LOGINจ้าวเฟยเฟยทำลูกบวบจำนวนแปดลูกจากนั้นก็ตัดไม้ไผ่ยาวเก้าเมตรมาวางขวางและผูกด้วยเถาวัลย์ยึดกับลูกบวบทีละต้นจนเต็มเป็นแพขนาดใหญ่ เฉินผิงผิงเห็นก็ตาโต ท่านแม่ร้ายกาจยิ่งนักนางสร้างบ้านในน้ำได้ด้วย จ้าวเฟยเฟยวางขวางเรียบร้อยเพื่อกันน้ำในลำธารกระฉอกขึ้นมาเปียกนางจึงวางเรียงแนวยาวอีกหนึ่งชั้น กว่าหนึ่งชั่วยามนางจึงได้แพสูงประมาณสามฉื่อ ก่อนจะสับฟากไม้ไผ่มาปูทำพื้นให้เรียบเฉินผิงผิงหยิบกระบอกน้ำมาส่งให้แต่ท่านแม่ของนางอยู่ในลำธารเด็กน้อยลงไปไม่ได้
"ท่านแม่ ดื่มน้ำเจ้าคะ ท่านแช่น้ำนานแล้วหนาวหรือไม่เจ้าคะ"
"อย่ามาใกล้ลำธารมันลื่นเพราะเมื่อคืนฝนตก แม่จะเดินไปเอาเองลูกวางไว้ตรงนั้นแหละ"
เฉินผิงผิงวางกระบอกไม้ไผ่เอาไว้ให้ท่านแม่ของนาง ยามนี้ทานแม่ไม่ดุแล้วอีกทั้งยังป้อนมันเทศและกอดนางด้วย เฉินโม่หวายไม่วางใจสายตายังคงจ้องจ้าวเฟยเฟยอยู่ แต่ด้วยความหิวและกลิ่นหอมเดิมเขาคิดว่าจะไม่กินของสตรีใจร้ายคนนั้น แต่ตอนนี้เขากำลังนั่งเคี้ยวมันเทศอย่างอร่อย
จ้าวเฟยเฟยที่เดิมจะใช้ไม้ไผ่ทำหลังคา แต่นางเดินไปเจอหญ้าคาตอนที่ตัดไม้ไผ่จึงเกี่ยวแล้วผึ่งแดดเอาไว้ก่อน นางเริ่มขึ้นเสาโดยนางวางเสาแปดต้น จากนั้นก็ทำคานใช้ไม้ไผ่มาวางตรงกลาง ก่อนจะเอาไม้ไผ่วางตั้งขึ้นพิงกับคานและปีนขึ้นไป ลมพัดมาทำให้แพกระเพื่อมนางเกือบจะตกจากหลังคา มือคว้าเอาไว้ข้างเดียว แต่กลับรู้สึกว่ามีมือมาโอบเอวนางเอาไว้ เมื่อมองดูก็เห็นเป็นเฉินมู่หยางที่กึ่งอุ้มนาง
"ขอบคุณ"
"ไม่เป็นไร เจ้าทำอะไรข้าบอกจะเช่าบ้านท่านหลี่เจิ้งมิใช่หรือ"
"เจ้าอยากไปเช่าก็ไป ข้าจะสร้างที่พักเอง ไม่อยากให้ญาติเจ้ามาวุ่นวายอีก"
"เอ่อ ข้าไม่ได้ให้เงินพวกเขาวันนี้ข้าขายให้เถ้าแก่สามเจ้าพวกเขาไม่มีเนื้อพอดี เขาซื้อเหมาตัวละสามสิบตำลึง กวางข้าขายได้ยี่สิบตำลึง ข้าเอาเขากวางไปขายร้านยาตามที่เจ้าบอกได้มาหนึ่งร้อยตำลึง เอ่อเงินข้าให้เจ้าเก็บดีหรือไม่"
เฉินมู่หยางเองก็ไม่เข้าใจว่าทำไมเขาต้องบอกนางทั้งที่เมื่อก่อนเขาคร้านจะพูดกับนางด้วยซ้ำ จ้าวเฟยเฟยแค่พยักหน้าก่อนจะทำงานตรงหน้าต่อ เฉินมู่หยางบอกว่าเขาจะขึ้นไปเอง จากนั้นก็ปีนขึ้นไป จ้าวเฟยเฟยไม่พูดมากหากฝนตกจะลำบากนางส่งท่อนไม้ให้กับเขา ไม้ไผ่ซีกถูกมัดขวางไม้ท่อนเป็นเหมือนตารางก่อนที่จ้าวเฟยเฟยจะมัดหญ้าฟางเป็นกำเล็กๆจากนั้นก็ขัดจากด้านล่างสลับหว่างขึ้นไปจนถึงด้านบน
