เข้าสู่ระบบ“พระสนมชมเกินไปแล้วเพคะ” เจียงหว่านกล่าวอย่างถ่อมตัว
“เอาล่ะ ๆ พวกเจ้าไปนั่งเถอะ จากนี้เจ้าก็เรียกเราว่าเสด็จแม่เหมือนจิ่นเอ๋อก็ได้นะพระชายา อย่าได้เรียกเราห่างเหินนักเลย” พระสนมหรงรู้สึกเอ็นดูลูกสะใภ้คนงามขึ้นมาไม่น้อยหลังจากเห็นกิริยามารยาทของนาง
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จแม่” เจียงหว่านย่อกายคารวะอีกครั้งก่อนจะเดินไปนั่งด้านข้างของจิ้งอ๋องที่มาถึงก็เดินไปนั่งรอก่อนแล้ว
“พวกเจ้าอยู่ร่วมกันเป็นอย่างไรบ้างเล่า” พระสนมหรงมีคนอยู่ในจวนอ๋องก็จริงอยู่ เพียงแต่ข่าวที่พระนางได้มานั้นไม่ค่อยสู้ดีสักเท่าไหร่ นางยังอยากให้ลูกสะใภ้กับลูกชายสนิทสนมกันให้มากกว่าที่เป็นอยู่
“จิ้งอ๋องดูแลหม่อมฉันดีมากเพคะ ขอเสด็จแม่โปรดวางพระทัย” เจียงหว่านพูดไปตามที่จิ้งอ๋องเคยบอกเอาไว้ นางกลัวว่าหากพูดไม่ถูกใจเขาแล้วอาจทำให้เขาไม่พอใจนางเอาได้
“แต่แม่ทำไมได้ข่าวว่าพวกเจ้ายังไม่ได้เข้าหอกันเล่า พวกเจ้ามัวทำอันใดกันอยู่ แม่อยากอุ้มหลานแล้วนะ” พระสนมหรงไม่อยากอ้อมค้อมอีก
“เอ่อ…” เจียงหว่านรีบหันไปขอคำตอบจากจิ้งอ๋องทันที เรื่องนี้นางทำคนเดียวจะได้อย่างไรเล่า หากจิ้งอ๋องไม่เข้าหอกับนางแล้วนางจะมีลูกได้อย่างไร
“พวกเราไม่รีบพะย่ะค่ะเสด็จแม่ ช่วงนี้ลูกยังต้องช่วยราชกิจเสด็จพ่อด้วย” จิ้งอ๋องรีบเอางานมาอ้างทันที ทั้งที่จริงแล้วพระองค์มีเวลาว่างไม่น้อย เพียงแต่จิ้งอ๋องไม่ได้รู้สึกอะไรกับเจียงหว่าน พระองค์จึงไม่คิดจะเข้าใกล้นาง
“ไม่รีบอะไรกัน เจ้าอายุยี่สิบห้าแล้วนะจิ่นเอ๋อ” พระสนมหรงขมวดคิ้วมุ่น
“รออีกสักสองสามปีเถอะพะย่ะค่ะ ช่วงนี้บ้านเมืองยังไม่สงบนัก” จิ้งอ๋องยังคงไม่อยากร่วมหอกับเจียงหว่านจึงหาทางประณีประนอมกับพระมารดา
“นั่นจะได้อย่างไรกัน! แม่ไม่ยอมด้วย พวกเจ้าแต่งงานกันหลายวันแล้วแต่ยังไม่แม้แต่จะใกล้ชิดกันสักนิด แบบนี้พวกเจ้าจะให้แม่วางใจได้อย่างไร” พระสนมหรงเองก็เพิ่งเคยเห็นคู่แต่งงานที่ทำตัวห่างเหินกันเช่นนี้เป็นครั้งแรก
“เสด็จแม่อย่าเพิ่งกริ้วเลยนะเพคะ หม่อมฉันยังไม่หายดีจากการถูกลอบทำร้ายก่อนหน้านี้ ท่านอ๋องจึงไม่อยากทำให้หม่อมฉันลำบากเพคะ” เจียงหว่านเห็นว่าข้ออ้างของจิ้งอ๋องชักจะไม่ได้ผลจึงรีบเอ่ยปากช่วย
