LOGIN7
มนต์ดำ
"หลงจู๊ ไม่รู้รึว่าสตรีตรงหน้าคือหญิงม่ายที่ถูกตระกูลจางของข้าขับไล่เพราะคบชู้สู่ชาย" จางเม่ยเอ๋อร์ตะโกนลั่นตลาดเพื่อประจาน "แล้วดูผักพวกนี้สิ ที่ดินท้ายหมู่บ้านชิงสุ่ยใครๆ ก็รู้ว่าดินเค็มปลูกอะไรก็ตาย แต่นี่ผ่านไปไม่กี่วันกลับมีผักงามๆ มาขาย นี่มันไม่ใช่ผักธรรมดาแต่มันคือผักที่ใช้มนต์ดำปลูกขึ้นมา"
ชาวบ้านที่มุงดูอยู่เริ่มซุบซิบ เสียงพึมพำด้วยความระแวงเริ่มหนาหูขึ้น
"มนต์ดำรึ ถึงว่าสิผักอะไรจะโตเร็วและสวยขนาดนี้"
"นั่นน่ะสิ ข้าก็ได้ยินมาว่านางถูกผีสิง พละกำลังถึงได้ผิดมนุษย์นัก"
นางจางเห็นคนเริ่มคล้อยตามก็รีบใส่ไฟทันที "ใช่แล้ว นางทำสัญญากับปีศาจ ใครกินผักของนางเข้าไปต้องเกิดอาเพศเจ็บไข้ได้ป่วย หรือไม่ก็ต้องกลายเป็นสมุนของนังแม่มด ท่านหลงจู๊หากท่านรับซื้อไว้เหลาอาหารของท่านต้องพินาศแน่"
หลงจู๊เริ่มมีสีหน้าลังเล เขาหันไปมองผักในตะกร้าสลับกับมองหน้าเว่ยเสี่ยวเหอที่ยังคงนิ่งสงบประดุจผิวน้ำในบ่อลึก
“เรื่องปัญญาอ่อนแบบนี้มีแต่คนโง่เท่านั้นแหละที่เชื่อ”
"ท่านแม่ขอรับ พวกเขาพูดจาน่ากลัวจังเลยขอรับ"
อาเป่าเกาะแขนมารดาแน่นร่างกายสั่นเทาด้วยความกลัว เว่ยเสี่ยวเหอลูบหัวลูกชายเบาๆ ก่อนจะก้าวไปข้างหน้าหนึ่งก้าว รังสีอำมหิตแผ่ออกมาจนนางจางและลูกสาวถึงกับสะดุ้งถอยหลัง
"มนต์ดำงั้นรึ พวกเจ้าบอกว่าผักของข้าโตเร็วเพราะใช้มนต์ดำ งั้นข้าขอถามหน่อย มนต์ดำชนิดใดที่ทำให้ผักรสชาติหวานฉ่ำและกรอบเด้งได้ถึงเพียงนี้ หรือมนต์ดำชนิดใดที่ทำให้คนที่กินเข้าไปแล้วรู้สึกสดชื่นมีกำลัง"
นางหันไปหาฝูงชนแล้วหยิบหัวไชเท้าหัวโตขึ้นมาหัวหนึ่ง
"หากผักนี้มีพิษหรือใช้มนต์ดำจริง ข้าที่ปลูกและกินมันอยู่ทุกวันเหตุใดข้าและลูกชายถึงยังมีชีวิตอยู่ดี ทั้งยังดูแข็งแรงขึ้นกว่าแต่ก่อนเสียด้วยซ้ำ"
"เจ้ามันปีศาจ! เจ้ากินได้คนเดียวคนอื่นกินไม่ได้!" จางเม่ยเอ๋อร์เถียงข้างๆ คูๆ
เว่ยเสี่ยวเหอเมินเฉยต่อเสียงนกเสียงกา นางหันไปหาหลงจู๊ด้วยแววตาที่เต็มไปด้วยความแน่วแน่
"หลงจู๊ ท่านเป็นผู้เชี่ยวชาญด้านอาหาร ท่านย่อมแยกแยะออกว่าสิ่งใดคือของดีสิ่งใดคือของไม่ดี หากท่านเกรงกลัวคำใส่ร้ายของสตรีขี้อิจฉาสองคนนี้ข้าก็ยินดีจะแบกผักไปขายให้เหลาอาหารอื่นที่ใจกว้างกว่า"
"ช้าก่อนแม่นางเว่ย!"
