تسجيل الدخول
สี่พรรคใหญ่แห่งเทียนซาน ยอดยุทธ์ผู้ครอบครองคัมภีร์แห่งปรมาจารย์ ตระกูลสวีทางเหนือ ตระกูลเฉินทางใต้ ตระกูลเสิ่นตะวันออก และตะวันตกมีตระกูลอวี้ผู้ครอบครองหอข่าวในใต้หล้า
คัมภีร์ทั้งสี่สร้างสมดุลให้ใต้หล้า เพลงกระบี่เหนือใต้ ออก ตก เป็นดังคานอำนาจสี่ทิศ ไม่มีตระกูลใดกลายเป็นอันดับหนึ่งอย่างแท้จริง ทว่าในสามปีจะมีการคักเลือกหนึ่งในสี่ตระกูลขึ้นเป็นจ้าวยุทธ์ ปกครอง ดูแล ตั้งกฎ ทั้งนี้ก็เพื่อให้ใต้หล้าอยู่ร่วมกันโดยสันติ
ป้อมตระกูลเสิ่น...ตั้งอยู่ทางตะวันออกของเทียนซาน วันนี้ชาวบ้านต่างรวมใจกันประดับแพรมงคลสีแดงเพื่อฉลองการหมั้นหมายของสองพรรคใหญ่ บุตรชายคนโตของตระกูลสวีหมั้นหมายคุณหนูสี่ตระกูลเสิ่น สองตระกูลเกี่ยวดองเป็นญาติ ทายาทของผู้ครอบครองคัมภีร์แห่งปรมาจารย์เหนือและตะวันออกกำลังจะรวมใจเป็นหนึ่ง นี่เป็นเรื่องที่น่ายินดียิ่งนัก
นายท่านเสิ่น เสิ่นชิว วันนี้เบิกบานใบหน้ายิ้มแย้ม ของหมั้นมากมายวางเกือบเต็มลานรับรองป้อมตระกูลเสิ่น แม่สื่อทำหน้าที่ได้อย่างไม่ขาดตกบกพร่อง ตระกูลเสิ่นจัดงานฉลองยิ่งใหญ่ จากนั้นกำหนดวันเพื่อให้เจ้าบ่าวยกเกี้ยวมารับเจ้าสาว
ป้อมตระกูลเสิ่นเดิมทีก็มั่งคั่งร่ำรวย เนินเขาหลังป้อมอุดมสมบูรณ์เต็มไปด้วยพืชสมุนไพรสูงค่าหายาก กิจการร้านสมุนไพรของตระกูลเสิ่นจึงเป็นหนึ่งไม่มีสอง
ตระกูลสวีทางเหนือของเทียนซานหนาวเย็นหิมะปกคลุม ถึงอย่างนั้นกิจการค้าหนังสัตว์กลับรุ่งเรืองและได้รับการยอมรับ ทั้งจิ้งจอกหิมะ หมี และหมาป่า ขนของมันล้วนมีราคาสูงตลอดปี ล่าอย่างไรก็ยังไม่หมด เรียกได้ว่าแม้หนาวเหน็บ แต่ตระกูลสวีกลับนับวันก็ยิ่งร่ำรวย
ตระกูลเฉิน...ลุ่มแม่น้ำหวงซานเหออุดมสมบูรณ์ ข้าวจึงเป็นสินค้าหลักที่ทำให้สามารถคงอยู่ อีกทั้งยังเป็นหนึ่งในด้านการเพาะปลูกและแหล่งพืชพรรณ
ตระกูลอวี้...ทางตะวันตกของเทียนซาน แหล่งต้นน้ำสำคัญที่ก่อกำเนิดการขนส่งทางเรือ นอกจากสัมปทานการขนส่งทางน้ำ ท่าเรือ ตระกูลอวี้ยังมีหอข่าวที่รู้ความเคลื่อนไหวทั้งหมดของเทียนซานอีกด้วย
ฟังว่าคุณหนูสี่ ‘เสิ่นหมิงเล่อ’ เป็นบุตรสาวคนเดียวที่เกิดจากฮูหยินเอกของนายท่านเสิ่น เท่ากับว่าผู้ที่แต่งกับนางก็จะกลายเป็นผู้สืบทอดเพลงกระบี่ตระกูลเสิ่นแล้วครึ่งหนึ่ง สวีเหยียนถิงเป็นบุตรชายคนโตของนายท่านสวี สืบทอดเพลงกระบี่ตระกูลสวี แต่งกับบุตรสาวนายท่านเสิ่น เพลงกระบี่ตระกูลเสิ่นก็อยู่แค่เอื้อมมือเท่านั้น หากเขาได้ครอบครองเพลงกระบี่ของปรมาจารย์ถึงสองตระกูล ใต้หล้านี้ก็มิใช่ว่าเขาได้ครอบครองไปแล้วหรือไร!!