“จริงหรือ? แต่แม่ได้ยินมาว่าพวกเจ้าแม้แต่จะเสวยอาหารร่วมโต๊ะกันก็ยังไม่เคยเลยนี่นา พวกเจ้าเหตุใดจึงไม่ใช้เวลาร่วมกันบ้างเล่า” พระสนมหรงยังคงคาดคั้นต่ออย่างไม่ลดละ พระองค์อยากให้ลูกชายเปลี่ยนนิสัยที่เกลียดสตรีเสียที อีกอย่างพระนางยังคิดว่าเจียงหว่านไม่เหมือนผู้หญิงพวกนั้นที่ลูกชายของพระนางเคยเกลียดด้วย
“เอ่อ...คือว่า…” เจียงหว่านนึกไม่ถึงว่าแม่สามีจะเอ่ยเรื่องพวกนี้ ปกติแล้วนางกับจิ้งอ๋องก็อยู่เรือนห่างกันมากมาแต่แรก ทำให้เจียงหว่านไม่ได้อยากทำตัวใกล้ชิดกับเขาอยู่แล้วจึงเลือกจะใช้ชีวิตในเรือนตนเอง
“ลูกจะพยายามหาเวลาร่วมโต๊ะกับนางพะย่ะค่ะ” จิ้งอ๋องไม่อยากให้พระมารดาทรงกริ้วจึงรีบเอ่ยขึ้นหลังจากเห็นว่าเจียงหว่านไม่รู้จะพูดอะไร
“ดี ตอนนี้พวกเจ้าแต่งงานกันแล้ว อย่าลืมหน้าที่ของสามีภรรยาเล่า ไม่เช่นนั้นคนอื่นจะหาเรื่องพวกเจ้าเอาได้ เข้าใจหรือไม่” พระสนมหรงเตือน
“ลูกเข้าใจแล้วพะย่ะค่ะ/เพคะ” ทั้งสองได้แต่ตกปากรับคำไปก่อน
“วันนี้พวกเจ้าอยู่ร่วมมื้อเที่ยงกับแม่นะ เสด็จพ่อเจ้าอยากพบลูกสะใภ้” พระสนมหรงส่งคนไปแจ้งฝ่าบาทแล้วเรื่องที่เจียงหว่านมาพบ
“เพคะ/พะย่ะค่ะ” พวกเขาทำได้แค่ต้องรับปากอีกครั้ง ทั้งที่ใจจริงพวกเขาอยากรีบกลับจวนตนเองตั้งแต่ถูกซักถามก่อนหน้านี้แล้ว
ระหว่างรอฮ่องเต้เสด็จมายังตำหนัก พระสนมหรงยังถามถึงความชอบของเจียงหว่านไปพลาง ๆ พระนางอยากให้ลูกชายรู้จักตัวตนของลูกสะใภ้เพิ่มมากขึ้น ในเมื่อพวกเขาไม่ยอมสร้างความสัมพันธ์กัน พระสนมหรงก็พร้อมที่จะเป็นตัวกลางทำให้พวกเขาเข้าใจกันมากขึ้น
“ฝ่าบาทเสด็จ!!!” เสียงขันทีประจำพระองค์ขานขึ้นเสียงดังเมื่อมาถึงหน้าประตูตำหนักของพระสนมหรงพร้อมขบวนเสด็จ
“ถวายพระพรฝ่าบาท ขอจงทรงพระเจริญหมื่นปีหมื่นหมื่นปี” ทั้งสามคนทำความเคารพเต็มพิธีการทันที
“พวกเจ้าตามสบายเถิด มานั่งได้แล้ว วันนี้พระสนมเตรียมอะไรอร่อย ๆ เอาไว้ให้เราบ้างเล่า” ฮ่องเต้ตรัสพร้อมแย้มสรวลออกกว้าง พระองค์ชอบมาเสวยอาหารในตำหนักพระสนมหรงที่สุด เพราะนางชอบหาอาหารแปลก ๆ มากินอยู่บ่อย ๆ ทำให้พระองค์ได้เปิดหูเปิดตาทุกครั้งไป
“ส่วนใหญ่เป็นของที่ฝ่าบาทชอบทั้งนั้นเพคะ” พระสนมหรงแย้มสรวลบอก
“ดี ดี เราไม่ได้กินของอร่อยมาหลายวันแล้ว” ฮ่องเต้ตรัสอย่างอารมณ์ดี
“ฝ่าบาทเพคะ นี่เจียงหว่านลูกสะใภ้ของหม่อมฉัน” พระสนมหรงแนะนำเจียงหว่านที่นั่งอยู่ข้างจิ้งอ๋องฝั่งตรงข้าม
