เข้าสู่ระบบ“ฮึ”
เขาหัวเราะในลำคอก่อนจะจ้องมองคนกลุ่มนั้นภายใต้สายตาเจ้าเล่ห์แฝงแววเย็นยะเยือกคู่นั้น
ในมือก็หมุนควงของบางอย่างเล่น…
มันคือแหวนไม้ที่เจ้านักเลงฉวยโอกาสในตอนที่กำลังวุ่นวายกันอยู่นั้นแอบหยิบมาจากสตรีผู้นั้น เขามองตามหัวหน้ากลุ่มนักเลงที่กำลังเดินออกจากตัวเมืองไปด้วยท่าทางหัวเสียก่อนจะยิ้มที่มุมปาก
“ของที่ไม่ใช่ของเจ้าจะช่วงชิงไปได้ง่ายๆ ได้อย่างไรกัน”
“นายน้อยกลับกันเลยหรือไม่ขอรับ ป่านนี้ฮูหยินคงรอท่านนานแล้ว”
“อืม”
เขาเก็บแหวนไม้นั้นไว้ในอกเสื้อก่อนจะเดินจากไปท่ามกลางความวุ่นวายของผู้คนที่มาจับจ่ายซื้อของกันในเช้าวันนี้
บ้านสกุลหลิว
“ท่านพี่เรื่องที่ท่านพ่อเคยทำสัญญากับบ้านสกุลโหวเอาไว้ พวกเราจะทำอย่างไรต่อดีเจ้าคะ”
“เจ้าอย่าเพิ่งพูดเลยกินข้าวกันก่อนเถอะ”
“แต่ว่าในหนังสือสัญญานั้นกล่าวเอาไว้ว่าให้บุตรสาวคนเล็กของสกุลหลิวแต่งงานกับบุตรชายคนเล็กของสกุลโหว เช่นนั้นแล้วไม่ใช่ว่าหมายถึงผิงเอ๋อของเราหรอกหรือ”
หลิวหลงเยี่ยนผู้เป็นบิดาของหลิวซือซือนั้นถอนหายใจออกมาเล็กน้อย คำมั่นสัญญาของท่านปู่จากทั้งสองตระกูลกลายเป็นพันธะผูกพันมาจนถึงรุ่นหลานและผู้เป็นภรรยาที่เขารับเข้ามาในบ้านแทนภรรยาเอกที่สิ้นใจไปก็ดันมีลูกสาวด้วยกันอีกหนึ่งคน
แต่ที่น่ากังวลในเวลานี้คือหลิวผิงเอ๋อ บุตรสาวคนเล็กนั้นไม่ได้ชื่นชอบบุตรชายสกุลโหวแต่อย่างใดแว่วว่าคนผู้นั้นพิกลพิการรูปร่างหน้าตาน่าเกลียดไม่น้อย
เมื่อได้รับรู้ว่าตนต้องแต่งงานกับเขาก็ร้องห่มร้องไห้ทุกวันจนคนเป็นพ่อแม่อดห่วงไม่ได้
เขาละสายตาจากภรรยาก่อนจะหันไปจ้องมองบุตรสาวคนโตที่นั่งกินอาหารเงียบๆ ไม่พูดไม่จาใดๆ ออกมาเลยทั้งสิ้น
“ซือซือ”
“ข้ารู้ว่าท่านพ่อจะพูดอะไร”
“เจ้ารู้อย่างนั้นหรือ”
นางยกโถน้ำขึ้นมาดื่มเสียงดังอึกๆ จนสองสามีภรรยาต้องหันมองหน้ากันด้วยความเหนื่อยใจที่ไม่ว่าจะพยายามสั่งสอนนางมากเพียงใดก็ดูเหมือนจะไม่ซึมเข้าหัวของนางเลยแม้เพียงนิด
“เอิ๊ก!”
เสียงเรอที่ดังออกมาจากปากของบุตรสาวทำเอาผู้เป็นพ่ออดไม่ได้ที่จะตวาดออกไป
“นี่ซือซือ หากไม่คิดจะทำตัวให้เป็นประโยชน์ก็ช่วยอยู่เฉยๆ เถอะ”
“ก็นี่อย่างไรข้ากำลังจะพูด”
“พูดอะไรของเจ้า”
“หากว่าลูกสาวของท่าน”
“นั่นน้องสาวของเจ้านะ”
“ก็ไม่ใช่แม่คนเดียวกันหรือไม่เล่า ข้าไม่นับหรอก”
“ซือซือ!”
