เข้าสู่ระบบภายในห้องนอนของเซี่ยเป่าเจินในขณะที่นางกำลังปักเย็บชุดใหม่ให้กับบุตรชายอยู่นั้น พลันก็ได้ยินเสียงบางอย่างจากด้านนอก จึงวางมือจากสิ่งของในมือแล้วมองหาอาวุธสักอย่าง ก่อนจะเหลือบไปเห็นไม้ไผ่ที่บุตรชายลืมทิ้งไว้มีความยาวราวสามฉื่อ มือทั้งสองข้างกำที่ไม้แน่นแล้วจึงค่อย ๆ เปิดประตูออกมา ท่ามกลางความเงียบสงบและมืดมิดในยามราตรี ทำให้นางได้ยินเสียงฝีเท้าที่แผ่วเบาได้อย่างชัดเจน
เซี่ยเป่าเจินพยายามเพ่งมองหาต้นตอของเสียง ขาทั้งสองข้างของนางสั่นเทาเล็กน้อยด้วยความกลัวแต่ก็ทำใจดีสู้เสือ เงาดำหนึ่งกำลังเดินตรงไปยังห้องตำราที่อยู่ภายในจวน ภายในใจเซี่ยเป่าเจินคิดว่าอาจจะเป็นคนร้ายที่กำลังตามหาของมีค่าเป็นแน่ จึงได้แอบย่องตามไปและเมื่อสบโอกาสแขนเรียวเสลาจึงได้ยกไม้ในมือขึ้นสูงก่อนจะฟาดลงบนร่างของคนร้าย แต่ในขณะนั้นเองร่างสูงของคนร้ายก็หันกลับมาแล้วคว้าแขนทั้งสองข้างของหญิงสาวเอาไว้ได้พอดิบพอดี
หมับ!
ก่อนที่เสียงทุ้มอันคุ้นเคยจะเอ่ยขึ้น
"นี่เจ้า! คิดที่จะวางแผนสังหารสามีของเจ้าเช่นนั้นหรือ!"
เซี่ยเป่าเจินที่กำลังหลับตาปี๋ด้วยความกลัว หรี่ตาขึ้นมองเพียงข้างหนึ่งและเมื่อแน่ใจแล้วว่าคนตรงหน้าไม่ใช่คนร้าย ดวงตาทั้งสองของนางจึงเบิกกว้างด้วยความตกใจที่คนตรงหน้านอกจากจะมิใช่คนร้ายแล้วยังเป็นสามีของนาง และในเวลาต่อมาที่นางได้ยินน้ำเสียงของเขาที่เอ่ยเย้ยหยันนาง ก็พลันทำให้โทสะของนางพุ่งสูงแต่ก็ถูกระงับเอาไว้ในเวลาต่อมา ได้แต่กล่าวตอบโต้ออกไปเพียงเล็กน้อยเท่านั้น
"ข้ามิคิดว่าจะเป็นท่าน! ใครใช้ให้ท่านกลับมาค่ำ ๆ มืด ๆ เช่นนี้เล่า ข้าเพียงคิดว่าอาจจะเป็นโจรชั่ว"
"หึ... แล้วในตอนนี้เจ้ามองชัดแล้วใช่หรือไม่" ซ่งรุ่ยหยางเอ่ยตอบโต้หญิงสาวอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะรู้สึกหมั่นไส้ท่าทีไม่ทุกข์ร้อนนั่นของนาง