“โอ้ งดงามนัก เหมาะสมกับจิ่นเอ๋อมาก” ฮ่องเต้มองสำรวจอยู่ครู่หนึ่ง
“ฝ่าบาทชมหม่อมฉันเกินไปเพคะ” เจียงหว่านนึกไม่ถึงว่าฮ่องเต้จะตรัสชมนางต่อหน้าเช่นนี้จริง ๆ ทั้งที่เจียงหว่านเองก็ไม่ได้คิดว่าตนเองหน้าตาโดดเด่นกว่าบุตรีขุนนางคนอื่นมากนัก
“เราพูดเรื่องจริงต่างหาก ว่าแต่เมื่อไหร่พวกเจ้าจะมีหลานให้เราอุ้มเล่า เจ้าใหญ่ตอนนี้ลูกโตจนวิ่งได้แล้วนะ เจ้ารองอย่างเจ้าเมื่อไหร่จะมี” ฮ่องเต้หันไปตรัสกับจิ้งอ๋องด้วยสีหน้าคาดหวัง
“ลูกอยากรอให้ความสัมพันธ์ดีกว่านี้ก่อนพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” จิ้งอ๋องตอบอย่างขอไปที พระองค์ได้แต่หงุดหงิดที่ถูกเร่งเร้าเรื่องแบบนี้ ยิ่งคิดก็ยิ่งโกรธเจียงหว่านที่ทำให้พระองค์ต้องแต่งงานด้วย
“เพ้ย! ตามธรรมเนียม แต่งงานแล้วต้องเข้าหอ แต่พวกเจ้ากลับไม่แม้แต่จะปฏิบัติตามธรรมเนียมเลยสักครั้ง แล้วยังจะให้เรารอความสัมพันธ์บ้าบออะไรของเจ้ากันเจ้ารอง” ฮ่องเต้ทรงกริ้วขึ้นมาทันที
“ฝ่าบาทโปรดระงับโทสะ!” เจียงหว่านรีบลุกขึ้นลงไปคุกเข่าโขกศรีษะให้กับฮ่องเต้ที่นางเพิ่งพบเจอเป็นครั้งแรก เจียงหว่านไม่คิดว่าพระองค์จะทรงกริ้วมากถึงขนาดนี้เพียงแค่เรื่องการเข้าหอของตนเอง
“โธ่ ฝ่าบาทเพคะ ดูสิพระองค์ทำลูกสะใภ้หม่อมฉันหวาดกลัวไปหมดแล้ว หมัวมัวพยุงพระชายาขึ้นมาเร็วเข้า” พระสนมหรงรีบเอ่ยปราม พระนางเคยชินกับท่าทีเช่นนี้ของฮ่องเต้มาหลายปีแล้ว
“เพคะพระสนม” หมัวมัวคนสนิทรีบเดินไปพยุงเจียงหว่านกลับมานั่งใหม่
“เฮ้อ เรื่องนี้เราจะไม่เอาเรื่องก็ได้ แต่พวกเจ้าก็อย่าให้เรารอนานนักเล่า เราอยากเห็นว่าลูกพวกเจ้าจะน่ารักมากแค่ไหน” ฮ่องเต้กำชับอีกคำรบหนึ่ง
“ลูกทราบแล้วพะย่ะค่ะเสด็จพ่อ” จิ้งอ๋องรีบรับคำก่อนที่ฮ่องเต้จะทรงกริ้วไปมากกว่านี้ พระองค์เห็นท่าทางเจียงหว่านที่หน้าซีดลงก็ได้แต่คิดว่านางช่างขี้ขลาดเกินไปจริง ๆ ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังเถียงพระองค์ฉอด ๆ คงเพราะฮ่องเต้แสดงท่าทีดุร้ายออกมาจนทำให้นางรู้สึกตกใจกระมัง นางจึงได้เป็นเช่นนั้น
พระสนมหรงกลัวว่าอาหารมื้อนี้จะกร่อยเสียก่อนจึงรีบเปลี่ยนเรื่องคุยและชวนฮ่องเต้เสวยพระกระยาหารแทน เจียงหว่านเองก็รู้สึกผ่อนคลายลงไม่น้อยเมื่อเห็นท่าทีที่เปลี่ยนแปลงไปของฮ่องเต้ นางได้แต่คิดว่าพระสนมหรงช่างมีความสามารถนักที่กล้าอยู่เคียงข้างฮ่องเต้ผู้เป็นโอรสสวรรค์ ขนาดนางเพียงอยู่ห่าง ๆ และเห็นท่าทางอันน่าเกรงขามของฝ่าบาทยังรู้สึกกลัวเลย