หลงจู๊รีบห้าม เขาชิมผักนี้มาแล้วและรู้ดีว่ามันคือของล้ำค่า และหลังชิมจากวันนั้นจนถึงวันนี้ก็ยังไม่มีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้นกับเขา
"พวกนางสองคนนี้เป็นใครข้าไม่รู้จัก แต่ผักนี้ข้าพิสูจน์แล้วว่าดีจริง อีกอย่างตระกูลจางของพวกเจ้ามีสิทธิ์อะไรมาวุ่นวายที่นี่ หากยังไม่หยุดก่อความวุ่นวายหน้าเหลาอาหารของข้า ข้าจะแจ้งทางการให้มาจับพวกเจ้าข้อหาก่อความไม่สงบ"
“ท่านกำลังถูกนังแม่มดหลอก!" นางจางกรีดร้อง
"ไป! ไป! รีบไสหัวไปให้พ้นอย่ามายืนขวางทางลูกค้า"
หลงจู๊ตวาดลั่น พร้อมกับสั่งให้เด็กรับใช้ในร้านออกมาขับไล่ นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ถูกผลักไสให้ออกไปท่ามกลางเสียงหัวเราะเยาะของชาวบ้านบางส่วนที่เริ่มเห็นใจเว่ยเสี่ยวเหอ จางเม่ยเอ๋อร์กระทืบเท้าด้วยความขัดใจ ใบหน้าแดงก่ำด้วยความอับอาย
"ฝากไว้ก่อนเถอะเว่ยเสี่ยวเหอ ข้าจะแจ้งให้พี่ชายที่เป็นขุนนางจัดการเจ้า"
เว่ยเสี่ยวเหอรับเงินค่าผักมาด้วยสีหน้าเรียบเฉย นางไม่ได้ดีใจจนเกินเหตุ เพราะรู้ว่าศัตรูอย่างตระกูลจางนั้นเหมือนปลิงที่สลัดหลุดยาก
"ขอบคุณหลงจู๊ที่ให้ความเป็นธรรม"
"มิได้ๆ ผักของเจ้าดีจริง ข้าไม่อาจปล่อยให้เรื่องไร้สาระมาขวางทางค้าขายได้"
นางยิ้มบางๆ ก่อนจะพาลูกชายเดินออกมาจากร้าน อาเป่าเงยหน้ามองมารดาด้วยความทึ่ง
"ท่านแม่ไม่ต้องออกแรงตีพวกนาง แต่ก็ทำให้พวกนางหนีไปได้"
"อาเป่า การต่อสู้บางครั้งไม่ต้องใช้กำลังแต่ใช้ความจริงเป็นอาวุธ”
“ข้าไม่เข้าใจ”
“เดี๋ยวโตไปเจ้าจะเข้าใจเอง”
ในใจของเว่ยเสี่ยวเหอยิ่งทวีความมุ่งมั่น นางรู้ว่าอดีตสามีสารเลวของเจ้าของร่างไม่ปล่อยเรื่องนี้ไว้แน่ นางต้องรีบสร้างรากฐานในมิติลับให้แข็งแกร่งกว่านี้ เพื่อเตรียมพร้อมรับมือกับสงครามเงียบที่กำลังจะมาถึง
หลังจากถูกไล่ตะเพิดออกมาจากหน้าเหลาอาหาร นางจางและจางเม่ยเอ๋อร์ก็เดินกระฟัดกระเฟียดหลบเข้าตรอกนั่นออกตรอกนี้ด้วยความอับอาย ใบหน้าที่เคยพอกแป้งขาวบัดนี้ด่างพร้อยไปด้วยคราบเหงื่อ
พวกนางเดินลึกเข้ามาในย่านที่พักอาศัยของเหล่าขุนนางและผู้มีอันจะกิน บรรยากาศรอบข้างเริ่มเงียบสงบ ถนนหนทางปูด้วยแผ่นหินเรียบกริบ สองข้างทางเต็มไปด้วยกำแพงสูงตระหง่านที่บ่งบอกถึงอำนาจและวาสนาของเจ้าของบ้าน
