เข้าสู่ระบบ“ดูเจ้าสิ อายุเท่านี้กลับดูกังวลไม่สบายใจตลอดเวลา ราวกับว่าทุกอย่างตรงหน้ากำลังจะพังทลายลงอย่างนั้นละ บิดาของเจ้าเป็นคนเก่งกาจทั้งยังรอบคอบ เป็นเด็กเป็นเล็กไม่ต้องแบกอะไรเอาไว้ ให้บิดาเจ้าแบกก็พอ เจ้าเป็นแก้วตาดวงใจของตระกูลเสิ่น หากเขารู้ว่าเจ้าเป็นเช่นนี้มิปวดใจแย่หรือ นอนได้แล้วไม่ต้องคิดแล้ว พรุ่งนี้ข้าจะหลอกเขาออกไปข้างนอก แอบตรวจสุขภาพของเขาให้ละเอียดจากนั้นจะบอกเจ้าเป็นคนแรก โชคดีที่ช่วงนี้ข้าหลอมลูกกลอนวารีเอาไว้ถึงสามเม็ด ให้เจ้าสองเม็ดก็แล้วกัน”
“ลูกกลอนวารีหรือเจ้าคะ?”
“ใช่แล้ว ยานี้หากกินเข้าไปภายในหนึ่งเดือนแม้ร่างกายถูกพิษก็จะไม่เป็นอะไร พิษร้ายแรงเพียงใดก็จะสูญสลาย หากบาดเจ็บภายในก็จะช่วยบรรเทา เจ้าให้บิดาเม็ดหนึ่ง ส่วนเจ้าก็เก็บเอาไว้เม็ดหนึ่ง คลายความกังวลให้เจ้าในช่วงนี้ก็แล้วกัน”
“ท่านน้า...ท่านดีที่สุดเลย” เหตุใดเมื่อก่อนตอนเกิดเรื่องนางจึงไม่เคยคิดจะส่งข่าวให้ท่านน้าเลย จะว่าไปงานแต่งงานของนางกับสวีเหยียนถิงก็ไม่เคยเห็นผู้เป็นน้ากับน้าเขยไปร่วมงาน??
อันที่จริงหากมิใช่เพราะอยากขอความช่วยเหลือ เสิ่นหมิงเล่อพบว่านางส่งข่าวถึงผู้เป็นน้าน้อยมาก และหากจะให้อีกฝ่ายไปเยี่ยมนางที่ป้อมตระกูลเสิ่นก็ยิ่งยาก เนื่องจากท่านน้าของนางไม่ใคร่จะถูกกับคนในตระกูลเสิ่นนัก
จี้ชิงมู่หลอกล่อพาเสิ่นชิวออกไปแล้ว เสิ่นหมิงเล่อเดินเล่นอยู่ในลานเห็นเสิ่นจิ่วก็เดินเข้าไปหา เขากำลังช่วยหลิวเจิงบดยา นางเบื่อไม่มีอะไรทำจึงอาสาไปช่วยด้วยอีกคน
“ท่านเป็นคนจริงจังกับทุกเรื่องเช่นนี้เสมอหรือข้าไม่เคยสังเกต” นางถามทว่ามือก็ยังคงกดคลึงที่บดยาไป เรี่ยวแรงของนางมีน้อยบดไปสิบรอบยังไม่ถึงชายหนุ่มที่กดคลึงไปเพียงสองรอบเท่านั้น
เสิ่นจิ่วหันมามองนาง “จะทำอะไรก็ต้องจริงจังจึงจะเห็นผลมิใช่หรือ”
“ก็จริง” นางพยักหน้า “แต่คนเรามิใช่ต้องมีช่วงเวลาผ่อนคลายหรอกหรือ ท่านเข้าป้อมตระกูลเสิ่นมาก็หลายปี เคยคิดจะออกไปท่องเที่ยวหาความสำราญบ้างหรือไม่ วันๆ ข้าเห็นหากไม่ติดตามท่านพ่อ ท่านก็เอาแต่ฝึกยุทธ์ช่วยงานท่านพ่อบ้าน ไม่เคยเห็นท่านออกไปเที่ยวเล่นบ้างเลย”
เขาเงียบไปครู่หนึ่ง “ก็...ไม่รู้จะไปที่ใด อีกอย่างหากไปเที่ยวก็เสียเวลาทำงาน มิสู้ทำงานจึงได้ประโยชน์กว่า”
นางมองเขาส่ายหน้าถอนหายใจ “หลายปีมานี้ท่านเคยรู้สึกเหนื่อย ขี้เกียจ อยากนอนทั้งวัน เคยบ้างหรือไม่”
เสียงหัวเราะดังขึ้นจากด้านหลัง “ใครจะไปเหมือนเจ้า วันๆ คิดแต่จะเที่ยวเล่น”
“ท่านพ่อกับท่านน้ากลับมาแล้ว?!”
