Masukเส้นทางที่นางเดินเข้าไปในป่าเป็นพื้นที่ที่ยังไม่มีใครมาแผ้วถาง เด็กหญิงเก็บเสียมในมือ เปลี่ยนเป็นมีดขนาดไม่เล็กไม่ใหญ่ใช้ฟันต้นไม้เพื่อให้นางมีทางเดิน สายตาของเด็กหญิงมองพื้นที่รอบ ๆ ตัวเพื่อหาสมุนไพรล้ำค่า
ดูเหมือนว่าเจ้าป่าเจ้าเขาจะเห็นใจนาง เห็ดหลินจือดอกใหญ่ งอกออกมาจากตอไม้ที่ยืนต้นตาย เด็กหญิงทำตาโตอย่างลิงโลด รีบใช้มีดที่ตนเองพกมาด้วยค่อย ๆ งัดออกอย่างเบามือ ที่แท้ในพื้นที่ป่าบริเวณนี้ที่ยังไม่ถูกผู้ใดค้นพบเป็นขุมสมบัติดี ๆ นี่เอง เมื่อได้เห็นหลินจือดอกใหญ่กระจายอยู่เต็มพื้นที่ เด็กหญิงเห็นแล้วก็แทบอยากจะร้องไห้ ไม่คิดว่าสวรรค์จะเมตตานางเช่นนี้ เพราะวันนี้ตะกร้าที่นางแบกนั้นหนักเกินไปแล้วเด็กหญิงจึงเก็บเอาเท่าที่นางจะแบกได้ แม้ไม่เจอโสม แต่แค่หลินจือพวกนี้ก็เพียงพอแล้ว ไว้ครั้งหน้านางจะตื่นแต่เช้ากินข้าวให้อิ่มแล้วกลับมาที่นี่ใหม่
ในระหว่างที่มองหาเส้นทางที่นางจะใช้ในการกลับบ้าน ก็คล้ายกับได้ยินเสียงของใครสักคนร้องขอความช่วยเหลือ
“ช่วยด้วย!!” น้ำเสียงร้องเรียกขอความช่วยเหลืออ่อนแรงและแหบพร่า
“ใครน่ะ” เด็กหญิงขานกลับ แข้งขาสั่นไปหมดนางยังจำได้ว่าที่นี่อยู่ติดกับพื้นที่ของสุสาน ไม่แน่ว่าเสียงที่นางกำลังได้ยินอยู่ในเวลานี้ อาจจะเป็นภูตผีวิญญาณก็ได้
“ช่วยด้วย” เสียงนั้นยังคงขอความช่วยเหลือ “ได้โปรดช่วยข้าด้วย”
แม้ภายในใจจะหวาดหวั่นแต่กระนั้นสองขาเล็ก ๆ ของ นางก็ยังพยายามก้าวเดินไปทางต้นเสียงอย่างระมัดระวัง
“พี่ชาย ท่านเป็นคนเหรอ” เสียงของคนผู้นั้นดูเหมือนจะเป็นชาย เด็กหญิงเองก็หวั่นใจไม่น้อย
“มีคน....บาดเจ็บ...อยู่ทางนี้...ช่วยข้าด้วย” เด็กชายที่นอนหายใจรวยรินร้องขอความช่วยเหลือ
คราแรกเขาคิดว่าแขกที่มาใหม่เป็นพวกเดียวกับกลุ่มโจรพวกนั้น แต่สองขาเล็ก ๆ ย่างก้าวอย่างสะเปะสะปะ ไม่ได้ระมัดระวังตนเองย้ายไปทางซ้ายทีทางขวาที เด็กชายจึงคลายความกังวลใจ คิดว่าตนจะต้องตายกลายเป็นผีไร้ญาติอยู่ในป่าแห่งนี้เสียแล้ว
“พี่ชาย” เสียงของเด็กหญิงดังผ่านโสตประสาท เด็กชายลืมตาขึ้น เมื่อเจอใบหน้าที่ถูกพอกด้วยอะไรบางอย่างที่เป็นสีดำ ก็อุทานอย่างตกใจ
“เจ้าเป็นคนหรือผี”
ว่านฉีเส้าหนิงแทบอยากจะปล่อยให้เขานอนตายอยู่ตรงนี้
“ถามแบบนี้ ข้าเป็นผีมั้ง” เด็กหญิงกลอกตาไปมา
ดวงตากลมโตสุกสกาวราวกับดวงดารายามค่ำคืน ไม่เข้ากับใบหน้าดำ ๆ นั่น กำลังกลอกขึ้นลงไปมาอย่างขุ่นเคือง เล่อฮวาหยวนต้องรีบแก้ความเข้าใจผิด
“น้องสาวข้าขอโทษด้วย สติของข้าเลอะเลือนไปหน่อยอาจจะเพราะว่านอนอยู่ที่นี่มาหนึ่งคืนแล้ว”