กระทั่งพวกนางมาหยุดอยู่หน้าประตูบานยักษ์ทาสีแดงชาดประดับด้วยหัวสิงห์ทองเหลืองดูน่าเกรงขาม เหนือประตูมีป้ายไม้แกะสลักตัวอักษรสีทองคำว่าจวนตระกูลตู้
นางจางหยุดยืนหอบหายใจพลางยกมือขึ้นปาดเหงื่อ ชะเง้อคอมองลอดผ่านช่องประตูที่เปิดแง้มไว้เพียงเล็กน้อย เห็นข้ารับใช้เดินกันขวักไขว่ในสวนที่จัดแต่งอย่างวิจิตรบรรจง นางหันไปซุบซิบกับลูกสาวเสียงเบาพลางดึงชายเสื้อจางเม่ยเอ๋อร์ให้เข้ามาใกล้
"เม่ยเอ๋อร์เจ้าดูว่าใช่ที่นี่หรือไม่ จวนตระกูลตู้ที่พี่ชายเจ้าแต่งเข้าเป็นเขยขวัญน่ะ"
“ดูอย่างไรล่ะท่านแม่”
“นั่นอย่างไร อ่านสิ ป้ายก็มีเขียนอยู่ตัวเบ้อเริ่มเทิ่ม”
“ท่านแม่ ข้าอ่านหนังสือไม่ออกท่านลืมแล้วหรือ แต่ก็น่าจะใช่นะเจ้าคะท่านแม่ ข้าเคยแอบถามคนส่งข่าวของพี่เหวินไฉมาแล้ว ท่านดูความโอ่อ่านั่นสิ พี่ชายข้าช่างวาสนาดีนักที่ได้แต่งกับคุณหนูตู้จือหลานลูกสาวคนเดียวของท่านเสนาบดีตู้"
"โอ้โห ใหญ่โตถึงเพียงนี้เชียวรึ ถ้าพวกเราเข้าไปได้มีหรือเว่ยเสี่ยวเหอจะกล้ามาอวดดีกับพวกเราอีก แค่พี่ชายเจ้ากระดิกนิ้วสั่งทหารเพียงไม่กี่คนกระท่อมผุๆ กับผักผีสิงของมันคงราบเป็นหน้ากลอง"
"แต่ท่านแม่เจ้าคะ พี่เหวินไฉสั่งนักสั่งหนาว่าห้ามพวกเรามาที่นี่เด็ดขาด เขาบอกว่าคุณหนูตู้เป็นคนอารมณ์ร้ายและหยิ่งในศักดิ์ศรีนัก หากนางรู้ว่าพี่ชายข้าเคยมีเมียชาวนาและมีลูกติดอยู่ที่หมู่บ้านชนบท มีหวังพี่ชายถูกไล่ออกจากตระกูลตู้แน่ๆ"
นางจางจิ๊ปากอย่างขัดใจ "เจ้านี่มันโง่จริงๆ ตอนนี้สถานการณ์มันเปลี่ยนไปแล้ว นังเว่ยเสี่ยวเหอมันไม่ได้เป็นม่ายที่รอวันตายเหมือนเมื่อก่อน แต่มันกลายเป็นปีศาจที่ลุกขึ้นมาตบตีพวกเราแถมยังรวยขึ้นมาผิดหูผิดตา หากปล่อยไว้วันหนึ่งมันต้องพาเจ้าเด็กอาเป่านั่นมาทวงสิทธิ์ถึงเมืองหลวงแน่ ถึงตอนนั้นพี่ชายเจ้าจะไม่ยิ่งพินาศกว่ารึ"
นางจางขยับเข้าไปใกล้ประตูอีกนิดพลางเอ่ยต่อด้วยแววตาเจ้าเล่ห์
"เราต้องรีบเข้าไปบอกความจริงกับพี่ชายเจ้า หรือไม่ก็ยืมมือคุณหนูตู้จัดการเสี้ยนหนามนี่เสียก่อนที่มันจะโตไปมากกว่านี้"
ในขณะที่สองแม่ลูกกำลังยืนซุบซิบวางแผนร้ายอยู่นั้น บานประตูใหญ่ก็พลันเปิดออกกว้าง พร้อมกับการปรากฏตัวของพ่อบ้านวัยกลางคน
"พวกบ้านนอกที่ไหนมายืนคุยกันเสียงดังหน้าประตูจวน!”