“ก็กลับมาแล้วน่ะสิ หากข้าไม่รีบกลับมา หาไม่บุตรสาวเช่นเจ้าคงกังวลจนนั่งไม่ติด ต้องรีบกลับมาบอกเจ้าสิว่าพ่อแข็งแรงดี อะไรกันเพียงอยากรู้ว่าบิดาเช่นข้าสบายดีหรือไม่ กลับลากข้ากับพี่ชายของเจ้ามาไกลถึงหมู่บ้านเหวินโหรว มารบกวนท่านน้าของเจ้าจนบ้านดูคับแคบไปหมด”
นางได้ยินเช่นนั้นก็รีบหันไปมองจี้ชิงมู่ อีกฝ่ายพยักหน้า “วางใจเถิด ฝันร้ายของเจ้าไม่มีทางเกิดขึ้น บิดาของเจ้าน่ะแข็งแรงยิ่งกว่าเจ้าดำของข้าอีก ไม่ว่าจะร่างกาย จิตใจ กำลังภายใน รับรองว่าเขาอยู่ได้อีกร้อยปี!”
“ที่ไหนกันเล่า ร้อยปีอะไรกันเจ้าก็พูดเกินไป ตอนนี้ข้าจะห้าสิบปีแล้วนะ อีกร้อยปีมิใช่ผมขาวโพลนเดินเหินไม่ได้แล้วหรือไร ไม่ได้ๆ ไม่เอาร้อยปี”
ทุกคนต่างก็หัวเราะล้อเล่นกันด้วยความเบิกบาน หัวใจที่หนักอึ้งของหญิงสาวในที่สุดก็รู้สึกวางใจ นางไม่เข้าใจเลยว่าเกิดอะไรขึ้นกับบิดาในเวลานั้น แท้ที่จริงเขาถูกพิษ หรือว่าบาดเจ็บภายในกันแน่ นางแต่งงานไม่นานเขากลับล้มป่วยจากนั้นสิ้นใจในเวลาอันรวดเร็ว...
รั้งอยู่อีกคืนหนึ่งกลับมีคนของป้อมตระกูลเสิ่นมาแจ้งเรื่องด่วน ฟ้ายังไม่ทันสางเสิ่นชิวก็ควบม้าจากไปก่อนที่บุตรสาวจะตื่นเสียอีก เขาสั่งให้เสิ่นจิ่วอยู่คุ้มกันนางกลับและไม่ต้องเร่งรีบ ส่วนตัวเขาจะเดินทางล่วงหน้ากลับไปก่อน
เสิ่นหมิงเล่อเป็นกังวลจนไม่อาจรั้งอยู่เพื่อเที่ยวเล่น นางกล่าวลาจี้ชิงมู่กับสามีด้วยสีหน้าที่ไม่ใคร่จะดีนัก จี้ชิงมู่สวมกำไลให้นางด้วยรอยยิ้ม “ไม่ต้องกังวล บิดาของเจ้าในหนึ่งเดือนนี้จะไม่มีอะไรทำร้ายเขาได้” พูดจบก็ลูบกำไลที่สวมให้หญิงสาว
“หนึ่งเดือน?” นางงุนงงเล็กน้อยครุ่นคิดครู่หนึ่งจึงเข้าใจ “ลูกกลอนวารี?”
