登入เสียงม้าควบตามหลังมาจากนั้นเสียงการต่อสู้ก็ดังขึ้น ชายคนที่หลบอยู่ในรถม้ากับนางลอบมองออกไปด้านนอก เขาพยายามเล็งหน้าไม้ไปยังคนด้านนอก หญิงสาวรู้ว่าหากยังนิ่งเฉยคนด้านนอกถูกทำร้ายนางเองก็คงมีชะตากรรมที่ไม่ดีนัก เช่นนี้แล้วจึงกลั้นหายใจกระโดดเข้าไปใช้ไหล่กระแทกสีข้างของอีกฝ่ายสุดแรงเกิด!!
“ระวังด้วยเขาอาบยาพิษบนลูกดอก!!” นางตะโกนสุดเสียงต่อมาก็ยังถูกบุรุษข้างๆ สะบัดจนร่างกระเด็นไปกระแทกผนังรถม้า เจ็บจนลุกไม่ขึ้น...จุกจนพูดไม่ออก
ด้านนอกได้ยินเสียงฟ้าคำรามดังลั่น ไม่นานสายฝนก็เทลงมาราวกับฟ้าถล่ม ฝนตกหนักมากแต่การไล่ล่ากลับไม่จบลง รถม้าโคลงเคลงวิ่งเร็วมากจนน่าหวาดหวั่น เสินหมิงเล่อพยายามคงสติเอาไว้ให้มั่นคง ตอนนางลืมตาขึ้นก็พบว่าบุรุษชุดดำยิงหน้าไม้ออกไปอีกครั้ง จากนั้นเตรียมอาบยาพิษบนลูกดอกอีก
เขาหันมามองนางจากนั้นเล็งหน้าไม้มา นางเบิกตามองเขา...ทว่าปลายกระบี่เล่มหนึ่งกลับจ้วงแทงเข้ามาในรถม้า
ชายผู้นั้นคว้าข้อมือของคนด้านนอกเอาไว้ เล็งหน้าไม้อีกครั้ง หญิงสาวได้แต่ร่ำร้องในใจว่าแย่แล้ว พอรวบรวมเรี่ยวแรงได้ก็ลุกขึ้นดันหน้าไม้ขึ้นเบี่ยงออกไปอีกด้าน ถึงอย่างนั้น...ลูกดอกก็ยังเฉี่ยวโดนไหล่ของบุรุษผู้นั้นอยู่ดี
เสียงตะโกนโหวกเหวกดังตามมาด้านหลัง บุรุษชุดดำถูกแทงจนปลายกระบี่ทะลุแผ่นหลัง แม้เขากำลังจะตายยังยิ้มออกมาพร้อมกล่าว “ข้าจะไปรอเจ้าที่ปรโลก ดูว่าเจ้าจะทนหกอสรพิษได้กี่วัน”
“คุณชายรอง! หลบออกมาขอรับ! รถม้ากำลังจะตกลงไปในแม่น้ำ!!!”
นางเบิกตาเงยหน้าขึ้นสบตากับบุรุษด้านนอก เขามองนางจากนั้นเสียบกระบี่กลับเข้าฝักบนบังเหียนม้า ยื่นอีกมือคว้าขอบหน้าต่างรถม้า “ส่งมือมาให้ข้า!” เขาบอกนาง
เสิ่นหมิงเล่อเพิ่งยื่นมือออกไปจับมือเขา ปลายเท้าของนางก็รับรู้ได้ว่าพื้นรถม้าเบาโหวงล่องลอย... ม้าที่ไร้คนบังคับแตกตื่นวิ่งหลุดลงจากท่าเรือ รถม้าทั้งคันแล่นตกลงไปในแม่น้ำทั้งอย่างนั้น...
หวงซานเหอกว้างใหญ่น้ำไหลเชี่ยวกราก ยิ่งช่วงนี้เป็นหน้าฝนน้ำก็ยิ่งไหลแรง รถม้าถูกสายน้ำพัดไปตามกระแสน้ำขณะเดียวกันก็เริ่มจมลง
เสิ่นหมิงเล่อกำลังพยายามตะเกียกตะกาย ข้อมือของนางยังคงถูกกุมเอาไว้ ในยามที่ทั้งสองกำลังทะยานขึ้นมายังผิวน้ำ ทว่าตอนที่นางโผล่หน้าขึ้นมาหายใจได้ นางกลับพบว่าข้างกายว่างเปล่า บุรุษที่ช่วยพานางออกมาจากรถม้าหายไปแล้ว เขาโดนลูกดอกอาบพิษที่หัวไหล่ ดังนั้นไม่ต้องเดาก็รู้ว่าพิษนั่นออกฤทธิ์แล้ว!
