว ช่างบัดซบยิ่งนัก”
“ขอบพระทัยเสด็จแม่ที่กล่าวชม”
ฉินไทเฮาเบ้ปากคราหนึ่ง แม้จะไม่สบอารมณ์ที่หลี่เฟยหลงชอบเอ่ยวาจาเหน็บแนม แต่ช่วงหลายวันนี้นางกลับรู้สึกว่าเขาดูเหมือนจะเชื่อฟังนางมากกว่าแต่ก่อน
ฉินไทเฮาวางจอกสุราในมือลงก่อนจะให้นางกำนัลประคองกลับตำหนักไปทันทีโดยไม่รอชื่นชมเรื่องสนุกอันใดนั่นอีก หลี่เฟยหลงยิ้มออกมาเล็กน้อย ฉินไทเฮากับเขานั้นแม้ความสัมพันธ์ภายนอกดูเหมือนจะไม่ค่อยลงรอยกัน ซ้ำยังชอบเอ่ยวาจาเหน็บแนมกันไม่หยุด แต่เขารู้ดีว่านางรักเขาราวกับบุตรแท้ๆ หากไม่มีนางคอยช่วยเหลือ มีหรือเขาที่เป็นองค์ชายผู้ไร้คนสนับสนุนจะก้าวขึ้นมาถึงจุดนี้ได้
บุญคุณที่เลี้ยงดูมากล้นมหาศาลยิ่งกว่าการให้กำเนิด เขาเองก็รักใคร่นางราวกับมารดาแท้ๆ
เมื่อฉินไทเฮาเสด็จกลับไปแล้ว หลี่เฟยหลงก็หันกลับมามองไต้ซือหยวนปราดหนึ่ง ก่อนจะพบว่ายามนี้ชายชรากำลังบริกรรมคาถาบางอย่าง ก่อนจะโยนสมุนไพรหลายชนิดลงไปในโอ่งน้ำมังกรสีทองที่ตั้งอยู่กลางลานพิธี ก่อนหน้านี้เกิดเหตุการณ์ฝนฟ้าไม่ตกต้องตามฤดูกาล เสด็จแม่จึงเสนอความคิดเห็นว่าเขาควรจะทำพิธีขอฝนเสียหน่อย เดิมทีเขาไม่ค่อยเชื่อเรื่องพวกนี้เท่าใดนัก แต่เพราะคร้านจะทะเลาะกับฉินไทเฮาเขาจึงตกปากรับคำยอมทำพิธีการในครั้งนี้
ใช้เวลาไม่นานพิธีการต่างๆ ก็แล้วเสร็จ หลี่เฟยหลงถอนหายใจออกมาด้วยความเบื่อหน่ายก่อนจะเดินกลับตำหนักของตนเองไปทันที เมื่อมาถึงก็พบกับฉู่กงกงที่กำลังยืนรออยู่ที่ด้านหน้าตำหนักมังกรสวรรค์พอดี ฉู่กงกงเป็นคนเก่าแก่ของเสด็จพ่อ หลังจากเสด็จพ่อจากไป ฉู่กงกงก็คอยดูแลเขามาโดยตลอด แม้จะแก่ชรามากแล้วแต่กลับมีความจำดีและหูตาก็ยังไม่ฝ้าฟาง อีกทั้งยังรับใช้เขาด้วยความซื่อสัตย์เสมอมา
“ตาแก่ฉู่ มองข้าเช่นนี้ด้วยเหตุอันใดกัน?”