“อืม ข้าให้พี่เชยกินไปแล้ว เห็นกับตาว่าเขากลืนมันลงไปเจ้าวางใจได้”
“ขอบคุณท่านน้าเจ้าค่ะ ข้ารักท่านน้าที่สุด!”
“เจ้าเองก็เก็บเอาไว้ให้ดี เผื่อในยามที่เกิดเรื่องไม่คาดคิดมันจะช่วยชีวิตเจ้าได้ หากต้องการความช่วยเหลือ จำเอาไว้ว่าเจ้ามีท่านน้าเช่นข้าอยู่ที่หมู่บ้านเหวินโหรว”
“ข้าจำเอาไว้แล้ว”
นางกอดเขาแน่นมาก ในใจยังคงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลายๆ อย่างคล้ายชัดเจนทว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วมันไม่เกิดขึ้นก็เพราะถูกอวี้เฟิงเหลียนเปลี่ยนหากเขาไม่ช่วยพี่ชายกับเฮยมั่ว หากเขาไม่เปิดโปงสวีเหยียนถิง หากนางไม่ได้ถูกถอนหมั้น หากบิดาของนางไม่ยอมยกโทษให้พี่ชาย หากว่า...เขากับนางไม่ได้พบกัน“นอนเสีย ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว อยู่กับเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”คำว่า...หากว่า ถูกคำพูดของเขาพัดหายไปจากใจ นางซบใบหน้าลงไปบนอกแกร่ง กอดกระชับอ้อมแขน “ท่านพี่”“หืม”“ได้พบท่าน...ข้าโชคดีเหลือเกิน”“ข้ารู้ ข้าเองก็โชคดีที่ได้พบเจ้า”“บอกข้าได้หรือไม่เจ้าค่ะ จริงๆ แล้วท่านพบข้าครั้งแรกเมื่อไหร่”เขาหัวเราะ “เจ้าจะไม่ได้หรอก เพราะข้า...ไปแอบดูเจ้าตั้งหลายครั้ง ได้ยินมาว่าคุณหนูสี่ตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนโยน ทว่าท่านพ่อตาหวงแหนนักไม่ยอมให้นางออกมาจากป้อม ดังนั้น...ข้าจึงแอบปลอมตัวปีนกำแพงเข้าไป”นางเงยหน้าขึ้นเบิกตามองเขา “ท่าน...”เขาหัวเราะ “ตอนรู้ว่าสวีเหยียนถิงหมายตาในตัวเจ้าทั้งที่ไม่เคยพบหน้า ในใจของข้ามองเขาเป็นศัตรูไปนานแล้ว กลับไปวางแผนก็ยังไม่ทันการณ์ นึกไม่ถึงว่าประมุขสวีจะลงมือฉับไว อาศัยที่เขา
เสิ่นหมิงเล่อ...แง้มม่านรถม้ามองไปยังบุรุษชุดสีแดงเบื้องหน้าขบวน เขาขี่ม้าแผ่นหลังตรงสง่างาม เจ้าบ่าวที่ทุกครั้งที่มองนางก็ยังใจเต้นแรง ตื่นเต้น และประหม่านับจากวันนั้นบนป้อมตระกูลเสิ่น เขากับนางคบหาส่งจดหมายและของฝาก กระทั่งตอนนี้ครบหนึ่งปีตระกูลอวี้จึงสู่ขอนางอย่างเป็นทางการ กำหนดวันมงคลและเจ้าบ่าวก็มารับเจ้าสาวที่ป้อมนับตั้งแต่วันแรก...จนถึงวันนี้ เขาไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด เคยเป็นอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้น เคยอ่อนโยนอย่างไรก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย ลึกๆ นางรู้สึกคล้ายกับว่าทั้งนางและเขารู้จักกันมานานมาก เขาล่วงรู้นิสัยใจคอของงนาง เชื่อใจนาง ราวกับว่าเขาเคยผ่านเรื่องราวมากมายมากับนางอวี้เฟิงเหลียน...