นางไม่มัวคิดใคร่ครวญเพราะอย่างไรอีกฝ่ายก็มีคุณธรรมคิดช่วยนาง ดังนั้นเสิ่นหมิงเล่อจึงดำลงไปอีกครั้ง มองเห็นบุรุษที่กำลังจมดิ่งลงไปไม่ไกลนัก เช่นนี้จึงดำน้ำลงไปลากเขากลับขึ้นมาบนผิวน้ำ ดันใบหน้าเขาให้อยู่เหนือน้ำ พยายามต่อสู้กับกระแสน้ำเพื่อพาตัวเองและเขากลับขึ้นฝั่ง
ตอนเพิ่งแตะขอบฝั่งใบหน้าหล่อเหลาของเขาทำให้นางตกตะลึง “...อวี้เฟิงเหลียน??” นางเคยพบเขาสองครั้งในฝันบอกเหตุ ครั้งแรกก็คือที่จวนตระกูลสวี เขาไปร่วมงานเลี้ยงที่ตระกูลสวีจัดขึ้น ตอนนั้นมีข่าวว่าเขาโดนพิษร้ายแรงมีชีวิตอยู่ได้อีกไม่นาน ครั้งที่สองก็คือตอนที่บิดาของนางสิ้นใจ ตระกูลอวี้ส่งตัวแทนไปเคารพศพ อวี้เฟิงเหลียนผู้นี้ก็คือตัวแทนตระกูลอวี้
ชายหนุ่มลืมตามองนางอย่างอ่อนแรง เขาสำลักน้ำออกมา นางช่วยประคองเขาเอาไว้ ทว่าเรี่ยวแรงของนางเองก็หมดไปกับการสู้กับกระแสน้ำ ไม่ทันลุกขึ้นทั้งสองก็ล้มลงไปยังขอบฝั่ง โดนคนสูงใหญ่กว่ากระอทกลงมาทาบทับ
นาง...เจ็บจนพูดไม่ออก ตอนเงยหน้าขึ้นมองก็เห็นว่าเขาลืมตามองนางอยู่ พยายามรวบรวมเรี่ยวแรงพลิกตัวออกจากตัวนาง
“ท่านถูกพิษแล้ว” นางพูดเสียงเบามองไปรอบๆ จากนั้นช่วยพยุงเขาลุกขึ้นนั่ง หญิงสาวมองแผลที่หัวไหล่ของเขา ฉีกชายกระโปรงออกเป็นเส้นจากนั้นใช้มัดเหนือแผลขึ้นมาจนมั่นใจว่าแน่นพอ “เช่นนี้อาจชะลอการแพร่กระจายของพิษได้” แม่ไม่มั่นใจเพราะระยะเวลาที่อยู่ในน้ำก็ครู่หนึ่ง...