เขาเอ่ยถามฉู่กงกงด้วยความสงสัย ฉู่กงกงยิ้มเต็มใบหน้าก่อนจะเอ่ยตอบ
“นางกำนัลกลุ่มใหม่ที่จะมารับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์กระหม่อมได้ทำการคัดเลือกมาแล้วพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าดีกว่านางกำนัลชุดก่อนหน้านี้อย่างแน่นอน ฝ่าบาทโปรดทรงวางพระทัยได้"
หลี่เฟยหลงเมื่อได้ยินดังนั้นก็ส่งเสียงหัวเราะหึๆ ในลำคอหนหนึ่ง ดีกับผีเถอะ! นางกำนัลแต่ละคนที่มาคอยรับใช้เขานั้น มักจะหาทางยั่วยวนเขาสารพัด พวกนางไม่เพียงไม่รับใช้ให้ดียังอยากเปลี่ยนสถานะของตนเองเพื่อปีนขึ้นสู่ที่สูง จึงถูกเขาสั่งลงโทษไปหลายคน หนึ่งปีมานี้เขาเปลี่ยนนางกำนัลไปหลายคนแล้วเพราะไม่ชอบนิสัยที่พวกนางหวังจะไต่เต้าขึ้นไปสู่ที่สูง
แม้เขาจะยังไม่มีสตรีที่ชอบพออยู่ในใจ ฮองเฮาและเหล่าสนมก็ยังไม่แต่งตั้ง แต่ไม่ได้หมายความว่าเขาจะคว้าสตรีใดเข้ามาอยู่ในวังหลังก็ได้
“ดีของเจ้า ข้าไม่ค่อยอยากจะเชื่อเลยตาแก่ฉู่”
ฉู่กงกงที่ได้ยินดังนั้นก็แทบสำลักน้ำลายตัวเองทันที
“ฝ่าบาท ครั้งนี้กระหม่อมคัดแล้วคัดอีกจริงๆนะพ่ะย่ะค่ะ รับรองว่าจะต้องถูกใจฝ่าบาทอย่างแน่นอนพ่ะย่ะค่ะ”
“ช่างเถอะ หากพวกนางทำงานได้ไม่ดี ข้าก็เพียงไล่ออกไปเท่านั้น เอาล่ะเจ้าออกไปเถอะ ข้าจะนอนงีบเสียหน่อย”
เอ่ยจบเขาก็ทิ้งตัวลงนอนบนเตียงทันทีโดยไม่สนใจสิ่งใดอีก ฉู่กงกงเมื่อเห็นเช่นนั้นจึงไล่นางกำนัลขันทีออกไปจนหมดและสั่งห้ามไม่ให้เข้ามารบกวนเวลาบรรทมของฝ่าบาทอย่างเด็ดขาด
เดิมทีการได้นอนพักควรจะดีต่อสุขภาพยิ่งนัก แต่อยู่ๆหลี่เฟยหลงที่กำลังนอนหลับกลับผุดลุกขึ้นมานั่ง เหงื่อเม็ดเล็กผุดซึมขึ้นมาเต็มใบหน้าของเขา
ฝันเช่นนั้นอีกแล้ว?
ชายหนุ่มพึมพำในใจก่อนจะยกมือขึ้นมานวดที่หว่างคิ้วของตน ฝันเสมือนจริงนั่นช่างน่ากลัวยิ่งนัก เขาฝันเห็นเรื่องราวเหล่านั้นซ้ำแล้วซ้ำเล่า จนกระทั่งเริ่มรู้สึกว่ามันเป็นความจริง เขาถอนหายใจออกมาหนักๆดวงตาคมฉายแววเย็นเยียบขึ้นมาชั่วขณะ
อีกด้านหนึ่งในวังหลวง ยามนี้เหล่านางกำนัลน้อยที่เพิ่งผ่านการคัดเลือกให้มารับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์ต่างจิตใจไม่อยู่กับตัว พวกนางบางคนถึงกับลอบวางแผนการว่าจะทำอย่างไรให้ฝ่าบาทรูปงามทรงหันมาชายตามองตน เพื่อที่พวกนางจะได้บินขึ้นไปกลายเป็นหงส์เสียที ช่างแตกต่างจากไป๋ซือเหมี่ยวที่เอาแต่ยืนทำหน้าเบื่อหน่ายอยู่ในกลุ่มนางกำนัลเพียงลำพัง