“ข้าจะแต่งแทนนางก็ได้”
“เจ้าว่าอะไรนะ!/เจ้าว่าอะไรนะ!”
เมื่อได้ยินที่เด็กสาวเอ่ยออกมาก็พลันทำให้คนทั้งคู่ตกใจไม่น้อย
พวกเขาควรต้องดีใจที่มีคนแต่งงานแทนบุตรสาวอันเป็นที่รักถึงจะถูก แต่เมื่อสตรีผู้นั้นคืิอหลิวซือซือผู้ที่ชอบก่อเรื่องและไม่เกรงกลัวผู้ใดจึงทำให้คนทั้งคู่อดที่จะกังวลไปไม่น้อย
“ทำไม หรือว่าพวกท่านกลัวข้าจะทำให้ชื่อเสียงของสกุลหลิวแปดเปื้อน”
“มะ ไม่ใช่เช่นนั้น”
“แล้วมันอะไร ได้ยินกันแล้วนี่อีกหนึ่งปีข้างหน้าข้าจะแต่งงานแทนนางเองแต่ว่าข้ามีข้อแม้”
“ข้อแม้อะไรหรือ”
ทั้งคู่จ้องมองสตรีตรงหน้าด้วยแววตาใคร่รู้อย่างยิ่ง หลิวซือซือเห็นประกายความดีใจจากแววตาผู้เป็นพ่อก็อดเวทนาเจ้าของร่างนี้ไม่ได้
แม้นางจะเป็นเพียงวิญญาณที่มาอาศัยร่างนี้เท่านั้นแต่ก็อดเสียใจที่ผู้เป็นพ่อแสดงกิริยาที่ดูเหมือนจะดีใจเป็นอย่างมากที่นางจะได้แต่งงานออกไปจากบ้านหลังนี้
“ท่านแม่ช่วยบอกข้าอีกทีนางบอกพวกท่านว่าอะไรนะ”
“นางบอกว่าเมื่อนางก้าวออกจากบ้านสกุลหลิวก็ให้ถือว่านางไม่ใช่คนสกุลหลิวอีกต่อไปและไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นในภายภาคหน้านางไม่ขอยุ่งเกี่ยวด้วย”
“ท่านพ่อก็เห็นด้วยงั้นหรือ”
“ข้าไม่รู้”
แม่เลี้ยงของหลิวซือซือนั่งกำมือของตนเองเอาไว้แน่น นางนึกถึงใบหน้าของผู้เป็นสามีที่มีแววตาอาลัยอาวรณ์ต่อหลิวซือซือเมื่อยิ่งคิดก็ยิ่งโมโหมากขึ้นเรื่อยๆ
‘นางมีดีตรงไหนถึงได้ดูห่วงใยกันถึงเพียงนั้น! นางแม่มดผู้นั้นร้ายกาจจะตายไปคอยรังแกนางและลูกสาวมาตลอดเขาตาบอดมองไม่เห็นหรืออย่างไร!’
เช้าวันถัดไป
“ท่านพ่อจะออกไปไหนหรือเจ้าคะ”
หลิวซือซือที่ตื่นเช้าทันได้ออกมาพบบิดาที่กำลังจะสะพายตระกร้าขึ้นด้านหลัง เขาไม่ทันได้ก้าวขาออกจากบ้านก็ได้ยินเสียงบุตรสาวคนโตผู้ไม่เคยสนใจสิ่งใดเอ่ยถามออกมา
แม้จะนึกแปลกใจกับท่าทีของนางแต่เขาก็ไม่มีเวลาได้ครุ่นคิดสิ่งได้แค่ตอบนางกลับไปด้วยน้ำเสียงอันอ่อนโยน
“วันนี้ข้าจะไปทำงานที่ท่าเรือกับชาวบ้านแถวนี้ เจ้าอยู่บ้านก็อย่าไปวุ่นวายกับท่านแม่เล่า”
“ข้าจะไปวุ่นวายอะไรกับนางกัน”
หลิวซือซือชักจะหงุดหงิดขึ้นมาอีกแล้ว เพราะการกระทำของหลิวซือซือเจ้าของร่างเดิมที่เอาแต่ตบตีทำร้ายคนในบ้านจนสาวใช้เข็ดขยาดหนีหายไปหมด ทิ้งไว้เพียงแม่เลี้ยงและพวกนางอยู่กันลำพังจะมีก็เพียงแค่พ่อบ้านหลูคนเดียวที่ยังอยู่กับเขา
‘หลิวซือซือน่ารังเกียจมากนักหรืออย่างไรกัน’