สายตาเหลือบไปเห็นจอนผมของเขา...มันเริ่มเปลี่ยนสีตั้งแต่โคนผม ริมฝีปากของเขาคล้ำขึ้น แม้กระทั่งเลือดที่ซึมออกมายังมีสีเข้มจนดูน่ากลัว บนฝั่งมีเสียงตะโกนเรียก “ทางนี้! เขาอยู่ทางนี้!” นางตะโกนตอบกลับไปเพราะจำเสียงนี้ได้ เสียงนี้ก็คือเสียงที่ตะโกนบอกให้อวี้เฟิงเหลียนหยุดตอนที่รถม้ากำลังพุ่งลงแม่น้ำ
“คุณชายรอง!” เขาปราดเข้ามาด้วยใบหน้าเป็นกังวล จากนั้นช่วยแบกอวี้เฟิงเหลียนขึ้นเนิน ทว่ายังไม่ทันได้ขึ้นหลังม้าอวี้เฟิงเหลียนก็กระอักเลือดออกมาคำหนึ่ง ดวงตาของเขาเปิดปรือ “คุณชาย! เกิดอะไรขึ้น! ท่านเป็นอะไรไป”
เสิ่นหมิงเล่อเหนื่อยจนหอบ นางเดินเข้ามาหยุดใกล้ๆ ช่วยประคองให้อวี้เฟิงเหลียนนั่งลง “ชายคนนั้นบอกว่าเป็นหกอสรพิษ ข้าเห็นเขาอาบยาพิษเอาไว้ที่ปลายลูกดอก” นางชี้ไปที่หัวไหล่ของอวี้เฟิงเหลียน “เขาถูกพิษ”
นางกอดเขาแน่นมาก ในใจยังคงเต็มไปด้วยความหวาดหวั่น หลายๆ อย่างคล้ายชัดเจนทว่าก็ไม่ได้เกิดขึ้น จะว่าไปแล้วมันไม่เกิดขึ้นก็เพราะถูกอวี้เฟิงเหลียนเปลี่ยนหากเขาไม่ช่วยพี่ชายกับเฮยมั่ว หากเขาไม่เปิดโปงสวีเหยียนถิง หากนางไม่ได้ถูกถอนหมั้น หากบิดาของนางไม่ยอมยกโทษให้พี่ชาย หากว่า...เขากับนางไม่ได้พบกัน“นอนเสีย ข้าอยู่ตรงนี้แล้ว อยู่กับเจ้า ข้าจะปกป้องเจ้าเอง”คำว่า...หากว่า ถูกคำพูดของเขาพัดหายไปจากใจ นางซบใบหน้าลงไปบนอกแกร่ง กอดกระชับอ้อมแขน “ท่านพี่”“หืม”“ได้พบท่าน...ข้าโชคดีเหลือเกิน”“ข้ารู้ ข้าเองก็โชคดีที่ได้พบเจ้า”“บอกข้าได้หรือไม่เจ้าค่ะ จริงๆ แล้วท่านพบข้าครั้งแรกเมื่อไหร่”เขาหัวเราะ “เจ้าจะไม่ได้หรอก เพราะข้า...ไปแอบดูเจ้าตั้งหลายครั้ง ได้ยินมาว่าคุณหนูสี่ตระกูลเสิ่นงดงามอ่อนโยน ทว่าท่านพ่อตาหวงแหนนักไม่ยอมให้นางออกมาจากป้อม ดังนั้น...ข้าจึงแอบปลอมตัวปีนกำแพงเข้าไป”นางเงยหน้าขึ้นเบิกตามองเขา “ท่าน...”เขาหัวเราะ “ตอนรู้ว่าสวีเหยียนถิงหมายตาในตัวเจ้าทั้งที่ไม่เคยพบหน้า ในใจของข้ามองเขาเป็นศัตรูไปนานแล้ว กลับไปวางแผนก็ยังไม่ทันการณ์ นึกไม่ถึงว่าประมุขสวีจะลงมือฉับไว อาศัยที่เขา