กว่าอาหารมื้อนี้จะจบลง เจียงหว่านก็ถึงกับเหงื่อไหลไคลย้อยเพราะความรู้สึกหวั่นเกรงต่อพระบารมีของฮ่องเต้ นางแทบจะไม่ได้แตะต้องอาหารบนโต๊ะสักเท่าไหร่ เพียงแต่เขี่ยอาหารในจานไปมาก็เท่านั้น
จิ้งอ๋องเห็นท่าทางของเจียงหว่านก็ไม่อยากตรัสอะไรมาก พระองค์ทำเพียงแค่พาเจียงหว่านกลับจวนเงียบ ๆ ก็เท่านั้น ส่วนเจียงหว่านเองก็สงบปากสงบคำไม่ต่างกัน นางกำลังคิดหนักเรื่องที่ฮ่องเต้ทรงกำชับก่อนกลับเมื่อครู่นี้อีกครั้ง ฝ่าบาทอยากให้นางเข้าหอกับจิ้งอ๋องภายในหนึ่งเดือน แต่ในใจของนางกลับไม่อยากใกล้ชิดกับจิ้งอ๋องให้เสียเวลา นางยังคงอยากหาทางหย่าขาดจากจิ้งอ๋องเพื่อจะได้ใช้ชีวิตอิสระอยู่
เมื่อกลับถึงจวนอ๋อง ทั้งสองคนต่างแยกย้ายกันกลับเรือนตนเองโดยไม่คิดจะเอ่ยถึงเรื่องในวังหลวงแม้แต่นิดเดียว เรื่องนี้ทำให้เจียงหว่านรู้สึกดีขึ้นบ้างหลังจากถูกกดดันมาจากในวังเรื่องความสัมพันธ์
“ก็ได้เพคะ” เจียงหว่านไม่อยากเถียงกับจิ้งอ๋องอีก นางเลยเลือกจะโบกมือให้องครักษ์ที่มาส่งข่าวออกไปจากเรือนแทนที่จวนองค์ชายใหญ่ บรรดาสตรีในจวนต่างทราบข่าวจากบ่าวไพร่แล้วว่าหลังจากนี้พวกนางไม่สามารถเข้าไปใกล้ชิดกับองค์ชายได้จนกว่าพระองค์จะรักษาตัวจนหายดีแล้วตามคำสั่งของฮองเฮา ซึ่งคราแรกสตรีหลายคนที่เพิ่งได้รับความโปรดปรานต่างโวยวายกันยกใหญ่ แต่พอองครักษ์ของฮองเฮาตามไปส่งข่าวด้วยตัวเองถึงเรือนของแต่ละคน พวกนางก็พากันซุกหัวหดหางด้วยความกลัวว่าจะถูกฮองเฮาไล่ออกจากจวนองค์ชายใหญ่ที่สุขสบายแห่งนี้หมอหลวงที่เข้ามารักษาองค์ชายใหญ่คอยเฝ้าอาการบาดเจ็บอยู่จนกระทั่งองค์ชายใหญ่ฟื้นตื่นขึ้นมาในอีกหนึ่งชั่วยามต่อมา“องค์ชายยังคิดจะขัดคำสั่งของฮองเฮาอยู่หรือไม่พะย่ะค่ะ” หัวหน้าองครักษ์กล่าวถามด้วยสายตาเย็นชา หากไม่ใช่คำสั่งของฮองเฮา ตัว
