Masuk“ข้าเห็นเจ้าตบหน้าตนเองก็นึกว่ามีตัวอะไรมาเกาะแค่เพียงจะช่วยดูก็เท่านั้น คิดว่าข้าจะไปทำอะไรเจ้าได้กัน”
นางพูดจบก็ละความสนใจจากเขาก่อนจะหันไปจ้องมองบุรุษหนุ่มผู้นั้นอีกครั้ง
“ท่านจะซื้อกำไลหยกจากข้าจริงๆ น่ะหรือ”
“ใช่แล้ว”
“เช่นนั้นข้าคิดราคาท่านสองพันอีแปะเท่านั้น”
“ได้อย่างไรกันของซื้อของขายนะ เจ้าเอาแต่ลดราคาเช่นนี้แล้วเมื่อไหร่จะได้กำไรเสียทีเล่าข้าจะจ่ายให้เจ้าเต็มจำนวน ไม่สิข้าให้เจ้าหนึ่งตำลึงสำหรับของล้ำค่าพวกนี้เลย”
ในขณะที่หลิวซือซือยังคงงุนงงและตกตะลึงกับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นและไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด บุรุษตรงหน้าก็จัดแจงยัดเงินใส่มือของนางแล้วหยิบเอากำไลหยกไปถือเอาไว้เหมือนกลัวใครจะช่วงชิงไปอย่างไรอย่างนั้น
'บ้าไปแล้วกำไลแค่ไม่กี่ชิ้นยอมจ่ายถึงหนึ่งตำลึงเลยหรือ'
อี้ซวนที่ยืนอยู่ด้านข้างของนางก็เอาแต่จ้องมองชายตรงหน้าก่อนจะหรี่ตาลงแล้วเอ่ยไปว่า
“นี่ตอนแรกข้าคิดว่าเจ้าเป็นพวกเดียวกันกับนางแต่เวลานี้คงไม่ใช่แล้วกระมัง เจ้านั่นล่ะไปได้เงินมากมายมาจากไหนกันกำไลแค่ไม่กี่ชิ้นยอมจ่ายถึงหนึ่งตำลึงเจ้ามันบ้าไปแล้ว”
“ใช่ ข้ารับไว้ไม่ได้หรอกเจ้าค่ะ”
หลิวซือซือหมายจะยื่นเงินคืนไปให้เขาแต่ชายผู้นั้นกลับถอยหลังก่อนจะแย้มยิ้มให้นาง
"แม่นางเจ้าอย่าได้กังวลไปเงินนี้หาใช่ของข้าไม่"
"อ้าว!/อ้าว!"
ท่ามกลางเสียงอุทานด้วยความตกใจของกลุ่มคนที่ยืนตรงหน้า บุรุษผู้นั้นก็ยกยิ้มขึ้นมาเล็กน้อยก่อนจะเอ่ยต่อไปว่า
"ข้านั้นเป็นบ่าวในจวนนายอำเภอนามว่า ซือหยาง ก็เพียงแค่ถูกสั่งการให้หาซื้อเครื่องประดับสำหรับสตรีกลับไปให้ฮูหยินที่จวนก็เท่านั้นเองขอรับ"
"อ่อ เป็นเช่นนี้นี่เอง"
เสียงผ่อนลมหายใจของใครหลายคนทำเอาซือหยาง บุรุษหนุ่มหน้าตาทะเล้นในสายตาของหลิวซือซือนั้นอดที่จะขำขันในใจไม่ได้ เขาไล่สายตามองกลุ่มคนตรงหน้าโดยเฉพาะสตรีผู้เป็นเจ้าของใบหน้ารูปไข่ที่ไร้เครื่องประทินโฉมแต่ยังคงงดงามนั้นไม่วางตา
"แม่นางข้านั้นติดตามนายท่านกับฮูหยินไปหลายๆ เมืองมานับไม่ถ้วน เคยเห็นเครื่องประดับมากมายนักแต่กำไลพวกนี้แตกต่างจากที่ข้าเคยเห็นมาข้าให้ท่านหนึ่งตำลึงยังน้อยไปเสียอีก"
“จริงหรือ”
เขายิ้มก่อนจะเอ่ยต่อไปอีกว่า
“นายท่านของข้าคงรอนานแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อนนะขอรับ”
“เดี๋ยวสิ!”