เสิ่นหมิงเล่อนั่งฟังสาวใช้และแม่นมของตนกล่าวถึงข่าวลือข้างนอก นางยิ้ม “อย่าไปสนใจกับคำพูดของผู้คนเลย” นางอารมณ์ดีเกินกว่าจะได้คิดมาก มองดูของหมั้นมากมายที่ตระกูลสวีส่งมา หัวใจของนางพองโตคับอก
สวีเหยียนถิงผู้นี้นางเคยพบสองครั้ง ในใจรู้สึกว่าเขาเป็นบุรุษที่ไม่เลวเลย ทั้งอ่อนโยนและจิตใจดี ปฏิบัติกับนางอย่างสุภาพและเอาใจใส่เป็นที่สุด ของขวัญมากมายเพียรส่งมาไม่ขาด การเข้าหาหรือก็อยู่ในสายตาผู้อาวุโส นับเป็นการให้เกียรตินางมาก แต่งให้เขานางไม่มีสิ่งใดเสียใจ
หลังการหมั้นหมายมีข่าวลือหนาหูหลายเรื่อง ใต้หล้ากำลังเกิดระลอกคลื่น เทียนซานกำลังเกิดความวุ่นวายต่อต้าน แต่ละตระกูลที่เคยมั่นคงล้วนมีปัญหาของตนให้ต้องสะสาง
ตระกูลสวี...การค้าขาดทุนติดกันมาหลายปี
ตระกูลเสิ่น...ยังหาทายาทที่เหมาะสมไม่ได้
ตระกูลอวี้...ฟังว่าคุณชายรองถูกพิษ คนทั้งตระกูลพยายามเฟ้นหาวิธีแก้พิษจนไม่มีเวลามาสนใจเรื่องภายนอก
มีเพียงตระกูลเฉินที่ยังไม่มีข่าวลือใดเล็ดลอดออกมา...
เสิ่นหมิงเล่อ...วันๆ ทำหน้าที่ฮูหยินน้อยตระกูลสวี เอาอกเอาใจพ่อและแม่สามี พยายามทำดีกับคนในตระกูลสวีเพื่อให้ทุกคนเอ็นดูรักใคร่ แรกๆ มีเรื่องให้ปรับตัวอีกมากทว่าการแต่งงานก็นับว่าราบรื่นดี ชีวิตคู่หรือก็มีความสุขในทุกๆ วัน สามีเอาใจใส่ ครอบครัวปรองดองสามัคคี
กระทั่งผ่านไปเพียงสามเดือน...ทางใต้กลับเกิดอุทกภัยครั้งใหญ่ ข้าวสารขาดแคลน ธัญพืชขึ้นราคา ตระกูลเฉินที่เคยเป็นหนึ่งในการค้าข้าวและธัญพืชกลับมีสินค้าไม่พอขาย เทียนซานทุกหย่อมหญ้าอดอยากเพราะฝนตกน้ำท่วมหนัก แม้น้ำลดก็ไร้ซึ่งเมล็ดพันธุ์ที่จะนำมาเพาะปลูก
นางกอดเขาแน่นมาก ในใจยังคงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลายๆ อย่างคล้ายชัดเจนทว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วมันไม่เกิดขึ้นก็เพราะถูกอวี้เฟิงเหลียนเปลี่ยนหากเขาไม่ช่วยพี่ชายกับเฮยมั่ว หากเขาไม่เปิดโปงสวีเหยียนถิง หากนางไม่ได้ถูกถอนหมั้น หากบิดาของนางไม่ยอมยกโทษให้พี่ชาย หากว่า...เขากับนางไม่ได้พบกัน“นอนเสีย ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว อยู่กับเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”คำว่า...หากว่า ถูกคำพูดของเขาพัดหายไปจากใจ นางซบใบหน้าลงไปบนอกแกร่ง กอดกระชับอ้อมแขน “ท่านพี่”“หืม”“ได้พบท่าน...ข้าโชคดีเหลือเกิน”“ข้ารู้ ข้าเองก็โชคดีที่ได้พบเจ้า”“บอกข้าได้หรือไม่เจ้าค่ะ จริงๆ แล้วท่านพบข้าครั้งแรกเมื่อไหร่”เขาหัวเราะ “เจ้าจะไม่ได้หรอก เพราะข้า...ไปแอบดูเจ้าตั้งหลายครั้ง ได้ยินมาว่าคุณหนูสี่ตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนโยน ทว่าท่านพ่อตาหวงแหนนักไม่ยอมให้นางออกมาจากป้อม ดังนั้น...ข้าจึงแอบปลอมตัวปีนกำแพงเข้าไป”นางเงยหน้าขึ้นเบิกตามองเขา “ท่าน...”เขาหัวเราะ “ตอนรู้ว่าสวีเหยียนถิงหมายตาในตัวเจ้าทั้งที่ไม่เคยพบหน้า ในใจของข้ามองเขาเป็นศัตรูไปนานแล้ว กลับไปวางแผนก็ยังไม่ทันการณ์ นึกไม่ถึงว่าประมุขสวีจะลงมือฉับไว อาศัยที่เขา