เสิ่นหมิงเล่อ...แง้มม่านรถม้ามองไปยังบุรุษชุดสีแดงเบื้องหน้าขบวน เขาขี่ม้าแผ่นหลังตรงสง่างาม เจ้าบ่าวที่ทุกครั้งที่มองนางก็ยังใจเต้นแรง ตื่นเต้น และประหม่านับจากวันนั้นบนป้อมตระกูลเสิ่น เขากับนางคบหาส่งจดหมายและของฝาก กระทั่งตอนนี้ครบหนึ่งปีตระกูลอวี้จึงสู่ขอนางอย่างเป็นทางการ กำหนดวันมงคลและเจ้าบ่าวก็มารับเจ้าสาวที่ป้อมนับตั้งแต่วันแรก...จนถึงวันนี้ เขาไม่เคยเปลี่ยนไปสักนิด เคยเป็นอย่างไรก็ยังเป็นเช่นนั้น เคยอ่อนโยนอย่างไรก็ยังเสมอต้นเสมอปลาย ลึกๆ นางรู้สึกคล้ายกับว่าทั้งนางและเขารู้จักกันมานานมาก เขาล่วงรู้นิสัยใจคอของงนาง เชื่อใจนาง ราวกับว่าเขาเคยผ่านเรื่องราวมากมายมากับนางอวี้เฟิงเหลียน...เหอคุน คุณชายรองตระกูลอวี้ บุรุษที่ทั้งชีวิตนี้นางไม่เสียใจที่เลือกเขา ในยามที่เทียนซานพานพบกับฝนตกหนักหลายเดือน น้ำท่วมทางใต้แม้ไม่ได้รุนแรง ถึงอย่างนั้นเพราะการซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำของเขา ทำให้ตระกูลเฉินผ่านพ้นความยากลำบาก เทียนซานไม่ต้องเผชิญกับความอดอยากขาดแคลนเขาเตือนทุกๆ ฝ่าย ทุกๆ ตระกูล ให้เตรียมพร้อมรับมือกับฝนที่กำลังตกหนัก ส่งเสบียงไปยังเมืองที่ขาดแคลน แม้คนเหล่านั้นเคยหัวเราะเยาะว่
อวี้เฟิงเหลียนเหม่อมองรอยยิ้มนั้นของหญิงสาว หัวใจของเขาเต้นแรงมาก ในยามที่นางผละไปเพื่อให้เขาได้พักผ่อน ฉางสือถอนหายใจมองเขา “คุณชาย...ท่านแย่แล้วจริงๆ ใช่หรือไม่”เขาหัวเราะ “ใช่ แย่แล้ว ข้าแย่แล้วจริงๆ” เขายอมรับรุ่งเช้าวันต่อมา... เสิ่นหมิงเล่ออาสาพาเขาไปเดินเล่นรอบๆ ป้อมตระกูลเสิ่น เขาไม่มีทางปฏิเสธแน่นอนเช่นนี้จึงได้เห็นว่าภายในป้อมตระกูลเสิ่นแห่งนี้ ทุกอย่างล้วนจัดวางและเป็นระเบียบแบบแผนที่ลงตัวยิ่ง“ข้ารู้มาจากพี่รองแล้วว่าเพราะท่านดังนั้นข้าจึงหลุดพ้นจากคนตระกูลสวี ข้าต้องขอบคุณคุณชายรองมากนะเจ้าคะ”เขายิ้ม “คุณหนูสี่ชอบดอกบัวหรือไม่”นางชะงักมองเขาด้วยท่าทีงุนงง เขายิ้ม “เรียกข้าว่าเหอคุนก็ได้ นามของข้าล้วนแปลว่าดอกบัวทั้งสิ้น”นางกะพริบตามองเขาสองแก้มแดงซ่านขึ้นเล็กน้อย “พี่...เหอคุน” นางพึมพำเสียงเบามาก“ได้ยินว่าท่านลุงเสิ่น คุณชายรอง รวมไปถึงเฮยมั่ว ทุกคนล้วนเรียกคุณหนูสี่ว่าเสี่ยวหวงหรงอย่างเป็นกันเอง ต่อไปพวกเราก็มิใช่คนอื่นไกล ข้าเรียกเจ้าเช่นนั้นบ้างได้หรือไม่ เจ้าเรียกข้าว่าพี่เหอคุน ข้าเองก็จะเรียกเจ้าว่า...เสี่ยวหวงหรง”นางเงยหน้ามองเขาเม้มปากกลบเกลื่อนความขัดเขิน