ตอนพิเศษ 3ฤดูกาลหมุนเวียนไปปีแล้วปีเล่า จากฤดูใบไม้ผลิที่เปี่ยมไปด้วยความหวัง สู่ฤดูร้อนที่ร้อนแรงด้วยการสร้างตัว จนมาถึงฤดูใบไม้ร่วงที่สงบราบเรียบ ท้องฟ้ายังคงใสกระจ่างดุจวันวานภายในสวนบุปผาที่บัดนี้ต้นไม้ใหญ่แผ่กิ่งก้านสาขาให้ร่มเงาหนาทึบ เว่ยเสี่ยวเหอในวัยที่ล่วงเลยเข้าสู่วัยกลางคน นางนั่งเอนกายอยู่บนเก้าอี้โยกไม้ไผ่ ใบหน้าของนางแม้จะปรากฏรอยจาง ๆ ที่หางตาตามกาลเวลา ทว่าความสง่างามยังคงส่องประกายไม่เสื่อมคลาย นางมองดูภาพตรงหน้าด้วยรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยความอิ่มเอมใจบุรุษหนุ่มรูปงามในชุดขุนนางสีเขียวเข้มขลิบเงินอันเป็นเครื่องแบบของแพทย์ขุนนางแห่งสำนักหมอหลวง ก้าวเดินเข้ามาในสวนด้วยท่วงท่าที่สุขุมและนอบน้อม อาเป่าในวันนี้ไม่ใช่เด็กน้อยอีกต่อไปแล้ว เขาเติบโตขึ้นเป็นบุรุษที่สง่างามและมีความรู้ท่วมท้น หลังจากจบการศึกษาจากสำนักศึกษาหอคุณธรรม อาเป่าได้เข้าศึกษาต่อที่สำนักศึกษาหลวงและได้รับความเมตตาจากอาจารย์ผู้ประสาทวิชาถ่ายทอดวิชาแพทย์ให้จนหมดสิ้นอาเป่าไม่ได้เลือกเดินเส้นทางขุนนางฝ่ายปกครองที่เต็มไปด้วยการแก่งแย่งอำนาจ แม้จะมีบารมีของท่านอ๋องสิบเอ็ดหนุนหลัง ทว่าเขาเลือกที่จะเป็นผู้เยีย
ตอนพิเศษ 2ในเช้ามืดวันนี้ช่างแตกต่างจากทุกวัน เสียงฝีเท้าของบ่าวไพร่วิ่งวุ่นกันไปมาสลับกับเสียงสั่งการที่แผ่วเบาแต่เร่งรีบ กลิ่นหอมจาง ๆ ของน้ำต้มสมุนไพรและไอร้อนจากอ่างน้ำลอยอบอวลไปทั่วเรือนหลัก ในขณะที่ความเงียบสงัดของยามวิกาลกำลังจะเปลี่ยนสู่แสงรุ่งอรุณท่านอ๋องสิบเอ็ดในชุดลำลองสีเข้มดูยับย่นเล็กน้อย บ่งบอกว่าเขาแทบไม่ได้พักผ่อนเลยตลอดทั้งคืน เขาเดินวนไปวนมาอยู่หน้าประตูห้องนอน ใบหน้าที่เคยนิ่งสงบบัดนี้กลับเต็มไปด้วยความวิตกกังวลและตื่นเต้น ทุกครั้งที่ได้ยินเสียงร้องประหลาดๆ หรือเสียงพูดคุยแผ่วเบาจากหมอตำแยภายในห้อง เขาจะหยุดชะงักและทำท่าจะพังประตูเข้าไปเสียให้ได้“ท่านพ่อขอรับ นั่งพักก่อนเถิดขอรับ”เสียงเล็ก ๆ ของอาเป่าดังขึ้นจากม้านั่งยาวข้างเสา เด็กน้อยในชุดนอนสีขาวสะอาดตานั่งตาแป๋วอยู่ข้างๆ หวังอี้หลิว ทั้งคู่ถูกปลุกขึ้นมาตั้งแต่กลางดึกเพราะเว่ยเสี่ยวเหอเริ่มมีอาการปวดครรภ์ อาเป่าที่มีสถานะเป็นพี่ชายคนโตพยายามทำตัวให้เข้มแข็ง แต่หัวใจกลับเต้นรัวด้วยความกังวลไม่แพ้กัน“แม่ของเจ้าเจ็บปวดเพียงนั้น พ่อจะนั่งลงได้อย่างไร” ท่านอ๋องหันมาตอบบุตรชายด้วยน้ำเสียงที่สั่นเล็กน้อย “ตอนพ