ซือหยางรีบเดินแกมวิ่งไปยังตรอกเล็กๆ ที่อยู่ไม่ไกลจากแผงขายของๆ หลิวซือซือก่อนจะเดินหายวับเข้าไปในซอยนั้นอย่างรวดเร็ว ท่ามกลางความงุนงงของหลิวซือซือและพวกของอี้ซวนเป็นอย่างมาก
นางหันไปมองอี้ซวนก่อนจะสังเกตเห็นว่าใบหน้าของเขานั้นเริ่มมีรอยแดงปรากฎขึ้นมาให้เห็นแล้ว
‘นี่เขาตบหน้าของตนเองแรงถึงเพียงนั้นเลยหรือนี่’
“นี่อี้ซวน”
“อะไร”
“ข้าให้”
“อะไรหรือ”
“ขี้ผึ้งสำหรับรักษาแผลฟกช้ำใช้ดีเลยนะข้าเอาติดตัวไว้ตลอดเลย”
“เอ่อแต่ว่าข้า”
“รับไปเถอะนี่ก็สายมากแล้วข้าต้องรีบกลับบ้าน”
นางยัดขวดยาภายในบรรจุขี้ผึ้งที่มีสรรพคุณในการสมานแผลที่ได้มาจากระบบวิเศษใส่ในมือของอี้ซวน
เพราะมัวแต่ตื่นตกใจที่อยู่ๆ นางแม่มดเช่นนางก็มาจับมือถือแขนเขาโดยไม่มีทีท่ารังเกียจเมื่อได้สติขึ้นมาก็เห็นนางเดินจากไปไกลมากแล้ว
นักเลงประจำตัวเมืองเฉิงตูเช่นเขาเป็นที่รังเกียจของชาวบ้านไม่น้อย ในทุกๆ วันเขาจะออกไปหาเรื่องชาวบ้านขี้เมาหรือพวกที่ชอบทำร้ายคนอื่นแล้วริบเอาเงินมาซื้อของแจกจ่ายแก่คนข้างถนน
วันนี้ในตอนที่กำลังทะเลาะกับหลิวซือซืออยู่นั้นเขาก็แอบฉวยเอาแหวนของนางมาโดยที่ไม่มีใครสังเกตเห็น
แหวนไม้ที่ดูๆ ไปแล้วก็ไม่เห็นจะงดงามหรือมีค่าอะไรเลยแต่เหตุใดนางถึงพกติดตัวเอาไว้เช่นนั้นกัน
ชายหนุ่มรูปร่างสันทัดน่าเกรงขามที่สุดในบรรดาชายฉกรรจ์ของตัวเมืองกำลังลูบคลำที่อกเสื้อของตนเอง แต่แล้วก็ต้องตกใจขึ้นทันใดเมื่อพยายามค้นหาแหวนวงนั้นกลับไม่พบมันเสียอย่างนั้น!