นางคือบุตรสาวของนายทหารต่ำต้อยผู้หนึ่งเท่านั้น บิดาของนางเป็นเพียงนายกองเล็กๆ อยู่ในค่ายทหารของแคว้นหลานซาน ซ้ำยังไม่เห็นลู่ทางในการได้เลื่อนตำแหน่งกับเขาเสียที ส่วนมารดาของนางเป็นแม่ค้าขายผักอยู่ที่ตลาด นางมีพี่ชายหนึ่งคนที่สุขภาพป่วยไข้ไม่สู้ดี ต้องใช้เงินหลายสิบตำลึงในการรักษา ครอบครัวของนางลำบากมาก นางจึงตัดสินใจขายตนเองเข้ามาในวังหลวงเพื่อแลกกับเงินก้อนหนึ่งเพื่อนำไปใช้เลี้ยงดูสมาชิกคนอื่นๆในครอบครัว โดยมีหัวหน้าขันทีผู้หนึ่งที่พอจะรู้จักคุ้นเคยกับบิดาของนางมาช่วยจัดการเรื่องนี้ให้ หัวหน้าขันทีผู้นี้เคยเป็นสหายวัยเด็กของท่านพ่อนาง เพราะยากจนเหมือนกันจึงต้องเข้าวังหลวงไปเป็นขันทีและยังคงติดต่อกับบิดาของนางอยู่เสมอ จึงช่วยเป็นธุระจัดการให้ แม้บิดามารดาจะไม่เห็นด้วยแต่เพราะไป๋ซือเหมี่ยวยืนยันหนักแน่นแล้วพวกเขาจึงไม่อาจปรามนางได้
ด้านหัวหน้าขันทีผู้นั้นหลังจากช่วยนางเข้าวังหลวงแล้วต่อมาไม่นานก็ล้มป่วยและสิ้นใจตายจากไปด้วยโรคประจำตัว
เมื่อเข้าวังหลวงมาแล้วนางย่อมต้องเรียนรู้กฎระเบียบอย่างหนัก ช่วงที่นางเข้ามาอยู่ในวังหลวงเป็นช่วงที่ผลัดเปลี่ยนแผ่นดินพอดี ฮ่องเต้พระองค์เก่าเสด็จสวรรคต และฮ่องเต้พระองค์ใหม่ก็ทรงขึ้นครองราชย์ต่อ และยังต้องมีการเปลี่ยนข้ารับใช้ใหม่ทั้งหมด จางหมัวหมัวจึงต้องเลือกหานางกำนัลที่รู้งานไปคอยรับใช้ฮ่องเต้พระองค์ใหม่ ใครจะคาดคิดกันว่าอยู่ดีดีนางก็ได้รับคัดเลือกให้เข้าไปรับใช้ที่ตำหนักมังกรสวรรค์
นี่คือเรื่องที่เกินความคาดหมายของนางไม่น้อยเลย ตำหนักมังกรสวรรค์คือที่ประทับของฝ่าบาท นางไม่หวังสูงว่าจะได้รับความโปรดปรานจากเขาจนได้เลื่อนขั้นเป็นถึงนางสนมชั้นสูง นางเพียงหวังว่าฝ่าบาทจะทรงใจดีมีเมตตา นางจะได้ใช้ชีวิตอยู่ในวังหลวงได้อย่างราบรื่นไร้กังวล
ปีนี้นางอายุสิบเจ็ดปีแล้ว ในวังหลวงมีกฎว่าหากนางกำนัลอายุครบยี่สิบห้าปีก็จะสามารถออกจากวังหลวงได้ เช่นนั้นนางก็ต้องรับใช้เจ้านายให้ดี ต่อไปจะได้ออกจากวังหลวงไปอย่างสง่าผ่าเผย
เมื่อคิดได้เช่นนั้น สีหน้าของไป๋ซือเหมี่ยวจึงดีขึ้นไม่น้อย
“เอาล่ะ พวกเจ้าจงเตรียมตัวให้ดี รอฟังคำสั่งจากฝ่าบาทเพื่อที่จะได้เข้าไปรับใช้ในตำหนักมังกรสวรรค์ จงจำเอาไว้ว่าอย่าหาเรื่องใส่ตัวเด็ดขาด มีหน้าที่อะไรก็ทำหน้าที่นั้นไป อย่าได้คิดก่อเรื่องเด็ดขาด เข้าใจหรือไม่?”