เส้าหนิงกวาดสายตามองไปที่ต้นขาของพี่ชายพบว่ามีบาดแผลและคราบโลหิตที่แห้งกรัง จึงไม่อยากเอาความอะไรกับเขามาก
“ชิ” แม้จะไม่พอใจกับคำแก้ตัวสักเท่าไร แต่เด็กหญิงก็มิอาจใจไม้ไส้ระกำปล่อยเขาทิ้งเอาไว้เช่นนี้ “พี่ชายดื่มน้ำเสียหน่อย” นางยื่นกระบอกน้ำให้กับเขา รวมถึงขนมแป้งทอดที่นางเหลือเอาไว้สำหรับกินก่อนออกจากป่า
เด็กชายที่นางไม่รู้จักชื่อเสียงเรียงนามรับไปและดื่มน้ำของนางไปจนหมด แม้กระทั่งเศษแป้งก็ไม่เหลือ
เมื่อมีอาหารตกถึงท้องเด็กชายจึงมีแรงขึ้นมาบ้าง
“น้องสาว บุญคุณครั้งนี้ข้าจะไม่ลืม” เด็กชายกล่าว
“บุญคุณอะไรกัน ไม่แน่ว่าท่านอาจจะเป็นโจรที่ทางการกำลังตามหาอยู่ก็ได้ คนดี ๆ ที่ไหนจะมาหลงอยู่ในป่าเช่นนี้ ท่านจะได้ตอบแทนบุญคุณข้าหรือเปล่าก็ไม่รู้” เด็กหญิงบ่นพร้อมกับรับกระบอกน้ำที่หมดเกลี้ยงไปแล้วคืนมา ในใจนึกอยากจะทุบเขานัก ที่ไม่เหลือไว้ให้นางสักหยด
“ขอโทษด้วยที่ข้าดื่มน้ำของเจ้าจนหมด” เขาเห็นนางเหลือบตามองน้ำในกระบอกที่หมดเกลี้ยงก็นึกขออภัย แต่เป็นเพราะเขากระหายน้ำจนเกินไปทำให้ดื่มน้ำของนางจนหมด
“เอาเถอะ มันก็แค่น้ำดื่ม พวกเราสองคนรีบออกจากป่านี้กันเถอะ หากมืดค่ำกว่านี้ข้าคงพาท่านออกไปจากที่นี่ไม่ได้แน่ ๆ”
ไม่ว่าอย่างไรเส้าหนิงก็ไม่เข้าใจ ในนิยายมันต้องมีอะไรบางอย่างผิดเพี้ยนไปแน่ ๆ นางหันไปหาตู้ลี่ เขาน่าจะมอบคำตอบให้กับนางได้“เป็นสหายกันมานานพูดคุยกันเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่สาวจนแก่ขอรับ”“สหาย?” นางร้าย นางเอก พระเอก สามคนนั้นเป็นสหายกัน“ขอรับท่านหญิงถึงจะมีเรื่องบาดหมางใจอยู่บ้าง แต่ทั้งสามคนก็รักกันดี”“ไม่ใช่ว่านางเคยทำร้ายท่านแม่จนตาบอดเหรอ”“ไม่ใช่เลยขอรับ” ตู้ลี่มองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบกับเส้าหนิงเบา ๆ “ผู้ที่ลงมือทำร้ายพระชายาภายหลังสืบรู้มาว่าเป็นคนของรัชทายาท เขาตั้งใจจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนสั่นคลอน”ปวดหัว!! นั่นคือสิ่งเดียวที่นางคิดในตอนนี้เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้งนางจึงเข้ามาดูว่าเล่อฮวาหยวนอาการดีขึ้นหรือยัง เดินมาถึงเตียงจึงเห็นว่าเขาลืมตาอยู่นานแล้ว“ตื่นแล้วก็ลุกกลับจวนแม่ทัพได้แล้ว” เส้าหนิงคร้านจะดูแลเขาแล้ว“อืม...เข้าใจแล้ว” เขาลุกขึ้นมาหย่อนขาลงข้างเตียงใบหน้ายังคง