เหอคุน คุณชายรองตระกูลอวี้ บุรุษที่ทั้งชีวิตนี้นางไม่เสียใจที่เลือกเขา ในยามที่เทียนซานพานพบกับฝนตกหนักหลายเดือน น้ำท่วมทางใต้แม้ไม่ได้รุนแรง ถึงอย่างนั้นเพราะการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำของเขา ทำให้ตระกูลเฉินผ่านพ้นความยากลำบาก เทียนซานไม่ต้องเผชิญกับความอดอยากขาดแคลนเขาเตือนทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ ตระกูล ให้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่กำลังตกหนัก ส่งเสบียงไปยังเมืองที่ขาดแคลน แม้คนเหล่านั้นเคยหัวเราะเยาะว่
อวี้เฟิงเหลียนเหม่อมองรอยยิ้มนั้นของหญิงสาว หัวใจของเขาเต้นแรงมาก ในยามที่นางผละไปเพื่อให้เขาได้พักผ่อน ฉางสือถอนหายใจมองเขา “คุณชาย...ท่านแย่แล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”เขาหัวเราะ “ใช่ แย่แล้ว ข้าแย่แล้วจริงๆ” เขายอมรับรุ่งเช้าวันต่อมา... เสิ่นหมิงเล่ออาสาพาเขาไปเดินเล่นรอบๆ ป้อมตระกูลเสิ่น เขาไม่มีทางปฏิเสธแน่นอนเช่นนี้จึงได้เห็นว่าภายในป้อมตระกูลเสิ่นแห่งนี้ ทุกอย่างล้วนจัดวางและเป็นระเบียบแบบแผนที่ลงตัวยิ่ง“ข้ารู้มาจากพี่รองแล้วว่าเพราะท่านดังนั้นข้าจึงหลุดพ้นจากคนตระกูลสวี ข้าต้องขอบคุณคุณชายรองมากนะเจ้าคะ”เขายิ้ม “คุณหนูสี่ชอบดอกบัวหรือไม่”นางชะงักมองเขาด้วยท่าทีงุนงง เขายิ้ม “เรียกข้าว่าเหอคุนก็ได้ นามของข้าล้วนแปลว่าดอกบัวทั้งสิ้น”นางกะพริบตามองเขาสองแก้มแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย “พี่...เหอคุน” นางพึมพำเสียงเบามาก“ได้ยินว่าท่านลุงเสิ่น คุณชายรอง รวมไปถึงเฮยมั่ว ทุกคนล้วนเรียกคุณหนูสี่ว่าเสี่ยวหวงหรงอย่างเป็นกันเอง ต่อไปพวกเราก็มิใช่คนอื่นไกล ข้าเรียกเจ้าเช่นนั้นบ้างได้หรือไม่ เจ้าเรียกข้าว่าพี่เหอคุน ข้าเองก็จะเรียกเจ้าว่า...เสี่ยวหวงหรง”นางเงยหน้ามองเขาเม้มปากกลบเกลื่อนความขัดเขิน
อวี้เฟิงเหลียน...ยืนมองทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเขาฝันว่าเคยยืนกับเสิ่นหมิงเล่อ เขาตั้งใจจะขุดคลองเพื่อสร้างระบบขนส่งทางน้ำมายังป้อมตระกูลเสิ่น พร้อมๆ กันนั้นก็ระดมเงินเพื่อซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำตั้งแต่ยังไม่เริ่มหน้าฝน โกดังสินค้าของเขาเพิ่มสินค้ามาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ...ข้าวเปลือกและธัญพืช“ที่นี่น่ะหรือ” เฮยมั่วเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา “ข้าไม่เคยรู้ว่าที่นี่ใกล้แม่น้ำ เคยสำรวจด้านนั้นแต่ไม่เคยมาฝั่งนี้”เสิ่นอวี๋เองก็เดินสำรวจไปรอบๆ “เหมาะจริงๆ ด้วย หอข่าวตระกูลอวี้นอกจากบันทึกเรื่องราวในเทียนซาน ที่จริงพวกเจ้าลอบสำรวจภูมิศาสตร์ด้วย?”