“เจ้าค่ะ”
เหล่านางกำนัลน้อยต่างพากันตอบรับคำอย่างพร้อมเพรียง ทั้งที่ในใจนั้นลอบวางแผนการสารพัด เมื่อจางหมัวหมัวจากไปแล้ว พวกนางก็รีบกลับมายังห้องพักก่อนจะจับกลุ่มพูดคุยกันอย่างออกรส
เพราะไป๋ซือเหมี่ยวมีฐานะต่ำต้อยพวกนางจึงไม่อยากจะสนทนาด้วยเท่าใดนัก นางจึงไม่มีสหายเลยแม้แต่คนเดียว เพราะคุณหนูเหล่านั้นต่างเป็นบุตรขุนนางขั้นห้า หรือไม่ก็เป็นบุตรสาวคหบดีที่มีฐานะทั้งสิ้น ไม่แปลกเลยที่พวกนางจะไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับไป๋ซือเหมี่ยว
เพราะช่วงนี้ยังไม่มีอันใดให้ทำมากนัก ไป๋ซือเหมี่ยวจึงเดินออกจากเรือนพักเพื่อไปรับลมที่ด้านนอก ยามนี้เป็นช่วงเย็นย่ำ ดวงอาทิตย์เริ่มลาลับขอบฟ้าเหลือไว้เพียงแสงสีเหลืองส้มทองที่อาบย้อมผืนฟ้า รอบๆวังหลวงเริ่มจุดคบไฟทั่วทั้งบริเวณแล้ว ไป๋ซือเหมี่ยวเดินมุ่งหน้าไปเรื่อยๆ ก่อนจะมาหยุดอยู่ที่ใต้ต้นไม้ต้นหนึ่ง หญิงสาวทิ้งกายลงนั่งก่อนจะพิงกายกับต้นไม้ พลางทอดสายตามองดูแม่น้ำสายเล็กที่ตัดผ่านวังหลวงเบื้องหน้าด้วยความเงียบเหงาในใจ
นางคิดถึงทุกคนในบ้านของตน เดิมทีนางไม่อยากเข้าวังหลวงมาเป็นนางกำนัล แต่เพราะนางไม่มีหนทางแล้วจริงๆ เดิมทีมีคหบดีแก่ผู้หนึ่งอยากจะรับนางเป็นอนุภรรยาและยังบอกว่าจะช่วยรักษาพี่ชายของนางให้หายดี แต่เพราะนางไม่อยากเป็นอนุภรรยาของเขาจึงเลือกที่จะเข้าวังหลวงมาเป็นนางกำนัลดีกว่า อย่างไรเสียก็ยังดีกว่าต้องไปเป็นอนุต่ำต้อยของผู้อื่น
ในขณะที่หญิงสาวกำลังนั่งเหม่อมองสิ่งใดไปเรื่อยเปื่อย กลับมีบุรุษผู้หนึ่งดำผุดดำว่ายอยู่ในแม่น้ำเบื้องหน้า ไป๋ซือเหมี่ยวสะดุ้งจนกรีดร้องออกมาทันที
“ว๊าย! แม่แหก แหกแล้วแหกอีก แหกจนฉีก แม่เจ้าโว้ย!”
เมื่อตั้งสติได้นางจึงพบว่าชายหนุ่มตรงหน้าดูเหมือนจะมีใบหน้าซีดเผือดกว่าปกติ เหมือนว่าเขาจะจมน้ำอย่างไรอย่างนั้น ไป๋ซือเหมี่ยวตกใจมาก นางหันมองซ้ายมองขวาก่อนจะตัดสินใจกระโดดลงไปช่วยเขาทันที
สายน้ำช่วงต้นฤดูใบไม้ผลิช่างเย็นเฉียบจนน่าตกใจ ทำเอานางรู้สึกหนาวสั่นสะท้านไปทั่วทั้งตัว หญิงสาวกัดฟันว่ายน้ำเข้าไปหาเขา ก่อนจะยื่นมือไปคว้าเสื้อผ้าของเขาเอาไว้ แต่เพราะเสื้อผ้าของเขาลื่นเกินไปนางจึงคว้าจับตัวเขาไม่ถนัด หญิงสาวจึงตัดสินใจคว้าจับเส้นผมของเขาเอาไว้แน่นและลากขึ้นมาบนฝั่งอย่างทุลักทุเล
“แค่ก! แค่ก! พี่ชาย ท่านเป็นเช่นไรบ้าง?”