“ท่านไม่ต้องไปหรอกเจ้าค่ะ ท่านพ่อแก่มากแล้วแข้งขาไม่ดีแล้วกระมังให้ข้าทำงานเองไม่ดีกว่าหรือ”
“อะไรนะ”
หลิวหลงเยี่ยนได้ยินที่นางพูดออกมาก็คิดว่าตนหูฝาด ถึงกลับต้องถามย้ำกับนางอีกครั้ง
"นั่นอย่างไรล่ะ แม้แต่หูของท่านก็ดูจะหย่อนยานได้ยินเสียงไม่ชัดเจนเหมือนเดิมแล้ว ข้าบอกท่านว่าท่านอยู่ที่บ้านคอยบั่นฟืนพวกนั้นไปเถอะเจ้าค่ะ ข้าจะไปทำงานหาเงินเอง"
“ได้อย่างไรกันเล่าเจ้ายังเด็กจะไปทำงานอะไรได้กัน แล้วจะให้ข้าอยู่เฉยๆ บ้านเราจะกินอะไร”
“แต่ว่า”
“ซือซือเจ้าเชื่อที่ข้าพูดเถอะ รออยู่บ้านข้าจะไปทำงานที่ท่าเรือนี่ก็สายมากแล้วข้าไปนะ”
"เดี๋ยวสิเจ้าคะท่านพ่อ”
หลิวหลงเยี่ยนไม่สนใจเสียงร้องเรียกของนางแต่อย่างใด เขาก้าวเท้าเดินตรงไปยังเส้นทางมุ่งสู่ท่าเรือพร้อมกับบรรดาบุรุษวัยกลางคนในหมู่บ้านอีกสามสี่คน
“อย่างข้าหรือจะอยู่เฉยๆ ได้ น่าเบื่อจะตายไป”
เงินที่ขายกำไลมาได้ก็มีเพียงหนึ่งตำลึงเท่านั้นเองจะไปพอเลี้ยงดูครอบครัวได้อย่างไรกัน
‘นางต้องรีบทำอะไรสักอย่างแล้ว’
หลิวซือซือเงยหน้ามองบ้านซ่อมซ่อหลังนี้ หากว่าจากความทรงจำของเจ้าของร่างเดิมนั้นไม่ผิดเพี้ยนไปแล้วล่ะก็ บ้านสกุลหลิวที่นางเคยอยู่มาอาศัยมาตั้งแต่ยังเล็กมันไม่ใช่หลังนี้
บ้านหลังนั้นน่าจะเพราะหลิวหลงเยี่ยนบิดาของเจ้าของร่างนี้นำไปขายนั่นเองซึ่งขายให้กับใครนั้นนางก็ไม่รู้ได้ คงมีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่น่าจะรู้เรื่องนี้ดี
'พ่อบ้านหลู'
‘นางไว้ใจเขามากเกินไปหรือไม่นะ’หลิวซือซือว่าจ้างชาวบ้านในบริเวณโดยรอบของเมืองเข้ามาทำงานในฟาร์มผักแห่งใหม่นี้แผ่นดินที่เคยแห้งแล้งไม่ว่าจะปลูกพืชผักใดๆ ก็ไร้หนทางได้เก็บเกี่ยวนั้น นางก็สามารถพลิกฟื้นให้กลับมามีชีวิตขึ้นมาอีกครั้งพืชผักผลไม้มากมายหลากหลายชนิดที่ไม่ค่อยจะมีใครปลูกได้ไม่ว่าจะเป็นผักสลัด มะเขือเทศลูกใหญ่ทั้งยังมีฟาร์มข้าวสาลีที่เวลานี้เริ่มสุกงอมได้ที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าก็สามารถเก็บเกี่ยวผลผลิตได้แล้ว“ซือซือ”เสียงเรียกของผู้เป็นสามีดังแว่วมาแต่ไกลเขาวิ่งมาหานางด้วยความรวดเร็วสีหน้าและแววตาของเขาแลดูเป็นกังวลอยู่ไม่น้อย‘เป็นอะไรของเขา’“แดดแรงเช่นนี้เจ้าออกมาทำไมเล่า”“ข้ามาดูแลคนงานเผื่อ