"ชัดแล้วเจ้าค่ะ ในเมื่อไม่ใช่คนร้าย เช่นนั้นข้าขอตัวไปนอนก่อนเจ้าค่ะ เชิญท่านตามสบายเถิด!" และในเวลาต่อมาหญิงสาวก็ทำให้ซ่งรุ่ยหยางรู้สึกประหลาดใจอีกครั้ง ด้วยท่าทีที่ไม่สนใจไยดีเขา ทั้งยังทิ้งเขาไปโดยที่นางเพียงกล่าวว่าจะไปนอนเท่านั้น หากเป็นเมื่อก่อนแล้วละก็หญิงสาวคงจะตามตอแยเขาไม่เลิกทำให้ชายหนุ่มรู้สึกอึดอัดไม่น้อย
ใบหน้าคมคายได้แต่เลิกคิ้วแล้วมองตามร่างบางที่วิ่งหายเข้าไปในห้องนอนของนางที่ห่างออกไปแค่เพียงห้องตำรากั้นอยู่เท่านั้น
"ข้าจะรอดู ว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ หรือเพียงแค่เสแสร้งแกล้งทำเพื่อให้ข้าตายใจ!" หลังจากกล่าวจบจึงได้สะบัดชายเสื้อแล้วหันหลังเดินเข้าห้องของตนไป
เซี่ยเป่าเจินที่ลอบฟังอยู่หลังประตูเมื่อได้ยินเสียงชายหนุ่มปิดประตูห้องของเขาแล้ว ร่างบางของหญิงสาวจึงก้าวออกมาจากห้อง ก่อนจะเพ่งมองไปยังห้องนอนของเขาด้วยความสงสัย เพราะในชีวิตก่อนของนางนั้นหลังจากเหตุการณ์ครั้งนั้นซ่งรุ่ยหยางก็ไม่ได้กลับมาที่บ้านหลังนี้อีกเลย จนกระทั่งวันที่หย่าขาดจากนางก็เพียงให้คนของเขานำหนังสือหย่ามาส่งให้นางแล้วก็กลับไปเพียงเท่านั้น
แต่ในครั้งนี้ชายหนุ่มกลับมายังจวนทั้งยังทำราวกับไม่เคยเกิดสิ่งใดขึ้นเช่นนี้ หมายความว่าอย่างไรกัน!
หญิงสาวได้แต่ถอนหายใจก่อนที่จะสะบัดความคิดของตนออกไป แล้วหันหลังกลับเข้าเรือนตนเอง โดยหารู้ไม่ว่าอีกฝ่ายเองก็ลอบฟังเสียงของนางจากทางด้านหลังประตูห้องเช่นกัน แต่หลังจากที่ได้ยินเสียงปิดห้องแล้วจึงได้ละความสนใจ ก่อนจะผลัดเปลี่ยนเสื้อผ้าแล้วเข้านอน
เช้าวันใหม่มาเยือน เซี่ยเป่าเจินที่ตื่นตั้งแต่เช้าเหมือนกับทุก ๆ วัน กำลังง่วนอยู่กับการเตรียมมื้อเช้าให้กับบุตรชาย แล้วยังมีสามีของนางเพิ่มมาอีกหนึ่งคนในขณะที่นางกำลังยืนหันหลังอยู่ในครัว ร่างสูงของชายหนุ่มก็เดินตรงออกจากเรือนไปแล้ว นางหันมาก็พบกับบ่าวรับใช้กำลังรับอุปกรณ์มากมายที่อยู่ในมือของเขาใส่ในรถม้า เซี่ยเป่าเจินไม่ได้เดินออกไปสอบถามเขาตรง ๆ ว่าเหตุใดจึงได้รีบเร่งนัก หรือว่า เช้านี้เขาควรจะทานอาหารก่อนดีหรือไม่ เพราะตลอดชีวิตแต่งงานของนางและเขาไม่เคยปรากฏร่องรอยของความใส่ใจและห่วงใยเช่นนั้นมาก่อน