สองวันต่อมาหมอหลวงเดินทางไปยังจวนองค์ชายใหญ่พร้อมกับผู้ช่วยและทหารองครักษ์ที่ฮองเฮาส่งมาคอยควบคุมองค์ชายใหญ่มากถึงยี่สิบคน พอองค์ชายใหญ่รู้ว่าตนเองจะต้องหยุดดื่มเหล้าและเข้าหอกับสตรีในจวนก็ไม่พอพระทัย“พวกเจ้าไสหัวออกไปให้พ้น!” องค์ชายใหญ่ชี้นิ้วไปยังคนมากมายในห้องนอนซึ่งพวกเขาถือวิสาสะเข้ามาตั้งแต่องค์ชายยังไม่ตื่นบรรทม“ขออภัยองค์ชายด้วย พวกกระหม่อมได้รับพระบัญชาจากฮองเฮาให้มาคอยดูแลองค์ชายระหว่างการรักษาพะย่ะค่ะ ฮองเฮาตรัสว่าหากองค์ชายใหญ่ไม่ให้ความร่วมมือในการรักษา พวกกระหม่อมสามารถลงโทษโบยได้ตามที่เห็นสมควร กระหม่อมหวังว่าองค์ชายจะเข้าพระทัย” หัวหน้าองครักษ์ในครานี้รีบเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงเย็นชา เขาไม่มีทางใจอ่อนกับองค์ชายใหญ่แน่นอน ไม่เช่นนั้นคนที่
“เจ้าลองให้หมอหลวงตรวจร่างกายองค์ชายใหญ่ดูหรือยัง” ฮองเฮาตรัสถามขึ้นมาด้วยสีหน้าไม่พอใจ พระนางรู้ดีว่าผู้ชายส่วนใหญ่ย่อมไม่ยอมรับว่าตนเองไร้สมรรถภาพเป็นแน่ เพียงแต่อย่างไรพระนางก็อยากตรวจสอบให้ชัดเจนว่าเหตุใดลูกชายที่มีสตรีมากมายจึงไม่มีบุตรเลยสักคนเดียว“ยังเพคะ หม่อมฉันจะไปบอกคนให้ส่งหมอหลวงไปจวนองค์ชายใหญ่เพคะ ฮองเฮาโปรดรอข่าวสักครู่นะเพคะ” หมัวมัวเห็นสีพระพักตร์ฮองเฮาเข้าก็ไม่กล้าชักช้าแม้แต่น้อย นางรีบเดินเร็ว ๆ ออกไปสั่งการองครักษ์ให้พาหมอหลวงเดินทางไปตรวจร่างกายองค์ชายใหญ่ที่จวนจิ้งอ๋อง พระสนมหรงเสวยมื้อเที่ยงกับลูกชายและลูกสะใภ้จนกระทั่งจบมื้ออาหาร เจียงหว่านนั่งสนทนากับพระสนมหรงได้ไม่นานก็เริ่มง่วงนอนขึ้นมา พระสนมหรงเห็นเช่นนั้นก็ปล่อยให้จิ้งอ๋องพาเจียงหว่านเข้าไปนอนพักผ่อน ก่อนที่พระสนมจะเสด็จกลับเข้าวังหลวงในเวลาต่อมา เรื่องข่าวของฮองเฮาถูกคนมารายงานให้พระสนมหรงทราบทันที
“เรารู้แล้วน่าน้องหญิง เจ้าตั้งครรภ์แบบนี้เราจะกล้าหรือ” จิ้งอ๋องได้แต่ต้องอดทนอดกลั้นต่อไปเท่านั้น ใครใช้ให้พระชายาของพระองค์ท้องเร็วนักเล่า“จำคำของพระองค์เอาไว้นะเพคะ” เจียงหว่านยังคงไม่ไว้ใจจิ้งอ๋องนัก“โธ่ เราสัญญา ตกลงไหม” จิ้งอ๋องรีบพยักหน้ารับคำ พระองค์เคยได้ยินว่าคนท้องจะต้องอารมณ์ดี บุตรที่ออกมาจึงจะอารมณ์ดีตามไปด้วยจิ้งอ๋องพาเจียงหว่านเดินเล่นอยู่นานเกือบสองเค่อ ก่อนที่พระองค์จะเห็นท่าทางง่วงนอนของนางจึงพาเจียงหว่านกลับเข้าเรือน จิ้งอ๋องปล่อยให้นางกำนัลทั้งสองช่วยอาบน้ำให้เจียงหว่านตามที่นางต้องการ ส่วนจิ้งอ๋องต้องให้คนนำอ่างอาบน้ำไปวางเอาไว้ให้ที่ห้องข้างซึ่งว่างอยู่แทนขณะที่เจียงหว่านกำลังถูกนางกำนัลปรนนิบัติอยู่นั้น เสียงระบบก็ดัง