เสิ่นหมิงเล่อ...แง้มม่านรถม้ามองไปยังบุรุษชุดสีแดงเบื้องหน้าขบวน เขาขี่ม้าแผ่นหลังตรงสง่างาม เจ้าบ่าวที่ทุกครั้งที่มองนางก็ยังใจเต้นแรง ตื่นเต้น และประหม่านับจากวันนั้นบนป้อมตระกูลเสิ่น เขากับนางคบหาส่งจดหมายและของฝาก กระทั่งตอนนี้ครบหนึ่งปีตระกูลอวี้จึงสู่ขอนางอย่างเป็นทางการ กำหนดวันมงคลและเจ้าบ่าวก็มารับเจ้าสาวที่ป้อมนับตั้งแต่วันแรก...จนถึงวันนี้ เขาไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด เคยเป็นอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้น เคยอ่อนโยนอย่างไรก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย ลึกๆ นางรู้สึกคล้ายกับว่าทั้งนางและเขารู้จักกันมานานมาก เขาล่วงรู้นิสัยใจคอของงนาง เชื่อใจนาง ราวกับว่าเขาเคยผ่านเรื่องราวมากมายมากับนางอวี้เฟิงเหลียน...เหอคุน คุณชายรองตระกูลอวี้ บุรุษที่ทั้งชีวิตนี้นางไม่เสียใจที่เลือกเขา ในยามที่เทียนซานพานพบกับฝนตกหนักหลายเดือน น้ำท่วมทางใต้แม้ไม่ได้รุนแรง ถึงอย่างนั้นเพราะการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำของเขา ทำให้ตระกูลเฉินผ่านพ้นความยากลำบาก เทียนซานไม่ต้องเผชิญกับความอดอยากขาดแคลนเขาเตือนทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ ตระกูล ให้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่กำลังตกหนัก ส่งเสบียงไปยังเมืองที่ขาดแคลน แม้คนเหล่านั้นเคยหัวเราะเยาะว่
อวี้เฟิงเหลียนเหม่อมองรอยยิ้มนั้นของหญิงสาว หัวใจของเขาเต้นแรงมาก ในยามที่นางผละไปเพื่อให้เขาได้พักผ่อน ฉางสือถอนหายใจมองเขา “คุณชาย...ท่านแย่แล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”เขาหัวเราะ “ใช่ แย่แล้ว ข้าแย่แล้วจริงๆ” เขายอมรับรุ่งเช้าวันต่อมา... เสิ่นหมิงเล่ออาสาพาเขาไปเดินเล่นรอบๆ ป้อมตระกูลเสิ่น เขาไม่มีทางปฏิเสธแน่นอนเช่นนี้จึงได้เห็นว่าภายในป้อมตระกูลเสิ่นแห่งนี้ ทุกอย่างล้วนจัดวางและเป็นระเบียบแบบแผนที่ลงตัวยิ่ง“ข้ารู้มาจากพี่รองแล้วว่าเพราะท่านดังนั้นข้าจึงหลุดพ้นจากคนตระกูลสวี ข้าต้องขอบคุณคุณชายรองมากนะเจ้าคะ”เขายิ้ม “คุณหนูสี่ชอบดอกบัวหรือไม่”นางชะงักมองเขาด้วยท่าทีงุนงง เขายิ้ม “เรียกข้าว่าเหอคุนก็ได้ นามของข้าล้วนแปลว่าดอกบัวทั้งสิ้น”นางกะพริบตามองเขาสองแก้มแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย “พี่...เหอคุน” นางพึมพำเสียงเบามาก“ได้ยินว่าท่านลุงเสิ่น คุณชายรอง รวมไปถึงเฮยมั่ว ทุกคนล้วนเรียกคุณหนูสี่ว่าเสี่ยวหวงหรงอย่างเป็นกันเอง ต่อไปพวกเราก็มิใช่คนอื่นไกล ข้าเรียกเจ้าเช่นนั้นบ้างได้หรือไม่ เจ้าเรียกข้าว่าพี่เหอคุน ข้าเองก็จะเรียกเจ้าว่า...เสี่ยวหวงหรง”นางเงยหน้ามองเขาเม้มปากกลบเกลื่อนความขัดเขิน