หลังจากหลิวซือซือแต่งงานออกไปไม่นานก็ได้ยินมาว่าหลิวผิงเอ๋อนั้นถูกฮูหยินนายอำเภอทุบตีทำร้ายเกือบปางตายเพราะหลิวผิงเอ๋อแอบคบชู้กับสามีของนางนั่นเองใบหน้าที่เคยสวยหวานถูกตบตีจนแก้มนุ่มนิ่มที่เคยมีเลือดฝาดนั้นแตกไปหมด ดวงตาบวบปูดร่างกายถูกทุบตีจนเดินไม่ได้ อาการบาดเจ็บสาหัสทำให้หลิวผิงเอ๋อต้องนอนซมอยู่บนเตียงไปหลายวัน แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือ นางแท้งลูก!“ท่านพ่อ”“ซือซือเจ้ามาแล้ว ละ…แล้วนั่น”“สามีของข้า ลูกเขยของท่านอย่างไรเล่าเจ้าคะ”“ห๋า ก็ไหนบอกว่า”“ท่านพ่อตาขออภัยที่ข้าไม่ได้บอกท่านแท้จริงแล้วเรื่องราวที่เกี่ยวกับบุตรชายสกุลโหวนั้นล้วนเป็นข้าที่ปล่อยข่าวลือเหล่านั้นออกไปทั้งสิ้น”“อะ อะไรนะ!”“ข้าเพียงแค่อยากเลือกเจ้าสาวผู้ที่จะต้องมาอยู่เคียงข้างกัน
บ้านสกุลโหวหลิวซือซือยืนมองป้ายประจำตระกูลที่ติดเอาไว้ที่เสาหน้าบ้านตัวอักษรที่บรรจงเขียนอย่างพลิ้วไหวดูงดงามมากพอๆ กับป้ายประจำตระกูลที่ถูกแกะสลักจากไม้เนื้อดีดูมีความสง่าน่าเกรงขามไม่น้อยแรกเริ่มเดิมทีนางก็ไม่คิดที่จะแต่งงานแทนน้องสาวต่างไส้ที่น่ารังเกียจผู้นั้นเลยแม้เพียงนิดแต่เมื่อคิดได้ว่านี่คงเป็นโอกาสเดียวที่จะได้ออกไปจากบ้านหลังนั้นจึงได้ตกปากรับคำเป็นมั่นเป็นเหมาะนางได้ยินมาอยู่บ้างว่าบุตรชายสกุลโหวนั้นรูปร่างหน้าตาอัปลักษณ์ไม่น้อยแต่ก็ไม่อาจคืนคำพูดที่เคยให้สัญญากับบิดาเอาไว้ได้แต่ที่ทำให้นางตกตะลึงในเวลานี้ก็คือ….“แม่นางเจ้าเป็นอะไรงั้นหรือ”หลิวซือซือเงยหน้าขึ้นไปจ้องมองป้ายด้านหน้าบ้านอีกครั้งก่อนจะขมวดคิ้วแน่น
“ผิงเอ๋อเจ้าว่าอะไรนะ”“ข้าเห็นพี่หญิงเอาแต่พูดคุยหัวร่อต่อกระซิกกับซือหยางคนงานที่มาทำงานในไร่ของเราน่ะเจ้าค่ะ""ท่านพ่อหากปล่อยไว้แบบนี้อาจจะทำให้บ้านของเราเสียหายได้นะเจ้าคะ สัญญาแต่งงานของสกุลหลิวกับสกุลโหวอาจสั่นคลอนได้ของหมั้นที่ทางฝั่งนั้นส่งมาก็อาจถูกริบคืนแว่วว่าท่านพ่อใช้มันไปบางส่วนแล้วไม่ใช่หรือ”หลิวผิงเอ๋อพยายามเป่าหูผู้เป็นบิดาและมารดาเพื่อหวังเป็นอย่างยิ่งว่าจะขับไล่หลิวซือซือออกไปจากบ้านให้เร็วขึ้นและของทุกอย่างที่เป็นของหลิวซือซือย่อมตกเป็นของนางใบหน้าที่ร้ายกาจของผู้เป็นบุตรสาวอยู่ในการจับจ้องมองของมารดาตลอดเย่หลันถอนหายใจด้วยความเหนื่อยล้าที่ไม่ว่าวันเวลาจะผ่านมานานนับกี่ปีหลิวผิงเอ๋อก็ยังคงไม่เปลี่ยนไปเลย นางที่เอาแต่สนใจความสุขสบายของบุตรสาวจนลืมนึกไปว่าควรที่จะสั่งสอนนางให้ดีกว่านี้