ทำให้หญิงสาวได้แต่ยืนแอบมองชายหนุ่มอยู่เงียบ ๆ ที่มุมมุมหนึ่งดังเช่นที่เคยเป็นในทุกครั้ง ในครั้งนั้นเซี่ยเป่าเจินหลงเชื่อคำยุแยงของผู้อื่นจนทำให้นางตัดสินใจด้วยความผิดพลาด ซึ่งความผิดพลาดในครั้งนั้นก็ยังทำร้ายใครต่อใครอีกมากมาย กลับมาครั้งนี้หญิงสาวตั้งมั่นเอาไว้ว่าจะนำพาทุกคนให้หลุดพ้นจากเหตุการณ์เลวร้ายนั้นให้จงได้
เมื่อรถม้าเคลื่อนตัวออกไปแล้วเซี่ยเป่าเจินจึงได้หันหลังกลับเข้าไปในครัวดังเดิม อาหารเช้าวันนี้ยังคงเป็นโจ๊กเห็ดหอมหมูสับของโปรดบุตรชายตัวน้อย แต่วันนี้กลับพิเศษมากกว่าทุกวันเพราะนางทำในปริมาณที่มากพอสมควรก่อนจะตักแบ่งให้สาวใช้นำไปฝากเพื่อนบ้านที่อยู่ใกล้เคียง หากนางจะเปลี่ยนตนเองความมีน้ำใจเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ก็ยังคงสำคัญเป็นอย่างยิ่ง การผูกมิตรย่อมดีกว่าการสร้างศัตรูเป็นไหน ๆ
ทางด้านซ่งรุ่ยหยาง
ในตอนที่ชายหนุ่มเดินออกมาจากเรือนก็ลอบมองด้านหลังของหญิงสาวที่อยู่ในโรงครัว แต่เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายมิได้สนใจเขาอย่างทุกครั้ง ก็พลันถอนหายใจอย่างโล่งอก ก่อนจะนึกถึงช่วงก่อนหน้าตลอดเวลาที่หญิงสาวพยายามเอาอกเอาใจเขาจนตัวเขาเองรู้สึกอึดอัดไม่น้อย แต่ในขณะที่กำลังจะก้าวขึ้นรถม้าหางตาก็พลันเหลือบไปเห็นชายกระโปรงของหญิงสาวหลบซ่อนอยู่หลังต้นไม้ ทำให้เขาได้แต่ยกยิ้มที่มุมปากอย่างเย้ยหยัน พลางคิดในใจว่าหญิงสาวจะเสแสร้งแกล้งทำเหมือนว่าตนเองเปลี่ยนไปแล้วได้สักกี่วัน
หากวันนั้นมาถึง วันที่นางหลุดเผยธาตุแท้ออกมาย่อมใช้เป็นเหตุผลให้เขาสามารถหย่าขาดจากนางได้โดยที่ไม่ต้องรู้สึกผิดอันใด แม้ว่าความคิดของซ่งรุ่ยหยางจะดูเหมือนโหดร้ายกับหญิงสาว แต่เขาคิดว่าวิธีนี้อาจจะเป็นวิธีที่ดีที่สุดสำหรับเขาและนางก็เป็นได้
"ข้าก็หวังว่าเจ้าจะเปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ มันคงจะดีกว่านี้ถ้า..."
"ถ้าหากเจ้าและข้ามีใจตรงกัน มิใช่ความรู้สึกของใครคนใดคนหนึ่งเพียงฝ่ายเดียวเช่นนี้!"