อวี้เฟิงเหลียน...ยืนมองทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเขาฝันว่าเคยยืนกับเสิ่นหมิงเล่อ เขาตั้งใจจะขุดคลองเพื่อสร้างระบบขนส่งทางน้ำมายังป้อมตระกูลเสิ่น พร้อมๆ กันนั้นก็ระดมเงินเพื่อซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำตั้งแต่ยังไม่เริ่มหน้าฝน โกดังสินค้าของเขาเพิ่มสินค้ามาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ...ข้าวเปลือกและธัญพืช“ที่นี่น่ะหรือ” เฮยมั่วเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา “ข้าไม่เคยรู้ว่าที่นี่ใกล้แม่น้ำ เคยสำรวจด้านนั้นแต่ไม่เคยมาฝั่งนี้”เสิ่นอวี๋เองก็เดินสำรวจไปรอบๆ “เหมาะจริงๆ ด้วย หอข่าวตระกูลอวี้นอกจากบันทึกเรื่องราวในเทียนซาน ที่จริงพวกเจ้าลอบสำรวจภูมิศาสตร์ด้วย?”ชายหนุ่มหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร คนของข้าเพียงบังเอิญเคยหลงเข้ามาที่นี่ ดังนั้นจึงบอกต่อมาอีกทอดหนึ่ง ข้าเห็นว่าน่าสนใจจึงลองมาดู พบว่าเหมาะจริงๆ”อีกฟากหนึ่ง “พี่รอง! พี่เฮยมั่ว!” เสิ่นหมิงเล่อตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความดีใจ ด้านหลังนอกจากเสิ่นจิ่วแล้วยังมี...ประมุขเสิ่น เสิ่นชิวเขาเห็นเฮยมั่วตัวแข็งทื่อ เห็นความกังวลของเสิ่นอวี๋ “พวกท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ประมุขเสิ่นให้อย่างไรก็เป็นบิดาของท่าน เขาจะต้องเข้าใจพวกท่านแน่ๆ เพียงแต่อาจจะใช้เวลา พวกท่านหล
เสิ่นหมิงเล่อหันขวับมามองยังทิศทางที่เขาอยู่ ทว่านางกลับมองผ่านเลยไป ไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้“คุณหนูทำไมหรือเจ้าคะ”“เหมือนมีคนเรียกข้า... แต่ว่าข้าคงหูฝาด มีเพียงท่านพ่อที่เรียกข้าว่าเสี่ยวหวงหรง ข้าคงคิดถึงท่านพ่อเสียแล้ว”“รีบกลับกันเถิดเจ้าค่ะ มิใช่มาเพราะอยากรู้ว่าคุณชายสวีหน้าตาอย่างไรหรอกหรือ ใกล้จะได้เวลาแล้วหาไม่คุณชายรู้ว่าท่านแอบออกมา ครั้งหน้าขอติดตามออกมาเที่ยวก็ไม่ง่ายแล้ว”เสิ่นหมิงเล่อเก็บดอกบัวขึ้นมาดอกหนึ่ง “ได้แล้วพวกเรากลับกันเถิด”เขา...มองรถม้าแล่นจากไปช้าๆ กระทั่งฉางสือจูงม้าสองตัวมาหยุดที่ใต้ต้นหูกวาง “คุณชาย”“อืม กลับกันเถิด” ตอนที่เขาควบม้าผ่านรถม้าของหญิงสาว ยังเหลือบไปเห็นว่านางเปิดม่านรถม้าออกดู ถึงอย่างนั้นอวี้เฟิงเหลียนก็ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง เขารอ... รอจังหวะ รอโอกาสที่ดีกว่านี้ รอให้นาง...ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับคู่หมายค่ำคืนนั้นเขาไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ เสิ่นอวี๋กับเฮยมั่วอำมหิตกว่าที่เขาคาด ทั้งสองไม่เพียงวางยาปลุกกำหนัดสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ หนำซ้ำยังแกล้งทำให้ประตูโรงเก็บฟางพัง เช่นนี้แล้วภาพอุจาดตาของคนทั้งสองที่กำลังกอดรัดฟัดเห