นางเอ่ยไปพลางไอออกมาไม่หยุด ก่อนจะหันมามองและพบว่าชายหนุ่มผู้นั้นกำลังนอนอยู่บนพื้นหญ้าพลางหันมาจ้องมองนางเขม็งอย่างเอาเรื่อง แต่นางกลับคิดว่าเขาตกใจจนใบหน้าเป็นเช่นนั้น จึงรีบเข้าไปช่วยประคองเขาขึ้นมานั่ง ก่อนจะสังเกตเห็นว่ายามนี้เขาสวมชุดขันทีอยู่ ดูแล้วน่าจะเป็นขันทีที่รับใช้อยู่ในวังหลวงเช่นเดียวกันกับนาง
“พี่ชาย ท่านดีขึ้นแล้วหรือยัง หายใจลึกๆ ไหนข้าขอดูหน่อยว่าท่านหายใจสะดวกหรือไม่ มาเถิด เดี๋ยวข้าจะช่วยทุบหลังให้ท่านเอง ท่านจะได้รู้สึกดีขึ้น”
เอ่ยจบนางก็ใช้กำปั้นกระหน่ำทุบลงมาที่แผ่นหลังของเขาหลายสิบครั้งจนชายหนุ่มหน้าเขียวคล้ำ ก่อนจะเอ่ยออกมาอย่างติดๆขัดๆ
“นะ...น้ำออกหมดแล้ว”
ไป๋ซือเหมี่ยวดีใจมาก ก่อนจะถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หลี่เฟยหลงปรายตามองนางกำนัลตรงหน้าด้วยแววตาที่เย็นเยียบปราดหนึ่ง สตรีบัดซบ! เขากำลังทดลองดำผุดดำว่ายอยู่ในแม่น้ำแท้ๆ แต่นางกลับมาขัดจังหวะเขาเสียได้ ไม่เพียงเท่านั้นนางยังกระชากผมเขาเต็มแรงแล้วยังทุบหลังเขาไม่หยุด ช่างบังอาจยิ่งนัก!
ไม่นานก็มีเหล่าองครักษ์วิ่งกรูกันเข้ามา แต่เมื่อเห็นเขาส่งสายตาปรามพลางส่ายหน้าเบาๆ องครักษ์เหล่านั้นจึงล่าถอยกลับไปยืนอยู่ที่เดิม จากนั้นเขาก็ลอบมองนางกำนัลตัวดีตรงหน้าหนหนึ่ง
เขาจะไม่บอกฐานะที่แท้จริงกับนางหรอก เขาอยากจะรู้ว่านางคิดจะทำอันใดกันแน่ ที่ผ่านมาเขาเคยเจอสตรีมาหลายประเภท สตรีเจ้าเล่ห์ที่เสแสร้งเช่นนี้เขาล้วนเคยพบเจอมาหมดแล้ว
ไป๋ซือเหมี่ยวไม่ได้รู้เรื่องรู้ราวเลยว่าตัวเองตกเป็นเป้าหมายในแผนการของหลี่เฟยหลงเข้าเสียแล้ว นางหันมามองเขาก่อนจะเอ่ย
“ท่านเป็นขันทีเหรอ แล้วไปที่ไหนมาเหตุใดถึงตกน้ำเช่นนี้ได้เล่า?”
หลี่เฟยหลงชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะนึกขึ้นมาได้ว่ายามนี้ตนยังคงสวมชุดขันทีเอาไว้เพราะอยากลองทำสิ่งแปลกใหม่ดูบ้าง
“ข้ามาเก็บดอกบัวให้เจ้านายนะ แต่กลับพลัดตกน้ำเสียได้”
ไป๋ซือเหมี่ยวเมื่อได้ฟังดังนั้นก็ทำหน้าเศร้าใจ ก่อนจะเอ่ยกับเขาอย่างนึกเวทนา
“ช่างน่าสงสารยิ่งนัก ถูกตอนยังไม่พอ ยังต้องมาตกน้ำอีก ข้าล่ะเวทนาท่านจริงๆ ขอให้ชาติหน้าท่านเกิดมาสุขสบาย ไม่ต้องเข้าวังหลวงมาถูกตอนความเป็นชายออกอีกนะ”
หลี่เฟยหลง “........”
มารดามันเถอะ! นี่นางอวยพรหรือกำลังแช่งให้เขาตายเร็วๆ กันแน่ ถูกตอนอันใดกัน น้องชายของเขายังอยู่ครบดี อีกทั้งมันยังยาวมากอีกด้วย!
ไอหยา! มันใช่เวลามาอวดความยาวตอนนี้ไหมเล่า!