ชายหนุ่มหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร คนของข้าเพียงบังเอิญเคยหลงเข้ามาที่นี่ ดังนั้นจึงบอกต่อมาอีกทอดหนึ่ง ข้าเห็นว่าน่าสนใจจึงลองมาดู พบว่าเหมาะจริงๆ”อีกฟากหนึ่ง “พี่รอง! พี่เฮยมั่ว!” เสิ่นหมิงเล่อตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความดีใจ ด้านหลังนอกจากเสิ่นจิ่วแล้วยังมี...ประมุขเสิ่น เสิ่นชิวเขาเห็นเฮยมั่วตัวแข็งทื่อ เห็นความกังวลของเสิ่นอวี๋ “พวกท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ประมุขเสิ่นให้อย่างไรก็เป็นบิดาของท่าน เขาจะต้องเข้าใจพวกท่านแน่ๆ เพียงแต่อาจจะใช้เวลา พวกท่านหล
เสิ่นหมิงเล่อหันขวับมามองยังทิศทางที่เขาอยู่ ทว่านางกลับมองผ่านเลยไป ไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้“คุณหนูทำไมหรือเจ้าคะ”“เหมือนมีคนเรียกข้า... แต่ว่าข้าคงหูฝาด มีเพียงท่านพ่อที่เรียกข้าว่าเสี่ยวหวงหรง ข้าคงคิดถึงท่านพ่อเสียแล้ว”“รีบกลับกันเถิดเจ้าค่ะ มิใช่มาเพราะอยากรู้ว่าคุณชายสวีหน้าตาอย่างไรหรอกหรือ ใกล้จะได้เวลาแล้วหาไม่คุณชายรู้ว่าท่านแอบออกมา ครั้งหน้าขอติดตามออกมาเที่ยวก็ไม่ง่ายแล้ว”เสิ่นหมิงเล่อเก็บดอกบัวขึ้นมาดอกหนึ่ง “ได้แล้วพวกเรากลับกันเถิด”เขา...มองรถม้าแล่นจากไปช้าๆ กระทั่งฉางสือจูงม้าสองตัวมาหยุดที่ใต้ต้นหูกวาง “คุณชาย”“อืม กลับกันเถิด” ตอนที่เขาควบม้าผ่านรถม้าของหญิงสาว ยังเหลือบไปเห็นว่านางเปิดม่านรถม้าออกดู ถึงอย่างนั้นอวี้เฟิงเหลียนก็ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง เขารอ... รอจังหวะ รอโอกาสที่ดีกว่านี้ รอให้นาง...ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับคู่หมายค่ำคืนนั้นเขาไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ เสิ่นอวี๋กับเฮยมั่วอำมหิตกว่าที่เขาคาด ทั้งสองไม่เพียงวางยาปลุกกำหนัดสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ หนำซ้ำยังแกล้งทำให้ประตูโรงเก็บฟางพัง เช่นนี้แล้วภาพอุจาดตาของคนทั้งสองที่กำลังกอดรัดฟัดเห