‘หายไปไหน? หรือว่าหล่นลงแถวนี้งั้นหรือ’
เขาเดินหาไปจนทั่วบริเวณที่นางกางแผงขายของนั้นเดินวนไปวนมาหลายรอบ จนบรรดาลูกน้องของเขาถึงกับมองตามด้วยความงุนงงไม่น้อย
“ลูกพี่หาอะไรอยู่หรือ”
“แหวน แหวนไม้อย่างไรเล่าช่วยกันหาเร็วเข้า”
“แหวนไม้อะไรกันแล้วลูกพี่ไปเอามาจากไหน”
“ก็ข้า…”
“หืม “
“มันเรื่องของข้าแต่พวกเจ้าช่วยข้าหาเร็วเข้า ข้าว่ามันต้องหล่นแถวๆ นี้ล่ะ”
เขาค้นหาทุกซอกทุกมุมแม้แต่ก้อนหินเล็กๆ ก็ยังพลิกขึ้นมาหา
'ลูกพี่คงบ้าไปแล้ว'
“ไม่มี เป็นไปได้อย่างไรข้าหยิบมันติดมือมาจริงๆ นี่นา”
เขายกมือหนาหยาบกร้านนั้นขึ้นมามองก่อนจะขมวดคิ้วด้วยความงุนงง
“ไม่มีหรอกขอรับลูกพี่ เอ่อลูกพี่ข้าขอถามท่านๆ ให้อภัยนางแล้วจริงๆ น่ะหรือ”
“พูดมากน่า”
“แต่ว่า”
“หุบปากแล้วกลับบ้านกันได้แล้ว”
“จะกลับเลยหรือขอรับ พวกเรายังไม่ได้”
“หรือพวกเจ้าจะอยู่ให้ทางการมากินหัวอีกงั้นหรือ”
เขาเอ่ยออกมาเสียงอันดังก่อนจ้ำอ้าวทิ้งลูกสมุนให้ยืนมองหน้ากันไปมาด้วยความงุนงงที่เห็นว่าลูกพี่ของพวกเขาเปลี่ยนไป
ตรงหัวมุมถนนมีร่างของใครคนหนึ่งก้าวเดินออกมาจากเงามืดนั้น ในมือก็ถือของบางอย่างเอาไว้
“ฮึ”
เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะจ้องมองคนกลุ่มนั้นภายใต้สายตาเจ้าเล่ห์แฝงแววเย็นยะเยือกคู่นั้น
‘นางไว้ใจเขามากเกินไปหรือไม่นะ’หลิวซือซือว่าจ้างชาวบ้านในบริเวณโดยรอบของเมืองเข้ามาทำงานในฟาร์มผักแห่งใหม่นี้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งไม่ว่าจะปลูกพืชผักใดๆ ก็ไร้หนทางได้เก็บเกี่ยวนั้น นางก็สามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งพืชผักผลไม้มากมายหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยจะมีใครปลูกได้ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด มะเขือเทศลูกใหญ่ทั้งยังมีฟาร์มข้าวสาลีที่เวลานี้เริ่มสุกงอมได้ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว“ซือซือ”เสียงเรียกของผู้เป็นสามีดังแว่วมาแต่ไกลเขาวิ่งมาหานางด้วยความรวดเร็วสีหน้าและแววตาของเขาแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย‘เป็นอะไรของเขา’“แดดแรงเช่นนี้เจ้าออกมาทำไมเล่า”“ข้ามาดูแลคนงานเผื่อ
หลังจากหลิวซือซือแต่งงานออกไปไม่นานก็ได้ยินมาว่าหลิวผิงเอ๋อนั้นถูกฮูหยินนายอำเภอทุบตีทำร้ายเกือบปางตายเพราะหลิวผิงเอ๋อแอบคบชู้กับสามีของนางนั่นเองใบหน้าที่เคยสวยหวานถูกตบตีจนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยมีเลือดฝาดนั้นแตกไปหมด ดวงตาบวบปูดร่างกายถูกทุบตีจนเดินไม่ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้หลิวผิงเอ๋อต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปหลายวัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ นางแท้งลูก!“ท่านพ่อ”“ซือซือเจ้ามาแล้ว ละ…แล้วนั่น”“สามีของข้า ลูกเขยของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“ห๋า ก็ไหนบอกว่า”“ท่านพ่อตาขออภัยที่ข้าไม่ได้บอกท่านแท้จริงแล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุตรชายสกุลโหวนั้นล้วนเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้นออกไปทั้งสิ้น”“อะ อะไรนะ!”“ข้าเพียงแค่อยากเลือกเจ้าสาวผู้ที่จะต้องมาอยู่เคียงข้างกัน
บ้านสกุลโหวหลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อยแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะนางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ผิงเอ๋อเจ้าว่าอะไรนะ”“ข้าเห็นพี่หญิงเอาแต่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับซือหยางคนงานที่มาทำงานในไร่ของเราน่ะเจ้าค่ะ""ท่านพ่อหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะทำให้บ้านของเราเสียหายได้นะเจ้าคะ สัญญาแต่งงานของสกุลหลิวกับสกุลโหวอาจสั่นคลอนได้ของหมั้นที่ทางฝั่งนั้นส่งมาก็อาจถูกริบคืนแว่วว่าท่านพ่อใช้มันไปบางส่วนแล้วไม่ใช่หรือ”หลิวผิงเอ๋อพยายามเป่าหูผู้เป็นบิดาและมารดาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับไล่หลิวซือซือออกไปจากบ้านให้เร็วขึ้นและของทุกอย่างที่เป็นของหลิวซือซือย่อมตกเป็นของนางใบหน้าที่ร้ายกาจของผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในการจับจ้องมองของมารดาตลอดเย่หลันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานนับกี่ปีหลิวผิงเอ๋อก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย นางที่เอาแต่สนใจความสุขสบายของบุตรสาวจนลืมนึกไปว่าควรที่จะสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้