‘สักวันเถอะข้าต้องได้ดีกว่าเจ้าอย่างแน่นอน หลิวซือซือ’เป็นเวลากว่าเจ็ดวันแล้วที่หลิวผิงเอ๋อไม่ยอมออกจากบ้านไปไหนทั้งยังไม่ยอมออกมาช่วยงานในไร่เลยสักครั้ง หลิวซือซือครั้นอยากจะเข้าไปดึงนางให้ลุกจากเตียงนอนก็ดูเหมือนว่าท่านพ่อจะพยายามห้ามนางเอาไว้“ท่านพ่อเหตุใดท่านจึงตามใจนางเช่นนี้กันเล่าเจ้าคะ”“โถ่ซือซือ ผิงเอ๋อเองก็ยังเด็กเจ้าจะอะไรกับนางนักหนา”“เด็กแบบไหนถึงได้เที่ยวไปนอนกับคนอื่นไปทั่ว”“ซือซือ!”“หรือไม่จริง หากท่านยังตามใจนางเช่นนี้สักวันเถอะนางจะนำความเดือดร้อนมาให้พวกท่านไม่รู้จบ”“นั่นมันก็เรื่องของพวกข้า ไม่ใช่เรื่องของเจ้า”หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าของผู้เป็นพ่อไม่คิดว่าเขาจะพูดเ
หลิวซือซือสั่งการให้สาวใช้ของนางจัดการงานที่บ้าน ส่วนนางและพ่อบ้านหลูก็เดินทางไปในตัวเมืองด้วยความรวดเร็วเมื่อทั้งสองมาถึงกลางตลาดก็ได้ยินเสียงดังเอะอะโวยวายลั่นไปทั่วท้องถนนเมื่อเดินเข้าไปใกล้ๆ ก็พบว่าเป็นหลิวผิงเอ๋อที่กำลังนั่งจมปุกอยู่กลางถนนโดยมีสตรีนางหนึ่งที่ยืนจังก้าท้าวเอวพร้อมทั้งชี้นิ้วตรงมาที่นาง ปากสีแดงสดเอาแต่ร่ายคำด่าออกมาไม่มีหยุด เมื่อสายตาของนางสะดุดเข้ากับร่างๆ หนึ่งก็หยุดการกระทำนั้นไปทันที หลิวซือซือจ้องมองใบหน้าที่คุ้นเคยนั้นก่อนจะเอ่ยปากถามไปว่า“เกิดอะไรขึ้นงั้นหรือ”“เจ้าควรจะดูแลน้องสาวของเจ้าให้ดีกว่านี้สิซือซือ รู้หรือไม่ว่านางมาวอแวกับสามีของข้า”“อะไรนะ”“ไม่รู้ว่าความสัมพันธ์ไปถึงขั้นไหนกันแล้ววันนี้มีคนมาบอกข้าว่าเห็นนางกับสามีของข้าออกมาจากโรงเตี๊ยมนี่ ข้าจึงตามมาดูแล้วก็เป็นอย่างที่คนเขาพูดจริงๆ”“
อากาศหนาวที่หนาวเย็นจับใจทำให้ชาวบ้านแทบจะทุกหลังคาเรือนไม่มีผู้ใดออกมาทำมาหากินในตอนค่ำเลยสักคน ผู้คนดูจะอดอยากมากขึ้นเรื่อยๆหลิวซือซือที่นั่งอยู่บนรถม้าโดยมีพ่อบ้านหลูเป็นสารถีขับรถม้าให้ก็เลิกผ้าม่านขึ้นมองเห็นความทุกข์เวทน
หลิวผิงเอ๋อได้เพียงแค่ยืนย่ำเท้ากับพื้นเท่านั้นไม่กล้าที่จะพูดสิ่งใดออกไปเพราะความจริงแล้วสิ่งที่หลิวซือซือพูดออกมานั้นก็ไม่ได้ผิดแผกไปแต่อย่างใด‘ใช่แล้วเวลานี้นางไม่มีความสามารถใดๆ ในการที่จะทำงานหาเงินเลี้ยงครอบครัวได้หร
หลังกลับจากในเมืองหลิวซือซือก็มอบหมายให้พ่อบ้านหลูไปติดต่อกับหัวหน้าหมู่บ้านเพื่อเช่าซื้อบ้านว่างหลังใหญ่ท้ายหมู่บ้านหลังนั้น หากจำนวนเงินมีมากพอนางตั้งใจจะซื้อขาดตามที่ตั้งใจเอาไว้พ่อบ้านหลูจัดการตามที่นางสั่งการพร้อมทั้งส่งค
‘นะ นักเลงที่นางว่ามันคือพวกเขาไม่ใช่หรือ’“อะแฮ่ม คือว่าพวกข้าเป็นบุรุษใยต้องกลัวคนพวกนั้นกัน ว่าแต่เจ้าเถอะมาทำอะไรที่นี่”"ข้าหรือ”