อวี้เฟิงเหลียน...ยืนมองทะเลสาบที่ครั้งหนึ่งเขาฝันว่าเคยยืนกับเสิ่นหมิงเล่อ เขาตั้งใจจะขุดคลองเพื่อสร้างระบบขนส่งทางน้ำมายังป้อมตระกูลเสิ่น พร้อมๆ กันนั้นก็ระดมเงินเพื่อซ่อมแซมเขื่อนกั้นน้ำตั้งแต่ยังไม่เริ่มหน้าฝน โกดังสินค้าของเขาเพิ่มสินค้ามาอีกหนึ่งอย่าง นั่นก็คือ...ข้าวเปลือกและธัญพืช“ที่นี่น่ะหรือ” เฮยมั่วเดินมาหยุดอยู่ด้านหลังของเขา “ข้าไม่เคยรู้ว่าที่นี่ใกล้แม่น้ำ เคยสำรวจด้านนั้นแต่ไม่เคยมาฝั่งนี้”เสิ่นอวี๋เองก็เดินสำรวจไปรอบๆ “เหมาะจริงๆ ด้วย หอข่าวตระกูลอวี้นอกจากบันทึกเรื่องราวในเทียนซาน ที่จริงพวกเจ้าลอบสำรวจภูมิศาสตร์ด้วย?”ชายหนุ่มหัวเราะ “จะเป็นไปได้อย่างไร คนของข้าเพียงบังเอิญเคยหลงเข้ามาที่นี่ ดังนั้นจึงบอกต่อมาอีกทอดหนึ่ง ข้าเห็นว่าน่าสนใจจึงลองมาดู พบว่าเหมาะจริงๆ”อีกฟากหนึ่ง “พี่รอง! พี่เฮยมั่ว!” เสิ่นหมิงเล่อตะโกนเสียงดังลั่นด้วยความดีใจ ด้านหลังนอกจากเสิ่นจิ่วแล้วยังมี...ประมุขเสิ่น เสิ่นชิวเขาเห็นเฮยมั่วตัวแข็งทื่อ เห็นความกังวลของเสิ่นอวี๋ “พวกท่านไม่ได้ทำอะไรผิด ประมุขเสิ่นให้อย่างไรก็เป็นบิดาของท่าน เขาจะต้องเข้าใจพวกท่านแน่ๆ เพียงแต่อาจจะใช้เวลา พวกท่านหล
เสิ่นหมิงเล่อหันขวับมามองยังทิศทางที่เขาอยู่ ทว่านางกลับมองผ่านเลยไป ไม่รู้ว่าเขาซ่อนตัวอยู่บนต้นไม้“คุณหนูทำไมหรือเจ้าคะ”“เหมือนมีคนเรียกข้า... แต่ว่าข้าคงหูฝาด มีเพียงท่านพ่อที่เรียกข้าว่าเสี่ยวหวงหรง ข้าคงคิดถึงท่านพ่อเสียแล้ว”“รีบกลับกันเถิดเจ้าค่ะ มิใช่มาเพราะอยากรู้ว่าคุณชายสวีหน้าตาอย่างไรหรอกหรือ ใกล้จะได้เวลาแล้วหาไม่คุณชายรู้ว่าท่านแอบออกมา ครั้งหน้าขอติดตามออกมาเที่ยวก็ไม่ง่ายแล้ว”เสิ่นหมิงเล่อเก็บดอกบัวขึ้นมาดอกหนึ่ง “ได้แล้วพวกเรากลับกันเถิด”เขา...มองรถม้าแล่นจากไปช้าๆ กระทั่งฉางสือจูงม้าสองตัวมาหยุดที่ใต้ต้นหูกวาง “คุณชาย”“อืม กลับกันเถิด” ตอนที่เขาควบม้าผ่านรถม้าของหญิงสาว ยังเหลือบไปเห็นว่านางเปิดม่านรถม้าออกดู ถึงอย่างนั้นอวี้เฟิงเหลียนก็ไม่ได้หันหลังกลับไปมอง เขารอ... รอจังหวะ รอโอกาสที่ดีกว่านี้ รอให้นาง...ได้รู้ความจริงเกี่ยวกับคู่หมายค่ำคืนนั้นเขาไม่ต้องลงมือเองด้วยซ้ำ เสิ่นอวี๋กับเฮยมั่วอำมหิตกว่าที่เขาคาด ทั้งสองไม่เพียงวางยาปลุกกำหนัดสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ หนำซ้ำยังแกล้งทำให้ประตูโรงเก็บฟางพัง เช่นนี้แล้วภาพอุจาดตาของคนทั้งสองที่กำลังกอดรัดฟัดเห