‘สักวันเถอะข้าต้องได้ดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน หลิวซือซือ’เป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลิวผิงเอ๋อไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนทั้งยังไม่ยอมออกมาช่วยงานในไร่เลยสักครั้ง หลิวซือซือครั้นอยากจะเข้าไปดึงนางให้ลุกจากเตียงนอนก็ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะพยายามห้ามนางเอาไว้“ท่านพ่อเหตุใดท่านจึงตามใจนางเช่นนี้กันเล่าเจ้าคะ”“โถ่ซือซือ ผิงเอ๋อเองก็ยังเด็กเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา”“เด็กแบบไหนถึงได้เที่ยวไปนอนกับคนอื่นไปทั่ว”“ซือซือ!”“หรือไม่จริง หากท่านยังตามใจนางเช่นนี้สักวันเถอะนางจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกท่านไม่รู้จบ”“นั่นมันก็เรื่องของพวกข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่คิดว่าเขาจะพูดเ
หลิวซือซือสั่งการให้สาวใช้ของนางจัดการงานที่บ้าน ส่วนนางและพ่อบ้านหลูก็เดินทางไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็วเมื่อทั้งสองมาถึงกลางตลาดก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายลั่นไปทั่วท้องถนนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นหลิวผิงเอ๋อที่กำลังนั่งจมปุกอยู่กลางถนนโดยมีสตรีนางหนึ่งที่ยืนจังก้าท้าวเอวพร้อมทั้งชี้นิ้วตรงมาที่นาง ปากสีแดงสดเอาแต่ร่ายคำด่าออกมาไม่มีหยุด เมื่อสายตาของนางสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งก็หยุดการกระทำนั้นไปทันที หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นก่อนจะเอ่ยปากถามไปว่า“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”“เจ้าควรจะดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้สิซือซือ รู้หรือไม่ว่านางมาวอแวกับสามีของข้า”“อะไรนะ”“ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนกันแล้ววันนี้มีคนมาบอกข้าว่าเห็นนางกับสามีของข้าออกมาจากโรงเตี๊ยมนี่ ข้าจึงตามมาดูแล้วก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”“
อากาศหนาวที่หนาวเย็นจับใจทำให้ชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่มีผู้ใดออกมาทำมาหากินในตอนค่ำเลยสักคน ผู้คนดูจะอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆหลิวซือซือที่นั่งอยู่บนรถม้าโดยมีพ่อบ้านหลูเป็นสารถีขับรถม้าให้ก็เลิกผ้าม่านขึ้นมองเห็นความทุกข์เวทน
หลิวผิงเอ๋อได้เพียงแค่ยืนย่ำเท้ากับพื้นเท่านั้นไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกไปเพราะความจริงแล้วสิ่งที่หลิวซือซือพูดออกมานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด‘ใช่แล้วเวลานี้นางไม่มีความสามารถใดๆ ในการที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้หร
หลังกลับจากในเมืองหลิวซือซือก็มอบหมายให้พ่อบ้านหลูไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเช่าซื้อบ้านว่างหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านหลังนั้น หากจำนวนเงินมีมากพอนางตั้งใจจะซื้อขาดตามที่ตั้งใจเอาไว้พ่อบ้านหลูจัดการตามที่นางสั่งการพร้อมทั้งส่งค
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’“อะแฮ่ม คือว่าพวกข้าเป็นบุรุษใยต้องกลัวคนพวกนั้นกัน ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำอะไรที่นี่”"ข้าหรือ”