ไป๋ซือเหมี่ยวหมดสติไปร่วมสามวันเต็มๆ ระหว่างนี้หลี่เฟยหลงและเฉินม่อที่อยู่ในหมู่บ้านแห่งนี้ก็ได้สืบทราบเบาะแสบางอย่างเข้าโดยบังเอิญในหมู่บ้านแห่งนี้มีหัวหน้าหมู่บ้านอยู่คนหนึ่ง เขาค่อนข้างที่จะเจ้าอารมณ์ไม่น้อยเลย หลี่เฟยหลงรู้สึกสงสัยในตัวของหัวหน้าหมู่บ้านคนนั้นจึงให้เฉินม่อไปสืบความเป็นไปทุกอย่างในหมู่บ้าน จนกระทั่งพบกับความผิดปกติของหัวหน้าหมู่บ้านผู้นั้นเขาดูเหมือนจะไม่ใช่หัวหน้าหมู่บ้านธรรมดา ซ้ำยังมีวรยุทธ์เหมือนกับทหารที่ถูกฝึกฝนมานานเสียอย่างนั้น และดูเหมือนว่าหมู่บ้านแห่งนี้คล้ายจะมีความผิดปกติบางอย่างอีกด้วยหลี่เฟยหลงเมื่อได้ทราบเรื่องกลับไม่ได้ลงมือทำสิ่งใดต่อ ยามนี้เขาห่วงความปลอดภัยของไป๋ซือเหมี่ยวมากกว่า นางยังคงบาดเจ็บหนัก หากเขาทำอันใดบุ่มบ่ามลงไปอาจจะก่อปัญหาตามมาไม่จบไม่สิ้น ยามนี้คงทำได้เพียงเก็บงำความสงสัยนี้เอาไว้ในใจเสียก่อน จากนั้นค่อยจัดการสะสางในภายหลังผ่านไปร่วมสามวันในที่สุดไป๋ซือเหมี่ยวก็ฟื้นตื่นขึ้นมา หญิงสาวรู้สึกเจ็บแผลอยู่บ้าง แต่ไม่ได้ถึงกับลุกขึ้นจากเตียงไม่ได้ โชคดีที่บาดแผลไม่ได้โดนจุดสำคัญ อีกทั้งท่านหมอก็รักษาอาการบาดเจ็บของนางอย่างเต็มกำลัง
“ซือเหมี่ยว!”หญิงสาวไม่ได้หันมามองเขา แต่กลับดึงร่างของเขาให้มาหลบอยู่ด้านหลังนาง ก่อนที่นางจะยกเท้าถีบเข้าไปที่กลางอกของนักฆ่าผู้นั้นอย่างแรง แล้วกระชากหอกเล่มนั้นมาถือเอาไว้ในมือ ก่อนจะกระโดดเข้าไปหานักฆ่าที่นอนล้มอยู่บนพื้น แล้วแทงปลายหอกเข้าไปที่กลางอกของมันอย่างรวดเร็ว ไม่นานนักฆ่าคนนั้นก็สิ้นใจตายไปทันทีหลี่เฟยหลงมองภาพตรงหน้าด้วยความตกตะลึงไม่น้อย เขาไม่เคยคิดเลยว่านางจะมีวรยุทธ์และสามารถปกป้องตนเองได้ เดิมทีเขาคิดว่านางเป็นเพียงสตรีบอบบางนางหนึ่งเท่านั้นแต่ยามนี้ไม่ใช่เวลามานั่งสงสัยเรื่องใด ชายหนุ่มรีบคว้าดาบของนักฆ่าคนหนึ่งที่นอนตายอยู่บนพื้นขึ้นมาถือเอาไว้ อาศัยจังหวะนี้รีบเข้าไปจัดการนักฆ่าคนอื่นๆต่อทันทีแต่เหล่านักฆ่าดูเหมือนจะเตรียมการมาอย่างดี กลุ่มเก่าตายจากไปนักฆ่ากลุ่มใหม่ก็โผล่มาอย่างรวดเร็ว คนของหลี่เฟยหลงเริ่มล้มตายไปทีละคน เฉินม่อเองก็เริ่มเหนื่อยล้าไม่น้อยแล้ว เขาหันไปมองไป๋ซือเหมี่ยวที่กำลังรับมือกับนักฆ่าคราหนึ่ง เขาไม่ได้แปลกใจเท่าใดนักเพราะเขารู้อยู่แล้วว่านางมีพรสวรรค์ในวรยุทธ์มาตั้งแต่เด็กและนายกองไป๋ก็สอนนางให้เรียนรู้ทุกอย่างยามนี้นางกำลังต่อสู้กับน