“ข้ามีเนื้อกับสุรามาฝาก เฮยมั่วได้ยินมาว่าเจ้าย่างปลาได้อร่อยนัก”“ท่านมาได้เวลาพอดีคุณชายรอง ข้าเพิ่งตกได้ปลาสองตัว ย่างแกล้มสุราเป็นอย่างไร”“เช่นนั้นก็ประเสริฐ!”ระหว่างมื้อค่ำและการร่ำสุรา เขาบอกเล่าเรื่องการหมั้นหมายของเสิ่นหมิงเล่อกับสวีเหยียนถิงให้เสิ่นอวี๋ฟัง จากนั้นต่อด้วยเรื่องราวความสัมพันธ์ของสวีเหยียนถิงกับหลี่เซวียนเอ๋อร์ เสิ่นอวี๋โกรธจนใบหน้าเขียวคล้ำ“ไอ้คนสารเลวกล้าดีอย่างไรมาหลอกน้องสาวของข้า!”“ท่านมาหาพวกเราเพราะมีแผนแล้วกระมัง” นึกไม่ถึงว่าเฮยมั่วกลับฉลาดนัก“ถูกต้อง ดังนั้นจึงแวะมาหาพวกท่าน เผื่อว่าพวกท่านอยากจะไปช่วยข้า”เสิ่นอวี๋มองเขาด้วยสายตาสงสัย “เพราะอะไรอยู่ๆ คุณชายรองจึงสนใจเรื่องนี้ขึ้นมา”“แน่นอนว่าข้าไม่อาจเห็นสองตระกูลเกี่ยวดองสมหวัง สี่ตระกูลใหญ่ตอนนี้ไม่มีตระกูลใดเกี่ยวดอง อยู่ๆ ตระกูลสวีก็อยากให้บุตรชายแต่งงานกับคุณหนูสี่ พวกท่านไม่คิดว่ามันน่าแปลกหรอกหรือ ยังมี...ข้าเห็นคนของประมุขสวีไปด้อมๆ มองๆ ที่ป้อมตระกูลเสิ่น แถมยังพยายามลอบเข้ามกำแพงไปด้วย”“อะไรนะ! สวีหยวนต้องการจะทำอะไร? หรือว่าเขากำลังคิดไม่ดี?!”“ไม่ต้องกังวล ข้าให้คนเตือนคุณชายเสิ่นจิ
“เสิ่นหมิงเล่อเล่า” เฉินซีหลันเอ่ยถามทันทีหลังดื่มน้ำแกง“ข้าจะไปดูว่าคุณหนูตื่นแล้วหรือยัง รอสักครู่นะเจ้าคะ”“ข้าจะไปกับท่านด้วย” อวี้เฟิงเหลียนส่งเสียงรั้งแม่นมชุย“ดะ...ได้เจ้าค่ะ”ฉางสือ...แปลกใจกับท่าทีของแม่นมชุย เขาลุกขึ้นจากนั้นเดินตามผู้เป็นนายไป ในใจรู้สึกว่าที่นี่มีบางอย่างไม่ชอบมาพากล
นาง...มองเขาขี่ม้าตรงเข้ามาหา ส่งเสียงถามด้วยรอยยิ้มที่ส่งไปถึงดวงตา ทำให้ดวงตาดุดันคู่นั้นดูอ่อนโยนลง “คุณหนูสี่ ไม่ได้พบกันนานเจ้าสบายดีหรือไม่”อยู่ๆ หัวใจของนางก็เต้นแรงขึ้นพานนึกถึงจุมพิตที่นางบีบบังคับเอาจากเขา “ขะ...ข้าสบายดี” ไม่ทันไรก็เผลอมองริมฝีปากของเขาอีกแล้ว ...เสิ่นหมิงเล่อคราวนี้เจ้
“ขอรับพ่อบุญธรรม”แล้วคนตระกูลสวีก็ถูกบีบให้กลับออกมาจากจวน ของหมั้นเองก็ถูกขนออกมาวางหน้าป้อม ถึงอย่างนั้นนึกไม่ถึงว่าสองแม่ลูกตระกูลสวีจะไม่ยอมแพ้ง่ายๆ กลับปักหลักเข้าพำนักยังเรือนหลังหนึ่งที่เช่าเอาไว้ ขนของหมั้นกลับเข้าไปเก็บและไม่ยอมกลับออกมาจากแดนตะวันออกเสิ่นจิ่วบอกหญิงสาวว่าทางสวีเหยียนถิง
“หกอสรพิษ?! สมควรตาย! พิษนั่นไร้ยาแก้!!”อวี้เฟิงเหลียนลืมตาขึ้น ดวงตาคมกริบของเขาสานสบกับหญิงสาว นางมองเขานึกไม่ถึงว่าอีกฝ่ายจะส่งเสียงแผ่วเบา “ขอบคุณแม่นางที่ช่วยชีวิต”“ท่านเองก็ช่วยข้า ดังนั้นพวกเราไม่มีสิ่งใดติดค้าง” นางเพิ่งพูดจบเขาก็กระอักเลือดออกมาอีกคำหนึ่ง ดูแล้วคงจะทรมานมาก เห็นชัดว่าพิษ