สองคนใช้เวลาสามชั่วยามก็ทำหลังคาเรียบร้อย จ้าวเฟยเฟยหยิบคบเพลิงที่นางทำไว้ก่อนหน้าออกมาแล้วจุด เฉินมู่หยางสับฟากต้นไผ่ก่อนที่จ้าวเฟยเฟยจะนำมาขัดเป็นตารางสลับกันจากนั้นก็นำไปมัดติดกับเสาที่ทำรอเอาไว้ ผนังเรียบร้อยก็เข้ายามซวีพอดี เฉินมู่หยางซื้อซาลาเปามายี่สิบลูกมื้อเย็นจึงไม่ต้องทำ
จ้าวเฟยเฟยตั้งเสาสูงประมาณสี่ฉื่อรอบๆแพเรียบร้อยแล้วเหลือเพียงแค่ใช้ไม้ไผ่ที่นางผ่าซีกมาขัดก็จะได้ราวกั้นแพเพื่อกันเด็กๆตกลงไป ด้านหน้าด้านหลังมีพื้นที่ใช้สอยพอควร รอบๆแพสามารถเดินได้ มองลงไปที่ลำธารไม่ว่านำจะขึ้นสูงเพียงใดแพก็ไม่จมและน้ำไม่อาจเข้ามาถึงด้านบน เฉินมู่หยางทึ่งในฝีมือสร้างแพของนางจริงๆ เขาเองแม้จะเป็นนายพรานบิดาเป็นช่างไม้ก็ไม่อาจสร้างออกมาได้เช่นนี้
"ตาเฒ่า ท่านทำสะพานสักอันข้ามจากตลิ่งมาแพ เอาให้กว้างหน่อย ข้าจะไปขนเสื้อผ้ากับเครื่องเรือนมาไว้ในนี้"
"เราไม่เอาติดริมฝั่งหรือ"
"ข้าจะถ่อแพไปกลางลำธารยามค่ำคืน แม้น้ำจะไม่ลึกเท่าไหร่แต่คงไม่มีใครว่ายน้ำข้ามมาแย่งเสบียงข้าแน่ๆ"
จากนั้นนางก็เดินไปยังบ้านดินที่โดนฝนเมื่อคืนตอนนี้สภาพไม่ต่างกับเศษดินเท่าไหร่
จ้าวเฟยเฟยสร้างแพเล็กๆไว้สำหรับลากขนของหนึ่งแพ นางนำข้าวของใส่แพก่อนจะเข็นไปยังแพใหญ่ เฉินมู่หยางที่สร้างสะพานเสร็จแล้วมองคนตัวเล็กที่กำลังโยนข้าวของจากแพเล็กไปยังแพหลักก็ลุยน้ำมาหานางก่อนจะเอ่ย
"เจ้าแช่น้ำทั้งวันแล้วจะป่วยเอาได้ มาเถอะปล่อยให้ข้าจัดการเอง"
"อืม"
จ้าวเฟยเฟยแบกกระบะดินสองใบที่นางทำไว้สำหรับจุดไฟขึ้นบ้านแพอย่างระมัดระวัง แม้เพียงอุปกรณ์ง่าย ๆ แต่ก็สำคัญยิ่งยามฝนพรำเช่นนี้ เมื่อวางเรียบร้อย นางยกชายกระโปรงเปียกน้ำขึ้นเล็กน้อย ก่อนจะก้าวขึ้นสะพานไม้ที่เพิ่งสร้างเสร็จ ทว่าความเย็นจากลำธารที่แช่อยู่นาน ทำให้ร่างกายเริ่มสั่นน้อย ๆ
ไม่ทันเอ่ยปาก เฉินมู่หยางก็ก้าวเข้ามา อุ้มร่างบางขึ้นแนบอก ก่อนจะวางนางลงอย่างเบาที่สุดบนสะพาน
“ขอบคุณ”
จ้าวเฟยเฟยพยักหน้าสั้น ๆ ด้วยความเคยชิน แล้วหมุนตัวเดินเข้าห้องพักเพื่อเปลี่ยนเสื้อผ้า