ซ่งรุ่ยหยางได้แต่พึมพำกับตนเองเบา ๆ ก่อนจะนึกไปถึงสาเหตุของการแต่งงานของเขาและหญิงสาว และพลันให้นึกไปถึงวิธีการอันน่ารังเกียจที่นางได้กระทำต่อเขาเป็นการบีบบังคับเช่นนี้ ชายหนุ่มถอนหายใจออกมาแล้วก้มลงสนใจตำราที่อยู่ในมือของเขาแทนเรื่องราวยุ่งเหยิงนั่น
ทางด้านโจวฮุ่ยหลานนั้นรู้สึกรำคาญและขยะแขยงชายหนุ่มตรงหน้ายิ่งนักอีกฝ่ายเป็นคุณชายเสเพลผู้หนึ่งที่ส่งแม่สื่อมาทาบทามนางได้ทุก ๆ เจ็ดวัน หากแต่บิดาและมารดาก็ปฏิเสธไปทุกครั้ง ล่าสุดก็เมื่อเช้านี้ทั้ง ๆ ที่ถูกปฏิเสธซ้ำแล้วซ้ำเล่าก็ยังไม่เลิกวุ่นวายกับนางอีก ช่างน่ารำคาญเหลือเกิน ในขณะที่นางกำลังจะเดินหนีก็ยังเดินตามทั้งยังพยายามจะลวนลามนางจังหวะที่มือของอีกฝ่ายกำลังจะเอื้อมมาเพื่อสัมผัสกับร่างกายของหญิงสาวก็ถูกใครคนหนึ่งตีมือของเขาด้วยพัดอย่างแรง ร่างบางของโจวฮุ่ยหลานถูกรั้งเข้าไปอยู่ในอ้อมกอดของซ่งรุ่ยเป่า ในขณะที่เจ้าของอ้อมกอดมองไปที่ชายหนุ่มอีกคนด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยเพลิงโทสะอย่างเห็นได้ชัด
ห้าปีผ่านไปซ่งรุ่ยเป่าที่สอบได้ตำแหน่งจอหงวนเมื่อสามปีก่อน เขาเข้าทำงานในราชสำนักอยู่พักหนึ่ง ก่อนจะขอตัวย้ายถิ่นฐานเพื่อที่จะได้ใช้ความสามารถพัฒนาพื้นที่บ้านเกิด ฝ่าบาทหลงรักและเอ็นดูหลานชายผู้นี้ไม่น้อย นอกจากมีความสามารถแล้วยังขยันขันแข็งอย่างมาก เดิมทีอยากจะรั้งตัวเอาไว้ใช้งานหากแต่ดูเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่ยินยอมจึงได้มอบตำแหน่งผู้ตรวจการผู้แทนพระองค์พร้อมกับให้ไปประจำการ ณ มณฑลทางใต้ทั้งหมด ทำให้ซ่งรุ่ยเป่าได้กลับบ้านสมใจหวังเสียทีนอกจากนี้ไท่เฟยที่เริ่มแก่ชรามากแล้ว จึงได้ทูลขอพระราชทานอนุญาตเดินทางไปยังซัวเถาเพื่ออยู่กับหลานชายที่เหลืออยู่เพียงคนเดียวของนาง พร้อมกับอยู่กับเหลน ๆ ในช่วงบั้นปลายชีวิต ก่อนที่ฮ่องเ
แม่ลูกพบหน้าพูดคุยกัน ทานอาหารเที่ยงร่วมกัน ก่อนที่เซี่ยเป่าเจินและสามีจะขอตัวกลับก่อน ในยามที่มารดามาส่งนางที่รถม้าหญิงสาวก็ยังไม่วายเลิกม่านขึ้นโบกมือลาก่อนจะทำสายตาละห้อยอย่างรู้สึกอาลัย ในยามที่มีบุตรแล้วถึงสองคนจึงได้เข้าใจหัวอกมารดาถึงเพียงนี้ทำให้นางยิ่งรู้สึกรักมารดาของนางมากขึ้นไปอีก"เหตุใดจึงได้ทำหน้าเศร้านักเล่า""ข้าคิดถึงท่านแม่เจ้าค่ะ""เอาไว้วันหลังเจ้าก็มาเยี่ยมท่านแม่ยายได้อีก เรายังคงรั้งอยู่ที่นี่อีกนาน"