ตอนพิเศษ 1บ่ายวันนี้บรรยากาศดูจะอึมครึมกว่าปกติ ท้องฟ้าที่เคยใสสว่างถูกปกคลุมด้วยก้อนเมฆสีเทาครึ้ม ลมเย็นพัดกรรโชกพาเอาใบไม้แห้งปลิวว่อนไปตามระเบียงทางเดิน ไม่นานนักหยาดฝนเม็ดโตก็เริ่มทิ้งตัวลงมาจากฟากฟ้า เสียงซ่าๆ ของสายฝนที่ตกกระทบหลังคากระเบื้องดังประสานกันทำให้รู้สึกน่านอนยิ่งนักอาเป่าในชุดผ้าไหมนั่งแหมะอยู่บนตั่งไม้หน้าเรือนหลัก ดวงตากลมโตจ้องมองหยดน้ำที่ไหลรินลงมาจากชายคาอย่างใจจดใจจ่อ เด็กน้อยเท้าคางพลางถอนหายใจทิ้งเบาๆ วันนี้ท่านแม่ยุ่งกับการตรวจบัญชีเสบียงในจวน ท่านพ่อก็เข้าวังไปพบฮ่องเต้ตั้งแต่เช้า ส่วนหวังอี้หลิวไปที่สำนักศึกษาหลวง ทิ้งให้เด็กน้อยนั่งเหงาอยู่กับตำราคัดอักษรที่ท่องจนจำได้ทุกตัวอักษรแล้ว“เบื่อจังเลย”เด็กชายพึมพำพลางแกว่งเท้าไปมา ทันใดนั้นเองที่กอหญ้าสีเขียวสดเปียกชุ่มไปด้วยน้ำฝน เขาสังเกตเห็นการเคลื่อนไหวบางอย่างที่สะดุดตา สิ่งมีชีวิตตัวเล็กๆ สีเขียวมรกตกระโดดออกมาจากใต้ใบบัวที่สระน้ำข้างเรือน มันกระโดดไปบนพื้นหินขัดอย่างรวดเร็ว“เอ๊ะ! เจ้ากบน้อย!”อาเป่าอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น เจ้ากบตัวจิ๋วหยุดนิ่งอยู่กลางทางเดิน มันพองลมที่ใต้คอจนเป่ง แล้วส่งเส
100ตัวหนักเกินไปแล้วจางเม่ยเอ๋อร์นอนฟุบอยู่กับพื้นถนน ร่างกายสั่นสะท้านด้วยความหวาดกลัวและละอายใจอย่างถึงที่สุด นางพยายามใช้ชายเสื้อที่ขาดรุ่งริ่งขึ้นมาปิดบังใบหน้าที่เสียโฉมของตนเองไว้ แต่เสียงหัวเราะเยาะของคนรอบข้างกลับบาดลึกเข้าไปในใจเว่ยเสี่ยวเหอมองดูอดีตน้องสามีผ่านม่านรถม้าด้วยสายตาที่เรียบเฉย นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยเชิดหน้าชูตาดูถูกนางว่าเป็นหญิงม่ายไร้ค่า นึกถึงวันที่จางเม่ยเอ๋อร์เคยร่วมมือกับแม่สามีรุมรังแกอาเป่าอย่างเลือดเย็น บัดนี้เวรกรรมได้คืนสนองแล้ว ชะตากรรมของจางเม่ยเอ๋อร์ช่างน่าสมเพชยิ่งกว่าจางเหวินไฉเสียอีกพี่ชายกลายเป็นคนพิการที่ต้องคลานขอทาน แม่ตายอย่างอนาถ ส่วนน้องสาวที่ทะเยอทะยานกลับต้องมาลงเอยด้วยการเป็นนางโลมชั้นต่ำที่เสียโฉมและกลายเป็นหัวขโมยถูกขับไล่ไสส่งจางเม่ยเอ๋อร์ตะเกียกตะกายลุกขึ้นอย่างทุลักทุเล นางไม่กล้าแม้แต่จะเงยหน้าสบตาใคร ความเห็นแก่ตัวที่ทำให้นางทิ้งพี่ชายมาเพื่อเอาตัวรอด สุดท้ายกลับพานางมาสู่จุดที่ตกต่ำยิ่งกว่าความตาย รอยแผลบนใบหน้านั้นประหนึ่งตราประทับที่นางไม่มีวันลบเลือนได้ตลอดชีวิตเว่ยเสี่ยวเหอค่อยๆ เลื่อนม่านปิดลง นางไม่มีความจำเ
99ตกต่ำเด็กน้อยนิ่งไปอึดใจหนึ่งก่อนจะเงยหน้าขึ้นมองหวังอี้หลิวด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความคาดหวัง “ซื่อจื่อคืนนี้ข้าขอไปนอนที่ห้องของท่านได้หรือไม่ ห้องที่ท่านอ๋องจัดไว้ให้มันสวยมากเลยแต่มันกว้างเกินไป ข้า...ข้ายังไม่ค่อยชินขอรับ ไม่อยากนอนคนเดียวในห้องนั้นเลย"คำขอที่แสนซื่อของเด็กตัวน้อยทำเอาหวังอี้หลิวรู้สึกเอ็นดู เขาเข้าใจความรู้สึกของอาเป่าดี เพราะเขาก็เคยเป็นเพียงขอทานที่เว่ยเสี่ยวเหอช่วยชีวิตไว้ และเคยใช้ชีวิตกินนอนอยู่ในร้านน้ำแกงแพะอันแสนคับแคบทว่าอบอุ่นมาด้วยกัน การย้ายเข้ามาอยู่ในจวนใหญ่ที่ทุกอย่างดูเป็นระเบียบเช่นนี้ ย่อมทำให้เด็กเล็ก ๆ รู้สึกโดดเดี่ยวเป็นธรรมดา“ได้สิ ทำไมจะไม่ได้ล่ะ” หวังอี้หลิวตอบทันทีโดยไม่ต้องคิด เขาเอื้อมมือไปลูบหัวเด็กน้อยเบา ๆ “ห้องของข้าเองก็ไม่ได้เล็กนักหรอก แต่ถ้ามีเจ้าไปนอนด้วยก็น่าจะช่วยให้ข้าหายเหงาได้บ้าง รู้ไหมว่าตั้งแต่ข้าย้ายมาอยู่ที่นี่ ข้าเองก็คิดถึงตอนที่อยู่ห้องแคบๆ เหมือนกัน”อาเป่าตาเป็นประกายขึ้นมาทันที “จริงหรือขอรับ นึกว่าเป็นแต่ข้าเสียอีก”“จริงสิ ไปเถอะ ประเดี๋ยวจะดึกเกินไปพรุ่งนี้ต้องตื่นแต่เช้า”“ขอรับ” เด็กน้อยรับค
98หนึ่งคำนับฟ้าดิน“หนึ่งคำนับฟ้าดิน”ท่านอ๋องสิบเอ็ดและเว่ยเสี่ยวเหอหันหน้าออกไปทางประตูจวน ทั้งคู่ประสานมือเข้าหากันแล้วค่อยๆ ย่อกายลงคุกเข่าคำนับต่อผืนฟ้าและแผ่นดินที่ดลบันดาลให้โชคชะตาของคนสองมาเจอกันแม้จะอยู่คนละโลก ขอบคุณภพชาติที่ทำให้เว่ยเสี่ยวเหอได้มาเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่นี่ และขอบคุณที่ส่งบุรุษผู้นี้มาเป็นร่มเงาให้กับนางและลูก“สองคำนับบิดามารดา”เนื่องจากบิดามารดาของทั้งสองฝ่ายไม่ได้อยู่ที่นี่ ทั้งคู่จึงคำนับต่อป้ายวิญญาณบรรพบุรุษที่ตั้งอยู่บนโต๊ะพิธีแทน เว่ยเสี่ยวเหอนึกถึงแม่ของนางในโลกก่อน และนึกถึงดวงวิญญาณของเจ้าของร่างเดิมที่นางมาอาศัยอยู่ นางตั้งจิตอธิษฐานขอให้พวกเขารับรู้ว่าบัดนี้นางและอาเป่ามีความสุขและปลอดภัยดีแล้ว“สามบ่าวสาวคำนับกันและกัน”ในจังหวะนี้ทั้งคู่หันหน้าเข้าหากัน ท่านอ๋องสิบเอ็ดก้มมองเว่ยเสี่ยวเหอด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความสุข ส่วนเว่ยเสี่ยวเหอก็โน้มตัวลงคำนับสามีด้วยความเคารพและเชื่อมั่น การคำนับครั้งนี้ไม่ใช่การยอมเป็นทาสรับใช้ตามจารีตประเพณีแบบเก่าที่เคยเจอมาในตระกูลจาง แต่มันคือการคำนับสหายร่วมชีวิตที่จะก้าวเดินไปข้างหน้าด้วยกันอย่างเท่าเทียมหลังจ
93แต่งงานนางบิดชายผ้ากันเปื้อนไปมาพลางก้มหน้าพึมพำ “ก็ตามนั้นแหละเจ้าค่ะ ข้าเห็นว่าท่านอ๋องก็ดูเป็นคนดี และอาเป่าก็ดูจะชอบท่าน ข้าเลยคิดว่าเราอาจจะลองคบหาดูใจกันไปก่อน เรียนรู้กันไปเรื่อยๆ สักปีสองปีถ้าเข้ากันได้ก็ค่อยว่ากัน”“ปีสองปีรึ” ท่านอ๋องขมวดคิ้วแน่น “นานไป ข้าไม่อยากคบหาดูใจอะไรแบบนั้นห
90บังเอิญล่ะมั้งเวลาผ่านไป เว่ยเสี่ยวเหอที่เพิ่งส่งหมั่นโถวลูกสุดท้ายในซึ้งให้แก่เด็กน้อยคนหนึ่งชะงักมือลงพลางปาดเหงื่อบนหน้าผาก นางเบี่ยงสายตาไปมองบุรุษผู้สูงศักดิ์ที่ยืนอยู่ข้างๆ อดไม่ได้ที่จะตั้งคำถามกับตัวเองตั้งแต่วันก่อนที่เจอบนรถม้ากลางสายฝน จนมาถึงวันนี้ที่หน้าร้าน เป็นความบังเอิญจริงๆ
86พัดปัดฝนนางมองผลงานของตัวเองด้วยความโล่งอก แล้วเก็บพัดเข้าสู่มิติส่วนตัวอย่างระมัดระวัง จากนั้นนางก็ก้าวออกมาจากมิติกลับไปที่เตียงนอน ทิ้งตัวลงนอนด้วยความสบายใจในเวลาเดียวกัน ณ จวนอ๋องสิบเอ็ดที่ตั้งอยู่อีกฟากหนึ่งของเมืองหลวง ท่านอ๋องที่กำลังนั่งอ่านตำราอยู่ท่ามกลางเสียงฝนที่ตกกระหน่ำพลันขมวด
66ข้ามันคนเลวในจังหวะที่นิ้วมือหยาบกร้านสัมผัสเข้ากับเปลือกไข่ไก่ที่เย็นลื่นเพียงฟองเดียว และกำลังจะรวบมันเข้าสู่แขนเสื้อหมับ!ข้อมือของลุงเฉินถูกคว้าหมับด้วยมือเรียวบางทว่าแข็งแกร่งราวกับคีมเหล็ก แรงบีบที่แน่นและรวดเร็วทำเอาลุงเฉินสะดุ้งสุดตัวจนไข่เกือบหลุดมือ เขาเงยหน้าขึ้นมองด้วยความตระหนก แ