เสียงฟ้าร้องคำรามมาแต่ไกล ลมเริ่มพัดใบไม้ปลิวกระจายโชคดีที่วันนี้นางเก็บลูกสนมาได้หลายตะกร้าในตอนข้ามฝั่งไปสำรวจ ลูกสนแห้งไวกว่าฟืนไม้ และหากพรุ่งนี้ฝนตก อย่างน้อยก็พอใช้ได้สักสามสี่คืน
ภายในห้องพักเล็ก ๆ จ้าวเฟยเฟยเปลี่ยนชุดที่เปียกเป็นเสื้อผ้าสะอาด จากนั้นก็นำชุดเดิมไปตากบนราวไม้ด้านข้างที่หันหน้าสู่ลม
กระบะดินถูกวางอย่างมั่นคงบนก้อนหินจากลำธาร นางเตรียมจุดไฟเพื่อให้ความอบอุ่นในคืนนี้ ไฟจากลูกสนเมื่อจุดแล้วจะมีเสียงเปาะแปะ และส่งกลิ่นหอมบาง ๆ
เด็กทั้งสองเดินจูงมือบิดาเพราะแสงสว่างหมดไปแล้ว จะเข้ายามห้ายแล้วท่านพ่อกับท่านแม่เพิ่งจะสร้างที่พักเสร็จ หลังจากข้ามมาเฉินมู่หยางก็เก็บสะพานขึ้น เมื่อเข้ามาข้างในก็เห็นท่านแม่ปูผ้านวมหนาวสองชั้น วันนี้ท่านพ่อซื้อผ้านวมกลับมาสี่ผืนอีกด้วย จ้าวเฟยเฟยกำลังนำผ้าหยาบมากางปิดกำแพงเพื่อไม่ให้ลมลอดเข้ามาได้ เฉินมู่หยางเอ่ยถามนาง
"นั่นเป็นสินเดิมเจ้าเอามาทำเช่นนี้จะดีหรือ"
"สินเดิมแล้วอย่างไร ข้าไม่อยากหนาวตาย หากมีชีวิตรอดก็หาเงินซื้อใหม่ได้ ข้ากินมันเทศอิ่มแล้ว ซาลาเปาพวกเจ้ากินกันเองเถอะ"
จ้าวเฟยเฟยปูที่นอนให้กับเด็กๆโดยใช้ผ้านวมผืนเก่าของนางสองผืนส่วนผ้าห่มก็ใช้ของพวกเขา นางเหลือเพียงผ้านวมผืนเก่าหลือสองผืนที่ยายแม่เลี้ยงให้มาเป็นสินเดิมแม้จะเก่าแต่ก็ยังดีกว่าหนาวตาย ร่างบางกระเถิบไปนอนอีกด้านไม่นอนกับสามพ่อลูกแต่อย่างใด
นางจงใจทำตัวห่างเหินเขาอย่างเห็นได้ชัด นางตั้งใจทิ้งระยะห่างหรือว่านางยังคิดถึงคู่หมั้นเก่าคนนั้นกัน จ้าวเฟยเฟยที่แช่ฝนทั้งคืนแถมวันนี้ยังแช่น้ำทั้งวันเพื่อสร้างที่พักเริ่มมีไข้จึงไม่สนใจใครอีกไม่ใช่ว่านางทำตัวแปลกแยกแต่นางรู้สึกไม่ดีหากเด็กสองคนติดไข้จะยุ่งไปกันใหญ่
หลังจากนั้นรถม้าก็เคลื่อนออกจากเมืองหลวง สกุลมู่มีคนตามไปกว่าห้าสิบคนเพราะนายท่านรองไปกับคุณหนูด้วย จวนมู่เงียบเหงาลงทันทีเมื่อคุณหนูจากไป เมืองหลวงกลับมาปกติดังเดิม หลังจากที่ซ่งมู่หยางไปไม่นานรัชทายาทก็พาเฉินเหว่ยออกเดินทางไปดูความเป็นอยู่ราษฎรและส่งข้อมูลกลับมาให้ฮ่องเต้วินิจฉัยเพื่อมีพระดำริต่อไป จางซือเหยียนออกเดินทางไปด้วยเพื่อคุ้มครองรัชทายาทและสอนวรยุทธทั้งคู่ไปพลางๆด้วยสิบสามปีผ่านไปจวนอ๋องยามนี้เต็มไปด้วยพี่เลี้ยงเนื่องจากพระชายาและท่านอ๋องทรงมีบุตรธิดาถึงแปดคนและพระชายาทรงพระครรภ์ที่เก้าได้ห้าเดือนแล้ว ร่างอุ้ยอ้ายกำลังทำบัญชี เด้กหนุ่มคนหนึ่งเดินมาหานาง เมื่อเงยหน้าก็เห็นยเป็นเวี่ยหยุนที่ไปทำงานดูและพื้นที่กลับมารายงาน ยามนี้เจ้าตัวน้อยที่เคยมาของานทำและขอเสื้อผ้าไปให้มารดาเขาได้สวมหมวกจอหงวนแล้ว"พระชายากระหม่อมไปดูมณฑลหมางหยวนและนำตัวอย่างดินมาให้ทอดพระเนตรแล้วพ่ะย่ะค่ะ""อืม เอามาดูสิ"มู่เฟยเฟยพิจารณาดินที่เซี่ยหยุนนำมาอย่างละเอียดมือเรียวหยิบดินขึ้นมาหนึ่งกำมือ ดินนั้นไม่มีความชุ่มชื้นพอจะจับตัวเป็นก้อน แต่มันกลับมีลักษณะพิเศษที่ทำให้ดวงตาของนางเป็นประกาย"ดินนี่คื
มู่เฟยเฟยยามนี้นางคลอดคู่แฝดได้หกเดือนแล้ว แฝดสามได้หนึ่งขวบแปดเดือนซ่งมู่หยางกำลังเดินทางมารับนางและลูกกลับอวี๋หยาง ท่านตาทวดร้องไห้ไม่อยากให้นางไปจนฝ่าบาททราบเรื่องจึงอนุญาตให้เขาไปอยู่กับนาง แต่หากราชสำนักมีเรื่องจะใช้เขาก็ต้องกลับมา ซึ่งมู่หย่งเหอรีบรับปากเพราะกลัวไม่ได้อยู่กับเหลนและลูกๆ ของนางหลังปีใหม่ที่ผ่านมาฝ่าบาทสถาปนาหลินกุ้ยเฟยขึ้นเป็นฮองเอาและแต่งตั้งองค์ชายแปดขึ้นเป็นรัชทายาท เฉินเหว่ยได้เป็นเพื่อนเรียนของรัชทายาท ซ่งโม่หวายกลับซ่งผิงผิงใส่ใจมารดามากขึ้นเพาะพระชายาเสิ่นกำลังตั้งครรภ์มู่เฟยเฟยมองดูเด็กที่เดินเตาะแตะๆ อยู่กลางลานก็ยิ้ม เสียงฝีเท้าม้าดังมาแต่ไกล นางจำได้ดี เสียงควบม้าอย่างองอาจดุดันนี้เป็นซ่งมู่หยางสามีของตน"ชิงหลิงดูเหมือนท่านอ๋องจะมาถึงแล้ว เจ้าให้พี่เลี้ยงอุ้มซื่อจื่อกับท่านชายและท่านหญิงไปล้างหน้าล้างตาสักหน่อย เดี๋ยวเจอเสด็จพ่อจะได้ไม่มอมแมม""เพคะพระชายา ซื่อจื่อ ท่านชาย ท่านหญิงไปล้างหน้ากันเถอะเจ้าค่ะเสด็จพ่อกำลังมาแล้ว"เด็กทั้งสามรู้ความต่างกางแขนให้พี่เลี้ยงอุ้ม ไม่นานคนที่ถูกกล่าวถึงก็ปรากฏตัว ซ่งมู่หยางลงจากหลังม้าได้ก็ตรงมาหามู่เฟยเฟยทันที
เมื่อทุกคนกลับหมดแล้วร่างสูงก็เปิดประตูเข้ามา ยามซวีแล้วงานเลี้ยงจึงได้เลิกรา คู่บ่าวสาวจึงมีเวลาอยู่ด้วยกัน ซ่งมู่หยางเดินมาหาคนท้องที่เอนหลังอยู่ เขานั่งลงขอบเตียง มือจับปอยผมทัดหูให้อย่างแผ่วเบา เอ่ยถามด้วยน้ำเสียงห่วงใย"เหนื่อยหรือไม่น้องหญิง ขอโทษนะที่ทิ้งให้เจ้าอยู่คนเดียวเหงาหรือเปล่า""ไม่เพคะ พอดีไป๋ฮูหยินกับหลินฮูหยินมาหา ผิงผิงกับเสี่ยวฮวาและคู่แฝดมาหาช่วยกันบีบนวดและพูดคุยเป็นเพื่อน"ซ่งมู่หยางพาเมียเข้ามิติ มู่เฟยเฟยรู้เลยว่าคืนนี้เขาเอาแต่ใจแน่ๆ แล้วคนตัวโตก็เอ่ยออกมาจริงๆ"อืม..