ในวันนี้จวนซ่งช่างคึกคักเสียจริง นอกจากจะฉลองเนื่องในวันครบรอบวันเกิดสิบห้าปีให้แก่คุณชายใหญ่ซ่งรุ่ยเป่าแล้ว ยังเป็นการฉลองความสำเร็จที่อีกฝ่ายสอบได้ลำดับที่หนึ่งของมณฑลอีกด้วย ก่อนที่อีกไม่กี่วันข้างหน้าสองสามีภรรยาจะต้องเดินทางไปส่งบุตรชายยังเมืองหลวงเพื่อเตรียมสอบในฤดูกาลหน้าในขณะที่ทุกคนกำลังสนุกสนานอยู่ โจวฮุ่ยหลานเองที่ต้องการมอบของขวัญให้กับเด็กหนุ่มกลับไม่กล้าเดินเข้าไป ในตอนนี้นางพึ่งจะสิบเอ็ดปีเท่านั้น ทั้ง ๆ ที่ชื่นชอบเขามานานหลายปีหากแต่อีกฝ่ายก็มักเย็นชากับนาง ทำให้โจวฮุ่ยหลานรู้สึกหวาดกลัวเขาอยู่บ้าง แต่เมื่อเห็นว่าบรรดาสาว ๆ ในเมืองซัวเถาและเหล่าศิษย์พี่ในสำนักต่างก็มาร่วมในงานนี้ ผู้คนมากมายต่างมอบของขวัญให้กับเขา นางก็ได้แต่ก้มลงมองของขวัญในมือของนางก่อนจะค่อย ๆ เก็บมันไว้ในแขนเสื้อตามเดิม
งานแต่งงานของโจวหนิงจินมาถึง ทุกอย่างเป็นไปอย่างเรียบร้อยไร้อุปสรรค เจ้าบ่าวเจ้าสาวถูกส่งตัวเข้าห้องหอเป็นที่เรียบร้อย จนกระทั่งผ่านไปเจ็ดวัน สุ่ยจินเยว่จึงได้ถูกปล่อยตัวออกจากห้องหอ หญิงสาวไม่รู้ว่าจะเอาหน้าไปไว้ที่ไหนแล้ว อายก็อาย คนใช้จวนตระกูลโจวต่างร่ำลือว่านายท่านโจวคลั่งรักฮูหยินมากเพียงใดในแต่ละวันก็แทบจะตัวติดกันตลอดเวลากระทั่งสุ่ยจินเยว่ออกไปตรวจร้านค้าของนาง อีกฝ่ายก็ยังจะดั้นด้นตามไปแม้ในวันที่ไม่ค่อยสบายก็ตาม สุ่ยจินเยว่ได้แต่คิดในใจว่านางไม่คิดเลยว่าชายหนุ่มจะเป็นหนักถึงเพียงนี้ ยามเกลียดก็เกลียดยามรักก็คลั่งรักถึงเพียงนี้ เขามีสิ่งใดพอดีบ้างหรือไม่!
หากมีผู้มาพบเห็นเรื่องนี้คงจะกลายเป็นเรื่องราวน่าขบขันไม่น้อย เมื่อชายหนุ่มสามคนมานั่งล้อมวงกันอยู่ภายในศาลากลางสวนดอกไม้ในจวนตระกูลซ่ง โดยมีซ่งรุ่ยหยางที่กำลังอุ้มบุตรสาวอยู่ หูทั้งสองข้างก็คอยรับฟังปัญหาเรื่องราวความรักของสหายและญาติผู้พี่เช่นโจวหนิงจินและหลงเซียวจิ้งอ๋องเดือนหน้าจะเป็นงานแต่งงานของโจวหนิงจินแล้วส่วนเดือนถัดไปก็เป็นงานสมรสของจิ้งอ๋องเละเซ่าเลี่ยงซู เมื่อหลายวันก่อนก็พึ่งผ่านงานเลี้ยงเดือนของเจ้าก้อนแป้งน้อยซ่งฮวาหลันซ่งรุ่ยหยางได้แต่ถอนหายใจเหนื่อยหน่าย พักนี้ชายหนุ่มทั้งสองมาปรึกษาปัญหาความรักกับเขาไม่เว้นแต่ละ