ไป๋ซือเหมี่ยวค่อนข้างตื่นเต้นไม่น้อย นับว่านานมากแล้วที่นางไม่ได้ไปไหว้พระบนเขาด้วยเพราะต้องดูแลพี่ชายที่ป่วย และนางก็ไม่มีเงินที่ใช้ในการเดินทางไปไหนมาไหน ทำให้ไม่ได้ออกไปเปิดหูเปิดตาเพื่อดูโลกภายนอกมากเท่าใดนักหญิงสาวเปิดผ้าม่านรถม้าออกเพื่อมองดูบรรยากาศโดยรอบ ก่อนจะพบว่าทิวทัศน์ข้างทางนั้นงดงามเป็นอย่างยิ่ง หลี่เฟยหลงเพียงจ้องมองหญิงสาวตรงหน้าเล็กน้อย และไม่ได้เอ่ยอันใดทั้งสิ้นตัวเขาเองก็ไม่ได้ออกจากวังหลวงมาร่วมหลายเดือนแล้วเช่นเดียวกัน ตั้งแต่ขึ้นครองราชย์ก็มีงานราชกิจมากมายที่ต้องสะสางไม่จบไม่สิ้น เขาแทบไม่มีเวลาได้พักจึงไม่ได้ออกไปที่ใดอีกเลยนับแต่นั้นใช้เวลาเดินทางไม่นานก็มาถึงวัดบนเขาเสียที หลี่เฟยหลงจำได้ว่าวัดบนเขาแห่งนี้เป็นสถานที่เดียวกันกับที่จวงไท่เฟยเดินทางมาขอพรและกราบไหว้เพื่อระลึกถึงเสด็จพ่อของเขา เมื่อมาถึงก็ได้ทราบว่ายามนี้จวงไท่เฟยกำลังสวดมนต์อยู่ในอาราม รอบด้านมีเหล่าทหารเฝ้าอารักขาอยู่เต็มไปหมด เพราะเขาแต่งกายปิดบังสถานะ ทหารเหล่านั้นจึงจำเขาไม่ได้และไม่ได้ใส่ใจเขามากเท่าใดนักในวัดแห่งนี้มีอารามด้วยกันสองอาราม เขาจึงเลือกพาไป๋ซือเหมี่ยวไปยังอีกอารามหนึ่งที่
“ฝ่าบาท จวงไท่เฟยมาขอเข้าเฝ้าพ่ะย่ะค่ะ”เสียงของขันทีด้านนอกปลุกหลี่เฟยหลงให้ตื่นจากภวังค์ความคิด ชายหนุ่มหลับตาลงช้าๆ เพื่อไล่ความคิดฟุ้งซ่านนี้ออกไป ก่อนจะเอ่ยตอบขันที“ให้นางไปรอที่ห้องโถง”“พ่ะย่ะค่ะ”ชายหนุ่มลุกขึ้นจากเตียงก่อนจะจัดเครื่องแต่งกายให้เรียบร้อย จากนั้นเขาก็เดินไปที่ห้องโถงเพื่อพบกับจวงไท่เฟยจวงไท่เฟยนั้นอายุมากไม่ต่างจากฉินไทเฮา พวกนางเข้าวังหลวงมาพร้อมกันและเป็นที่โปรดปรานของเสด็จพ่อไม่ต่างกัน นางมีนิสัยเรียบร้อยอ่อนหวาน ไม่ค่อยสุงสิงกับผู้ใดมากนัก และยังชอบสวดมนต์กินเจมาแต่ไหนแต่ไร ใบหน้าของนางงดงามอิ่มเอิบ เปี่ยมไปด้วยความเมตตาและอ่อนโยน แม้นางจะไม่เคยก่อปัญหาหรือกลั่นแกล้งเขาเลย แต่เขากลับไม่รู้สึกสนิทใจกับสตรีผู้นี้มากเท่าใดนัก“จวงไท่เฟยมาขอพบข้ามีเรื่องใดหรือ?”เขาเอ่ยถามนางด้วยน้ำเสียงเรียบๆ ก่อนจะทิ้งกายลงนั่งบนที่นั่ง และสั่งให้คนจัดเก้าอี้มาให้จวงไท่เฟย จวงไท่เฟยยิ้มให้เขาเล็กน้อยก่อนจะทิ้งกายลงนั่งและเอ่ยกับเขา“ฝ่าบาท อีกสองวันจะเป็นวันครบรอบสวรรคตหนึ่งปีของอดีตฮ่องเต้ หม่อมฉันจึงอยากจะทูลขอเสด็จออกจากวังหลวงมุ่งหน้าไปยังวัดบนเขา เพื่อสวดขอพรให้พระวิญญ

















