Se connecter6
เป็นแม่คนได้
กระทั่งแสงสุดท้ายของวันลับขอบฟ้า กระท่อมที่เคยทรุดโทรมจนดูเหมือนจะพังทลายได้ทุกเมื่อ บัดนี้กลับดูมั่นคงขึ้นผิดหูผิดตา หลังคาใหม่เรียงตัวสวยงาม ฝาบ้านถูกซ่อมแซมจนไม่มีลมหนาวลอดผ่าน
เว่ยเสี่ยวเหอปีนลงมาพิงเสาบ้านพลางปาดเหงื่อที่หน้าผาก อาเป่ารีบวิ่งเอาน้ำมาให้ทันที
"ดื่มน้ำก่อนขอรับท่านแม่ ท่านแม่ทำงานมาทั้งบ่ายคงเหนื่อยแย่เลย"
"ขอบใจมากอาเป่า คืนนี้เราจะได้นอนหลับอุ่นๆ กันเสียที"
ความภูมิใจในมารดาจำเป็นเริ่มก่อตัวทีละนิด ถึงจะไม่เคยผ่านการมีครอบครัวหรือมีลูก เว่ยเสี่ยวเหอก็สัมผัสว่าตนเองก็สามารถเป็นแม่คนได้
เมื่อความมืดมิดมาเยือน มีเพียงเสียงแมลงกลางคืนและเสียงลมพัดใบไม้ไหวเบาๆ เว่ยเสี่ยวเหอนั่งมองดูอาเป่าที่หลับสนิทอยู่บนเตียงไม้ที่นางเพิ่งเสริมความแข็งแรงให้ ใบหน้าเล็กๆ ของลูกชายดูผ่อนคลายและอิ่มเอิบเพราะได้กินอิ่มและนอนในบ้านที่ไม่มีลมหนาวลอดผ่าน
นางค่อยๆ ขยับตัวลุกขึ้น ก้าวเท้าอย่างเงียบกริบประดุจแมวป่า ก่อนจะหลับตาลงรวบรวมสมาธิจนภาพวงล้อแสงสีทองปรากฏขึ้นในมโนสำนึก เพียงชั่วพริบตาร่างของนางก็หายไปจากห้องนอนโผล่มาอยู่กลางพื้นที่สีเขียวขจีของมิติลับ
อากาศในมิตินี้ยังคงบริสุทธิ์และสดชื่น ทว่าเมื่อเว่ยเสี่ยวเหอเดินตรงไปยังกระท่อมไม้ซึ่งเป็นคลังเก็บเสบียง นางกลับต้องขมวดคิ้วเล็กน้อย
นางเปิดตู้ไม้ขนาดใหญ่สำหรับเก็บรักษาความเย็นไว้ พบว่าเนื้อสดที่เคยมีอยู่ลดน้อยลงจนน่าใจหาย เหลือเพียงเนื้อเค็มไม่กี่ชิ้นและซี่โครงหมูเพียงเล็กน้อยเท่านั้น แม้พืชผักจะเติบโตได้เองในมิตินี้แต่อาหารสำคัญอย่างเนื้อสัตว์กลับเป็นทรัพยากรที่ใช้แล้วหมดไป
"ถ้าข้าเอาแต่หยิบออกไปใช้ ไม่นานเสบียงพวกนี้คงหมดสิ้น"
นางพึมพำพลางกวาดสายตามองไปรอบๆ พื้นที่ว่างเปล่าที่กว้างขวางในมิติ นางไม่ได้ต้องการเพียงแค่เนื้อสดที่ถูกแช่เย็นไว้แต่นางต้องการสัตว์ตัวเป็นๆ
มาเลี้ยงเพื่อให้พวกมันขยายพันธุ์และกลายเป็นแหล่งอาหารที่ยั่งยืน"ถ้าข้าเอาแม่ไก่เข้ามาเลี้ยงมันก็จะมีไข่ให้กินทุกวัน ถ้ามีแม่หมูหรือแพะสักตัวข้าก็จะมีเนื้อและนมให้อาเป่า ที่สำคัญข้าจะเลี้ยงไว้ข้างนอกไม่ได้ อดีตแม่สามีของเจ้าของร่างยังไม่รามือ ข้าไม่ไว้ใจ"
แววตาของยอดทหารหญิงวาวโรจน์ขึ้น นางสำรวจสภาพพื้นที่รอบๆ หากนำสัตว์เข้ามาเลี้ยงในสภาพแวดล้อมเช่นนี้ พวกมันย่อมเติบโตเร็วและมีคุณภาพเนื้อที่เลิศล้ำกว่าสัตว์ทั่วไปอย่างแน่นอน นางตัดสินใจออกจากมิติทันที แผนการของนางในคืนนี้ไม่ใช่การนอนพักผ่อนแต่เป็นการล่าสิ่งมีชีวิต
เว่ยเสี่ยวเหอกลับมายังโลกภายนอก หยิบธนูเก่าที่นางซ่อมแซมไว้และเชือกป่านเส้นหนาที่ขดเป็นวง รู้ว่าบนภูเขาหลังหมู่บ้านชิงสุ่ยนั้นมีป่าลึกที่ชาวบ้านไม่กล้าเข้าไปเพราะข่าวลือเรื่องสัตว์ป่าดุร้าย