“ข้ามีเนื้อกับสุรามาฝาก เฮยมั่วได้ยินมาว่าเจ้าย่างปลาได้อร่อยนัก”“ท่านมาได้เวลาพอดีคุณชายรอง ข้าเพิ่งตกได้ปลาสองตัว ย่างแกล้มสุราเป็นอย่างไร”“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!”ระหว่างมื้อค่ำและการร่ำสุรา เขาบอกเล่าเรื่องการหมั้นหมายของเสิ่นหมิงเล่อกับสวีเหยียนถิงให้เสิ่นอวี๋ฟัง จากนั้นต่อด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ เสิ่นอวี๋โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ“ไอ้คนสารเลวกล้าดีอย่างไรมาหลอกน้องสาวของข้า!”“ท่านมาหาพวกเราเพราะมีแผนแล้วกระมัง” นึกไม่ถึงว่าเฮยมั่วกลับฉลาดนัก“ถูกต้อง ดังนั้นจึงแวะมาหาพวกท่าน เผื่อว่าพวกท่านอยากจะไปช่วยข้า”เสิ่นอวี๋มองเขาด้วยสายตาสงสัย “เพราะอะไรอยู่ๆ คุณชายรองจึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา”“แน่นอนว่าข้าไม่อาจเห็นสองตระกูลเกี่ยวดองสมหวัง สี่ตระกูลใหญ่ตอนนี้ไม่มีตระกูลใดเกี่ยวดอง อยู่ๆ ตระกูลสวีก็อยากให้บุตรชายแต่งงานกับคุณหนูสี่ พวกท่านไม่คิดว่ามันน่าแปลกหรอกหรือ ยังมี...ข้าเห็นคนของประมุขสวีไปด้อมๆ มองๆ ที่ป้อมตระกูลเสิ่น แถมยังพยายามลอบเข้ามกำแพงไปด้วย”“อะไรนะ! สวีหยวนต้องการจะทำอะไร? หรือว่าเขากำลังคิดไม่ดี?!”“ไม่ต้องกังวล ข้าให้คนเตือนคุณชายเสิ่นจิ
“เสิ่นหมิงเล่อเล่า” เฉินซีหลันเอ่ยถามทันทีหลังดื่มน้ำแกง“ข้าจะไปดูว่าคุณหนูตื่นแล้วหรือยัง รอสักครู่นะเจ้าคะ”“ข้าจะไปกับท่านด้วย” อวี้เฟิงเหลียนส่งเสียงรั้งแม่นมชุย“ดะ...ได้เจ้าค่ะ”ฉางสือ...แปลกใจกับท่าทีของแม่นมชุย เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินตามผู้เป็นนายไป ในใจรู้สึกว่าที่นี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
นาง...มองเขาขี่ม้าตรงเข้ามาหา ส่งเสียงถามด้วยรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา ทำให้ดวงตาดุดันคู่นั้นดูอ่อนโยนลง “คุณหนูสี่ ไม่ได้พบกันนานเจ้าสบายดีหรือไม่”อยู่ๆ หัวใจของนางก็เต้นแรงขึ้นพานนึกถึงจุมพิตที่นางบีบบังคับเอาจากเขา “ขะ...ข้าสบายดี” ไม่ทันไรก็เผลอมองริมฝีปากของเขาอีกแล้ว ...เสิ่นหมิงเล่อคราวนี้เจ้
“ขอรับพ่อบุญธรรม”แล้วคนตระกูลสวีก็ถูกบีบให้กลับออกมาจากจวน ของหมั้นเองก็ถูกขนออกมาวางหน้าป้อม ถึงอย่างนั้นนึกไม่ถึงว่าสองแม่ลูกตระกูลสวีจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กลับปักหลักเข้าพำนักยังเรือนหลังหนึ่งที่เช่าเอาไว้ ขนของหมั้นกลับเข้าไปเก็บและไม่ยอมกลับออกมาจากแดนตะวันออกเสิ่นจิ่วบอกหญิงสาวว่าทางสวีเหยียนถิง
“หกอสรพิษ?! สมควรตาย! พิษนั่นไร้ยาแก้!!”อวี้เฟิงเหลียนลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบของเขาสานสบกับหญิงสาว นางมองเขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะส่งเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต”“ท่านเองก็ช่วยข้า ดังนั้นพวกเราไม่มีสิ่งใดติดค้าง” นางเพิ่งพูดจบเขาก็กระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง ดูแล้วคงจะทรมานมาก เห็นชัดว่าพิษ