ดึกแล้วเดี๋ยวจะเลยฤกษ์นะ เราสองคนเข้าหอกันเถอะ"มู่เฟยเฟยมองหน้าเขา ซ่งมู่หยางเลื่อนมือลงมาที่สายผูกเอวเขาคลายปมออก มู่เฟยเฟยจับมือหนาเอาไว้จ้องตาสามีเป็นเชิงห้ามปราม คนตัวโตจ้องตอบเอ่ยด้วยน้ำเสียงกระเส่า"น้องหญิง ตั้งแต่งานเลี้ยงวันนั้นพี่ยังไม่ได้รักเจ้าอีกเลยนะ""ท่านอ๋อง...ทรงหิวเก่งเหลือเกินนะเพคะ ทรงรับอนุสักคนไหม อื้อ"ซ่งมู่หยางไม่ยอมให้เมียพูดต่อ เขาจูบนางอย่างเรียกร้อง กระทั่งมู่เฟยเฟยทุบหลังเขาเพราะนางหายใจไม่ออก บึ๊ก ๆ ๆๆ ร่างสูงยอมปล่อยอย่างเสียดาย ปากจิ้มลิ้มบวมเจ่อ นางเอ่ยทันทีที
ขณะที่ผู้อาวุโสในตระกูลมู่กำลังถกเถียงกันเรื่องธรรมเนียมการจูงเจ้าสาวออกไปส่งที่เกี้ยว เพราะเกรงว่าครรภ์ของมู่เฟยเฟยจะทำให้การก้าวเดินลำบากจนเกินไป ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าหนักแน่นและมั่นคงก็ดังรุกล้ำเข้ามาถึงหน้าห้องหอโดยไม่รอการเชิญ"ไม่ต้องลำบากพวกท่านหรอก ข้าจะอุ้มนางไปขึ้นเกี้ยวเอง""แต่ว่า นางครรภ์ใหญ่มากนักเกรงว่าท่านอ๋องจะอุ้มลำบาก""ข้าอุ้มได้ นางตัวเบาราวกับลูกนก"ไม่ทันที่ทุกคนจะเอ่ยอันใดมู่เฟยเฟยก็ถูกประคองออกมา นางเอ่ยกับเขาด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน"ท่านอ๋อง...เชื่อท่านตาเถอะเจ้าค่ะ หม่อมฉันขึ้นเกี้ยวไปจะดีกว่า ชาวบ้านมากมายต่างเฝ้าดู ภาพที่เจ้าบ่าวอุ้มเจ้าสาวท้องแก่คงทุลักทุเลไม่น่ามอง ทรงเชื่อหม่อมฉันนะเพคะ"ซ่งมู่หยางคิดตามก่อนจะพยักหน้า นางพูดถูกภาพที่เขาอุ้มเจ้าสาวท้องโตอาจดูไม่น่ามองนัก เขาเป็นเชื้อพระวงศ์ต้องสำรวมให้มาก จากนั้นจึงหันไปทางมู่หย่งอันและมู่หย่งเหอเอ่ยกับทั้งสองคน"ท่านตาทวดของเสี่ยวเฟยเช่นนั้นก็เอาตามความตั้งใจเดิมพวกท่านเถอะ น้องหญิงพี่จะรอเจ้าที่เกี้ยวเจ้าสาว""เพคะ...พูดง่ายๆแบบนี้ค่อยน่ารักหน่อย""เชื่อเมียแล้วจะเจริญพี่ยังจำได้ น้องหญิงทุกอย่างล้วนฟังเจ้