นางเคลื่อนที่ผ่านราวป่าด้วยความเงียบงัน อาศัยแสงจันทร์นำทางเพียงเล็กน้อย ทักษะการสะกดรอยทำให้นางพบร่องรอยของหมูป่าและไก่ป่าได้ไม่ยาก
นางเริ่มจากการวางกับดักแบบบ่วงบาศที่ทำจากเถาวัลย์เหนียว ไม่นานเสียงกระพือปีกดิ้นรนก็ดังขึ้นในพุ่มไม้รกร้าง นางพุ่งตัวไปอย่างรวดเร็วและพบว่ามีไก่ป่าขนสีแดงตัวหนึ่งติดบ่วงอยู่
เว่ยเสี่ยวเหอไม่ได้ปลิดชีพมัน แต่ใช้นิ้วกดลงบนจุดที่หลังคอของไก่ป่าเบาๆ จนมันสลบไป ก่อนจะจับมันส่งเข้าไปในมิติลับทันที
"เอาล่ะ หนึ่งตัวแล้ว”
ภารกิจของนางยังไม่จบ เดินลึกเข้าไปจนถึงจุดที่มีแหล่งน้ำซึมจากหิน พบแม่หมูป่าตัวเขื่องที่พาลูกน้อยสองตัวออกมาหากิน แววตาของเว่ยเสี่ยวเหอเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม การจับหมูป่าตัวเป็นๆ นั้นยากกว่าการฆ่าหลายเท่านัก
นางไม่ได้ใช้ธนูแต่กลับใช้ความเร็วในการอ้อมไปด้านหลัง แล้วดีดก้อนหินเข้าใส่จุดตายเพื่อให้พวกมันมึนงงชั่วขณะ เมื่อแม่หมูชะงักนางพุ่งเข้าหาด้วยท่ากอดคอก่อนจะกดจุดให้มันสลบตามไป ลูกหมูป่าสองตัวที่กำลังมึนงงถูกนางตะปบตัวไว้ได้ด้วยมือเปล่า หลังจากนั้นรีบส่งพวกมันทั้งหมดเข้าไปในมิติเสบียงทันที
ภายในมิติลับ บัดนี้มีทั้งแม่ไก่ป่าที่กำลังสะลึมสะลือและครอบครัวหมูป่าที่ถูกจัดที่ทางให้อยู่ในคอกไม้ชั่วคราวใกล้แหล่งน้ำทิพย์ เว่ยเสี่ยวเหอมองดูพวกมันด้วยความพึงพอใจ
"กินน้ำทิพย์เข้าไป แล้วก็จงขยายพันธุ์ให้เร็วขึ้น เจ้าจะเป็นกองเสบียงชั้นดีให้อาเป่าได้เติบโตอย่างแข็งแรง"
เว่ยเสี่ยวเหอกลับออกมาจากมิติ ยืนอยู่ชายป่ามองดูหมู่บ้านที่ยังหลับใหล ลมหนาวพัดผ่านร่างแต่นางกลับรู้สึกร้อนรุ่มด้วยความตื่นเต้น
พรุ่งนี้เช้านางจะเข้าไปสำรวจในเมืองอีกครั้งเพื่อหาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์อื่นๆ เช่น เป็ด หรือแม้แต่ลูกปลามาปล่อยในบ่อ
รุ่งอรุณมาเยือน เว่ยเสี่ยวเหอตื่นขึ้นมาด้วยความสดชื่น นางเตรียมตัวและช่วยอาเป่าสวมชุดผ้าป่านเนื้อดีที่เพิ่งซื้อมาใหม่ แม้จะเป็นเพียงผ้าป่านธรรมดาแต่เมื่ออยู่บนตัวเด็กน้อยที่เริ่มมีน้ำมีนวลและล้างหน้าล้างตาจนสะอาดสะอ้าน อาเป่าก็ดูเป็นคุณชายน้อยจากตระกูลผู้ดี
"ท่านแม่ขอรับ วันนี้เราจะไปขายผักที่เหลาอาหารอีกหรือขอรับ"
อาเป่าถามพลางช่วยมารดาจัดตะกร้าผักที่เพิ่งถอนสดๆ มาจากแปลง
"ใช่แล้ว ผักพวกนี้เก็บไว้นานจะเสียรสชาติ เรานำไปเปลี่ยนเป็นเงินเพื่อมาซื้อพ่อพันธุ์แม่พันธุ์สัตว์มาเลี้ยงดีกว่า"
เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยพลางยกคานหาบขึ้นบ่าอย่างแคล่วคล่อง สองแม่ลูกมุ่งหน้าเข้าสู่ตัวเมือง เมื่อถึงตลาดที่คลาคล่ำไปด้วยผู้คนนางก็ตรงไปยังภัตตาคารทันที หลงจู๊ที่เฝ้ารออยู่แล้วเมื่อเห็นเว่ยเสี่ยวเหอปรากฏตัวก็รีบกุลีกุจอออกมาต้อนรับด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม
"แม่นางเว่ยมาได้ทันเวลาพอดี ผักกาดและหัวไชเท้าขุนนางหลายคนมาทานแล้วชมไม่ขาดปาก ถึงขั้นสั่งให้จัดเตรียมไว้สำหรับงานเลี้ยงคืนเลยนี้ทีเดียว" หลงจู๊เอ่ยพะเน้าพะนอพลางเปิดตะกร้าดูผักที่เขียวสดราวกับเพิ่งขึ้นจากดิน
"ข้านำมาให้ตามสัญญา หวังว่าราคาจะสมน้ำสมเนื้อกับคุณภาพ" เว่ยเสี่ยวเหอเอ่ยเสียงเรียบ
ในขณะที่การตกลงซื้อขายและชั่งน้ำหนักผักกำลังดำเนินไป จู่ๆ เสียงแหลมเล็กที่ฟังแล้วระคายหูก็ดังแทรกขึ้นมาจากฝูงชนที่มุงดูอยู่ด้านหน้า
"พวกท่านอย่าได้ไปหลงเชื่อคำลวงของหญิงแพศยาเชียวนะขอเตือน!"
เว่ยเสี่ยวเหอหันไปตามเสียง แววตาของนางพลันเย็นเยียบขึ้นทันที ผู้ที่เดินเข้ามาคือนางจางที่ข้อมือยังมีผ้าพันไว้ และข้างกายคือจางเม่ยเอ๋อร์บุตรสาวคนเล็กของตระกูลจางที่ยังไม่ออกเรือน นางสวมชุดสีชมพูสดใสแต่ใบหน้าที่พอกแป้งหนาเตอะนั้นกลับบิดเบี้ยวเมื่อเห็นอาเป่าในชุดใหม่และเห็นเงินตำลึงในมือของเว่ยเสี่ยวเหอ
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ
99ตกต่ำเด็กน้อยนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังอี้หลิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อคืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่ ห้องที่ท่านอ๋องจัดไว้ให้มันสวยมากเลยแต่มันกว้างเกินไป ข้า...ข้ายังไม่ค่อยชินขอรับ ไม่อยากนอนคนเดียวในห้องนั้นเลย"คำขอที่แสนซื่อของเด็กตัวน้อยทำเอาหวังอี้หลิวรู้สึกเอ็นดู เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเป่าดี เพราะเขาก็เคยเป็นเพียงขอทานที่เว่ยเสี่ยวเหอช่วยชีวิตไว้ และเคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในร้านน้ำแกงแพะอันแสนคับแคบทว่าอบอุ่นมาด้วยกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในจวนใหญ่ที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเช่นนี้ ย่อมทำให้เด็กเล็ก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวเป็นธรรมดา“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หวังอี้หลิวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ห้องของข้าเองก็ไม่ได้เล็กนักหรอก แต่ถ้ามีเจ้าไปนอนด้วยก็น่าจะช่วยให้ข้าหายเหงาได้บ้าง รู้ไหมว่าตั้งแต่ข้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเองก็คิดถึงตอนที่อยู่ห้องแคบๆ เหมือนกัน”อาเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ นึกว่าเป็นแต่ข้าเสียอีก”“จริงสิ ไปเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”“ขอรับ” เด็กน้อยรับค