จิ้งอ๋องทำได้แค่ลุกขึ้นวิ่งตามไปช่วยลูบหลังให้เจียงหว่าน พระองค์ยิ่งเห็นอาการของนางก็ยิ่งเป็นห่วงจนอดตวาดเรียกคนอีกครั้งไม่ได้“หมอยังไม่มาอีกหรือ! พวกเจ้าจะให้พระชายาทรมานไปถึงเมื่อใด!!” จิ้งอ๋องตรัสเสียงดังพร้อมสายตาดุร้ายที่มองบ่าวไพร่อย่างเอาเรื่อง“มาแล้วพะย่ะค่ะท่านอ๋อง!!!” เต๋อเป่าที่ใช้วิชาตัวเบาไปหิ้วตัวหมอหลวงในจวนมารีบวางร่างผอมบางของหมอลงพร้อมเสียงเหนื่อยหอบ เขามัวแต่รีบพาหมอมาจนลืมกล่องยา ทำให้ต้องเสียเวลาพาตัวหมอกลับไปเอาใหม่“รีบตรวจพระชายาเร็วเข้า นางถูกพิษอะไรหรือเปล่า” จิ้งอ๋องประคองร่างของเจียงหว่านที่อาเจียนออกมาจนแทบหมดไส้หมดพุงไปเมื
“หากไม่ได้น้องหญิงช่วย ครั้งนี้แคว้นเราคงต้องประสบกับความยากลำบากแล้วล่ะ เราจะทูลเสด็จพ่อให้นะ เผื่อว่าพระองค์จะมอบรางวัลดี ๆ ให้น้องหญิงเพิ่มมาอีกสักหลายอย่าง” จิ้งอ๋องตรัสอย่างอารมณ์ดี พระองค์มีอาวุธเอาไว้ใช้ป้องกันคนจากแคว้นเป่ยเซียงแล้วจึงรู้สึกสบายพระทัยขึ้นมาก“ตามใจท่านอ๋องเถิดเพคะ” เจียงหว่านบอกยิ้ม ๆ นางรู้สึกว่าจิ้งอ๋องเริ่มเอาใจใส่นางมากขึ้นและยังคอยหาผลประโยชน์ให้นางเพิ่มด้วย นับว่าการกระทำของจิ้งอ๋องคราวนี้ทำให้เจียงหว่านต้องมองจิ้งอ๋องใหม่อีกครั้งแล้ว“เช่นนั้นเราเข้าวังไปหาเสด็จพ่อก่อนนะ เราจะรีบกลับมาเสวยมื้อเย็นกับเจ้าทีหลัง” จิ้งอ๋องกลัวว่าหลังจากนี้จะมัวยุ่งอยู่กับการสอนทหารใช้ปืนที่เพิ่งได้รับมา พระองค์จึงอยากเข้าไปทูลข่าวดีให้ฮ่องเต้ทราบเสียก่อน“เพคะท่านอ๋อง” เจียงหว่านพยัก
“เชิญท่านอ๋องเสวยชาก่อนพะย่ะค่ะ บ้านกระหม่อมมีเพียงชาธรรมดาเท่านั้น หวังว่าท่านอ๋องจะไม่ทรงถือสา” เจียงซุนเจ๋อรีบเอ่ยขึ้นหลังจากนั่งลงที่เก้าอี้ด้านข้างพร้อมกับอนุหวัง“
“น้อมส่งท่านอ๋องเพคะ/พะย่ะค่ะ” บ่าวไพร่ในเรือนรีบน้อมกายคารวะจิ้งอ๋องที่กำลังโกรธเป็นฟืนเป็นไฟออกไปจากเรือน แต่ละคนต่างปาดเหงื่อไม่ต่างกันนัก พวกเขาไม่คิดเลยว่าวันแรกที่จิ้งอ๋องกับพระชายาพบก
ตำหนักเฟิ่งหวง“คิดไม่ถึงว่าจิ้งอ๋องถึงกับไม่พานางมาพบเราก่อน” ฮองเฮาจิกเล็บลงบนฝ่ามือด้วยสีหน้าไม่สบอารมณ์ พระนางอุตส่าห์แต่งตัวรอให้พวกเขามาพบตามธรรมเนียม
“เพคะ” เจียงหว่านพยักหน้ารับคำ นางเห็นสภาพสามพ่อแม่ลูกตรงหน้าแล้วก็ได้แต่คิดว่ากงกรรมกงเกวียน พวกเขาเคยรังแกร่างเดิมมาอย่างไร ตอนนี้ก็ถูกจิ้งอ๋องจัดการไม่ต่างกันสองเค่อต