“ข้ามีเนื้อกับสุรามาฝาก เฮยมั่วได้ยินมาว่าเจ้าย่างปลาได้อร่อยนัก”“ท่านมาได้เวลาพอดีคุณชายรอง ข้าเพิ่งตกได้ปลาสองตัว ย่างแกล้มสุราเป็นอย่างไร”“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!”ระหว่างมื้อค่ำและการร่ำสุรา เขาบอกเล่าเรื่องการหมั้นหมายของเสิ่นหมิงเล่อกับสวีเหยียนถิงให้เสิ่นอวี๋ฟัง จากนั้นต่อด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ เสิ่นอวี๋โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ“ไอ้คนสารเลวกล้าดีอย่างไรมาหลอกน้องสาวของข้า!”“ท่านมาหาพวกเราเพราะมีแผนแล้วกระมัง” นึกไม่ถึงว่าเฮยมั่วกลับฉลาดนัก“ถูกต้อง ดังนั้นจึงแวะมาหาพวกท่าน เผื่อว่าพวกท่านอยากจะไปช่วยข้า”เสิ่นอวี๋มองเขาด้วยสายตาสงสัย “เพราะอะไรอยู่ๆ คุณชายรองจึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา”“แน่นอนว่าข้าไม่อาจเห็นสองตระกูลเกี่ยวดองสมหวัง สี่ตระกูลใหญ่ตอนนี้ไม่มีตระกูลใดเกี่ยวดอง อยู่ๆ ตระกูลสวีก็อยากให้บุตรชายแต่งงานกับคุณหนูสี่ พวกท่านไม่คิดว่ามันน่าแปลกหรอกหรือ ยังมี...ข้าเห็นคนของประมุขสวีไปด้อมๆ มองๆ ที่ป้อมตระกูลเสิ่น แถมยังพยายามลอบเข้ามกำแพงไปด้วย”“อะไรนะ! สวีหยวนต้องการจะทำอะไร? หรือว่าเขากำลังคิดไม่ดี?!”“ไม่ต้องกังวล ข้าให้คนเตือนคุณชายเสิ่นจิ
“เสิ่นหมิงเล่อเล่า” เฉินซีหลันเอ่ยถามทันทีหลังดื่มน้ำแกง“ข้าจะไปดูว่าคุณหนูตื่นแล้วหรือยัง รอสักครู่นะเจ้าคะ”“ข้าจะไปกับท่านด้วย” อวี้เฟิงเหลียนส่งเสียงรั้งแม่นมชุย“ดะ...ได้เจ้าค่ะ”ฉางสือ...แปลกใจกับท่าทีของแม่นมชุย เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินตามผู้เป็นนายไป ในใจรู้สึกว่าที่นี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
เสียงม้าควบตามหลังมาจากนั้นเสียงการต่อสู้ก็ดังขึ้น ชายคนที่หลบอยู่ในรถม้ากับนางลอบมองออกไปด้านนอก เขาพยายามเล็งหน้าไม้ไปยังคนด้านนอก หญิงสาวรู้ว่าหากยังนิ่งเฉยคนด้านนอกถูกทำร้ายนางเองก็คงมีชะตากรรมที่ไม่ดีนัก เช่นนี้แล้วจึงกลั้นหายใจกระโดดเข้าไปใช้ไหล่กระแทกสีข้างของอีกฝ่ายสุดแรงเกิด!!“ระวังด้วยเข
“ขอรับพ่อบุญธรรม”แล้วคนตระกูลสวีก็ถูกบีบให้กลับออกมาจากจวน ของหมั้นเองก็ถูกขนออกมาวางหน้าป้อม ถึงอย่างนั้นนึกไม่ถึงว่าสองแม่ลูกตระกูลสวีจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กลับปักหลักเข้าพำนักยังเรือนหลังหนึ่งที่เช่าเอาไว้ ขนของหมั้นกลับเข้าไปเก็บและไม่ยอมกลับออกมาจากแดนตะวันออกเสิ่นจิ่วบอกหญิงสาวว่าทางสวีเหยียนถิง
สี่พรรคใหญ่แห่งเทียนซาน ยอดยุทธ์ผู้ครอบครองคัมภีร์แห่งปรมาจารย์ ตระกูลสวีทางเหนือ ตระกูลเฉินทางใต้ ตระกูลเสิ่นตะวันออก และตะวันตกมีตระกูลอวี้ผู้ครอบครองหอข่าวในใต้หล้าคัมภีร์ทั้งสี่สร้างสมดุลให้ใต้หล้า เพลงกระบี่เหนือใต้ ออก ตก เป็นดังคานอำนาจสี่ทิศ ไม่มีตระกูลใดกลายเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ทว่