98หนึ่งคำนับฟ้าดิน“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”ท่านอ๋องสิบเอ็ดและเว่ยเสี่ยวเหอหันหน้าออกไปทางประตูจวน ทั้งคู่ประสานมือเข้าหากันแล้วค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าคำนับต่อผืนฟ้าและแผ่นดินที่ดลบันดาลให้โชคชะตาของคนสองมาเจอกันแม้จะอยู่คนละโลก ขอบคุณภพชาติที่ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และขอบคุณที่ส่งบุรุษผู้นี้มาเป็นร่มเงาให้กับนางและลูก“สองคำนับบิดามารดา”เนื่องจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ ทั้งคู่จึงคำนับต่อป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพิธีแทน เว่ยเสี่ยวเหอนึกถึงแม่ของนางในโลกก่อน และนึกถึงดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมที่นางมาอาศัยอยู่ นางตั้งจิตอธิษฐานขอให้พวกเขารับรู้ว่าบัดนี้นางและอาเป่ามีความสุขและปลอดภัยดีแล้ว“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน”ในจังหวะนี้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน ท่านอ๋องสิบเอ็ดก้มมองเว่ยเสี่ยวเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ส่วนเว่ยเสี่ยวเหอก็โน้มตัวลงคำนับสามีด้วยความเคารพและเชื่อมั่น การคำนับครั้งนี้ไม่ใช่การยอมเป็นทาสรับใช้ตามจารีตประเพณีแบบเก่าที่เคยเจอมาในตระกูลจาง แต่มันคือการคำนับสหายร่วมชีวิตที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเท่าเทียมหลังจ
93แต่งงานนางบิดชายผ้ากันเปื้อนไปมาพลางก้มหน้าพึมพำ “ก็ตามนั้นแหละเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านอ๋องก็ดูเป็นคนดี และอาเป่าก็ดูจะชอบท่าน ข้าเลยคิดว่าเราอาจจะลองคบหาดูใจกันไปก่อน เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ สักปีสองปีถ้าเข้ากันได้ก็ค่อยว่ากัน”“ปีสองปีรึ” ท่านอ๋องขมวดคิ้วแน่น “นานไป ข้าไม่อยากคบหาดูใจอะไรแบบนั้นห
90บังเอิญล่ะมั้งเวลาผ่านไป เว่ยเสี่ยวเหอที่เพิ่งส่งหมั่นโถวลูกสุดท้ายในซึ้งให้แก่เด็กน้อยคนหนึ่งชะงักมือลงพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก นางเบี่ยงสายตาไปมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันก่อนที่เจอบนรถม้ากลางสายฝน จนมาถึงวันนี้ที่หน้าร้าน เป็นความบังเอิญจริงๆ
86พัดปัดฝนนางมองผลงานของตัวเองด้วยความโล่งอก แล้วเก็บพัดเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็ก้าวออกมาจากมิติกลับไปที่เตียงนอน ทิ้งตัวลงนอนด้วยความสบายใจในเวลาเดียวกัน ณ จวนอ๋องสิบเอ็ดที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ท่านอ๋องที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำพลันขมวด
66ข้ามันคนเลวในจังหวะที่นิ้วมือหยาบกร้านสัมผัสเข้ากับเปลือกไข่ไก่ที่เย็นลื่นเพียงฟองเดียว และกำลังจะรวบมันเข้าสู่แขนเสื้อหมับ!ข้อมือของลุงเฉินถูกคว้าหมับด้วยมือเรียวบางทว่าแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก แรงบีบที่แน่นและรวดเร็วทำเอาลุงเฉินสะดุ้งสุดตัวจนไข่เกือบหลุดมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตระหนก แ