เสียงมโหรีบรรเลงดังกังวานทั่วทั้งเมืองหลวง วันนี้เฉินอ๋องจะแต่งงานกับคุณหนูสกุลมู่เป็นสมรสพระราชทาน ทั่วท้องถนนมีแต่ผู้คนยินดี บางคนก็มารับของโปรยทานได้ยินว่าเฉินอ๋องทุ่มเงินกว่าห้าพันตำลึงเพื่อโปรยหว่านตามทางตอบที่ขบวนรับเจ้าสาวเคลื่อนผ่านมโหรีดังมาจากทางทิศตะวันออกของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งจวนหลันฮวาขอเฉินอ๋อง เพื่อที่จะไปทิศเหนือของเมืองซึ่งเป็นที่ตั้งของสกุลมู่ ขนมและลูกกวาดรวมถึงเหรียญอีแปะถูกโปรยมาต่อเนื่อง ขบวนเจ้าบ่าวนั้นยิ่งใหญ่มากนัก เฉินหยางอ๋องในฉลองพระองค์สีแดงสดปักลวดลายมงคลด้วยด้ายสีทอง ผมรวบมวยตรึงกลางศีรษะ สวมกว๊านหยกสีขาวปักด้วยปิ่นที่แกะสลักรูปนกอินทรี ดูแล้วองอาจยิ่งนักร่างสูงนั่งตัวตรงบนหลังอาชาตัวสูงใหญ่ ชุดอาภรณ์สีแดงที่สวมใส่นั้นตัดกับขนสีขาวราวหิมะ ขนของมันเงางามราวกับหยกมันแพะที่ราคาแพงและหายาก เขามองตรงไปข้างหน้า ใบหน้าหล่อเหลาราวกับหยกสลักยิ้มเล็กน้อย คุณหนูที่มาดูขบวนรับเจ้าสาววันนี้ต่างก็แอบเสียดาย ชายงามเพียงนี้เหตุใดก่อนหน้าพวกนางถึงไม่เคยเจอกันนะ เจิ้นเป่ยอ๋องที่มากับน้องชายยิ่งทำให้ขบวนวันนี้ยิ่งใหญ่กว่าเดิม แม่ทัพไร้พ่ายขี่อาชาเคียงคู่แม่ทัพบูรพาพยัคฆ
ซ่งมู่หยางลูบศีรษะเด็กหนุ่ม เสด็จพี่มีพระดำริจะแต่งตั้งเขาเป็นรัชทายาท และสถาปนาหลินกุ้ยเฟยเป็นฮองเฮา ส่วนสตรีที่ตำหนักเย็นคนนั้นมีส่วนในการจากไปของเสด็จปู่และเสด็จย่าของเขา แต่เรื่องนั้นเกิดตอนที่เขายังไม่เกิด จะไปหาความนางก็จะดูไม่สมเหตุสมผล ซ่งมู่หยางเอ่ยถามหลานชายเกี่ยวกับบทลงโทษสนมหลี่"ฝ่าบาททรงกักขังสนมหลี่ไว้ตำหนักเย็น พระองค์ทรงอยากให้มารดาเจ้าลงโทษนางด้วยตนเอง หลินกุ้ยเฟยได้พบนางหรือยัง"ซ่งเทียนนอวี้ถอนหายใจเบาๆก่อนจะตอบกลับ"เสด็จแม่ทรงพระทัยดีเกินไป พระองค์ไม่อยากให้เป็นเวรกรรมต่อกัน แต่ตอนที่สกุลหลี่ทำกับพวกเรานั้นพวกเขาไม่ได้นึกถึงเวรกรรมสักนิดพ่ะย่ะค่ะเสด็จอา""อืม..นางเป็นคนจิตใจดี อวี้เอ๋อร์ไม่ว่าเจ้าจะเป็นองค์ชาย หรืออนาคตจะเป็นอ๋องหรือว่าฮ่องเต้จำไว้ว่าคนที่เจ้าควรให้ความสำคัญที่สุดคือมารดาของเจ้า สตรีที่ไม่เคยลำบากกลับยอมปักผ้าขาย ยอมกินรากไม้ยอมให้คนดูถูกต่างๆนาๆเพื่อแลกกับการที่ให้เจ้ามีชีวิตรอด ไม่มีใครรักเจ้าได้เท่านางอีกแล้ว""พ่ะย่ะค่ะหลานจะจำไว้ เสด็จอาจะอยู่ที่จวนหลันฮวาใช่หรือไม่พ่ะย่ะค่ะ""อืม..อีกสามวันจะถึงงานแต่ง ตามประเพณีมิอาจเจอหน้ากัน ข้าคิดถึงนาง