“แม่ทัพเล่อ หยุดสักที” เส้าหนิงพูดเสียงเรียบ “ท่านกลับไปได้แล้ว” นางไม่ได้ยิ้มหรือแสดงความรู้สึกใดให้กับเขา“ท่านหญิง”“ท่านอาเข้าข้างในกันเถอะเจ้าค่ะ” การปฏิบัติตนของนางต่อว่านฉีปาแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง นางสัญญากับตนเองแล้วจะไม่ยิ้มและจะไม่แสดงความรู้สึกใดต่อเขาอีกต่อไปแล้วไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงโกรธที่นางยิ้มให้กับว่านฉีปา‘อยากสงวนรอยยิ้มนั้นของนางไว้ชื่นชมแต่เพียงผู้เดียว’‘นางเป็นของเขาเท่านั้น’‘ถ้าได้กลับไปเมื่อไหร่ข้าจะตอบแทนเจ้า’ความทรงจำบางอย่างซัดสาดเข้ามาในสมองของเขาราวกับระลอกคลื่น คำพูดพวกนั้น ใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก เขามั่นใจว่าไม่เคยทำเรื่องพวกนั้นมาก่อน แต่เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคย ร่างกายสูงใหญ่ของผู้เป็นแม่ทัพทรุดลงกับพื้นหินหน้าจวน เจ้าขาวเมื่อเห็นเจ้านายมีอาการไม่ดีก็แสนรู้นักส่งเสียง ฟืด ฟาด ให้คนอื่นรู้ตัวว่านฉีเส้าหนิงและว่
หลังจากนั้นนางและเล่อฮวาหยวนก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องใดกันอีก ทั้งสองคนนั่งม้ากลับมาด้วยกัน แต่ท่าทางห่างเหินกันกว่าเมื่อตอนเช้า เป็นต้วนเหวินซินที่สังเกตเห็นก่อนผู้ใด นางรักของนางดูแลกันมาใครกล้ามาทำให้ท่านหญิงร้องไห้กัน“ท่านหญิง ท่านร้องไห้หรือเจ้าคะ” ต้วนเหวินซิน เชยคางท่านหญิงของตนขึ้นมาดูให้ชัด ๆ แล้วจึงหันไปเอาเรื่องกับเล่อฮวาหยวน “ท่านแม่ทัพ ท่านทำอะไรกับท่านหญิง”“เปล่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น” เขารู้ว่านางร้องไห้ แต่ก็ปัดความรับผิดชอบ นางร้องไห้ก็เป็นเรื่องของนางไม่เกี่ยวกับเขา ตอนที่เล่อฮวาหยวนกำลังจะขึ้นม้าจากไป สายตาก็เห็นคนน่ารำคาญเสียก่อน“หนิงเอ๋อ เจ้ากลับมาแล้ว”เส้าหนิงเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มเล็กน้อยให้กับท่านอาแปด“ท่านมาได้อย่างไร”“ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าขนฟู แล้วก็ตั้งใจนำของขวัญแต่งงานมามอบให้กับเจ้า” ว่านฉีปาก็คือว่านฉีปาเขาคือผู้ที่มีรอยยิ้มเจืออยู่บนใบหน้าตลอดเวลา รอยยิ้มของเขาชวนให้เส้าหนิงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย“เหตุใดจึงเป็นวันนี้ล่ะเจ้าคะ” ตาม
“ท่านพ่อบังคับให้ท่านแม่ขี่ม้ามาด้วยกัน ตอนแรกนางก็ไม่อยากมาเพราะไม่ชอบที่ท่านพ่อเป็นคนดีเกินไปและชอบบังคับนางให้ทำแต่เรื่องดี ๆ”“คิกคิก” เส้าหนิงได้ฟังก็อดหัวเราะไม่ได้ เล่ออี้จินเป็นนางร้าย ที่ทำแต่เรื่องไม่ดีมาโดยตลอด ความเลวร้ายของนางถูกหลอมละลายได้ด้วยความดีงามของแม่ทัพเล่อในภายหลังสินะ “ท่านพ่อของท่านน่าจะเป็นคนดีมาก ๆ คนหนึ่ง”“ใช่เขาเป็นคนดีมาก และดีเกินไปจึงได้เสียรู้ว่านฉีจิ้ง” เมื่อคิดถึงเหตุการณ์ความสูญเสียเมื่อหลายปีก่อนทำให้เล่อฮวาหยวนมีโทสะอีกครั้ง “ข้าสัญญาและสาบานว่าจะต้องกำจัดคนผู้นั้นให้ได้ นั่นหมายถึงว่าเราสองคนจะต้องแต่งงานและร่วมมือกัน”“อืม...” เส้าหนิงยังไม่ทันจะได้พูดสิ่งใดเขาก็พูดต่อโดยไม่เว้นวรรคให้นางได้แสดงความคิดเห็นใด ๆ ออกไป“หลังจากกำจัดว่านฉีจิ้งและคนของพวกมันจนหมดสิ้นแล้ว ถึงตอนนั้นข้าจะหย่าให้ท่าน ท่านและข้าจะเป็นอิสระจากกันและกันไม่มีสิ่งใดติดค้างกันอีก แล้วข้าก็จะพูดกับท่านตามตรงอย่างไม่ปิดบัง ทุกอย่างที่เกิดขึ้นในงานล่าสัตว์มีบางส่วนที่เป็
แม้จะรู้แล้วว่าใครคือหนอนบ่อนไส้ แต่นางก็ยังคงปฏิบัติต่อต้วนเต๋อชิงและต้วนเหวินซินเช่นเดิม ให้ความสนิทสนมพวกเขาเหมือนเดิม เพื่อไม่ให้ดูมีพิรุธ งานแต่งงานของนางและเล่อฮวาหยวนใกล้เข้ามาทุกที ก่อนจะแต่งงานนางมีเรื่องที่จะต้องพูดกับเขาให้ชัดเจนเช้าวันที่ห้าก่อนจะถึงวันแต่งงาน นางนัดหมายให้เขามาหาที่จวนอ๋อง เล่อฮวาหยวนอยู่ในชุดสีดำเหมือนเช่นเคย ส่วนนางก็ยังคงเป็นสีขาวเส้นผมดำขลับถูกมัดรวบเป็นทรงที่นิยมในหมู่สตรี“ท่านหญิง” เล่อฮวาหยวนทักทาย โดยมีต้วนเต๋อชิงและต้วนเหวินซินเดินตามหลังของเส้าหนิงมา “พี่เหวินซิน องครักษ์ต้วน ข้าจะออกไปขี่ม้ากับท่านแม่ทัพตามลำพังสองคน พวกท่านไปพักผ่อนเถิดอย่าตามข้ามาเลย”สำหรับต้วนเหวินซินเห็นด้วยที่จะให้เจ้านายทั้งสองไปอยู่กันตามลำพังทำความรู้จักพูดคุยกัน แต่เมื่อผินหน้าไปทางสามี ดูเหมือนว่าเขาไม่ได้คิดเช่นนั้น“แต่ว่า...” ต้วนเต๋อชิงทำท่าจะคัดค้าน“ท่านพี่ไปเถอะ เรามันแก่แล้วอย่าไปอยู่ขัดขวางความสุขของพวกเขาเลย”เมื่อภรรยากล่าวเช่นนั้นต้วนเต๋อชิงจึงไม่ได้กล่าวอะไรอีก
“ลำบาก?” ว่านฉีอี้มั่นใจว่าตนไม่เคยปล่อยให้นางลำบาก“ใช่! ที่ชนบท ข้าลำบากมาก ข้าวสารกรอกหม้อยังไม่มี อยู่อย่างอดมื้อกินมื้อ และก็ได้องครักษ์ต้วนที่ออกไปล่าสัตว์และนำเนื้อพวกนั้นมาแบ่งปัน มีช่วงหลังที่ข้ามีความรู้เรื่องยาสมุนไพร เข้าป่าหาของพวกนั้นไปขาย ถึงได้มีเงินบำรุงดูแลท่านแม่” นางเว้นวรรคมองหน้าของว่านฉีอี้ เขาทำเหมือนไม่รู้เรื่องที่เกิดขึ้นกับนางและมารดาในชนบท “ท่านอ๋อง ข้าอยากถามเช่นกัน ว่าเหตุใดตอนนั้นจึงทอดทิ้งพวกข้า และปล่อยให้พวกข้าอยู่อย่างแร้นแค้น ถ้าหากตอนนั้นพวกเรามีเงินมากกว่านี้ท่านแม่..ก็คงไม่ตาย” ในเมื่อมีโอกาสแล้วนางก็อยากถามเขาเช่นกันว่าเหตุใดจึงทำเช่นนั้น“เป็นไปไม่ได้ ข้าส่งเงินให้เจ้าทุกเดือน ไม่เคยปล่อยให้เจ้าอยู่อย่างยากลำบาก ยาสมุนไพร เงินทองทุกอย่าง ส่งผ่านต้วนเต๋อชิง.....”“หมายความว่าอย่างไร?” ในหัวของเส้าหนิงเต็มไปด้วยคำถามมากมาย “ไม่จริง ท่านอย่ามาโกหก...” นางกำลังถูกคนที่ไว้ใจที่สุดทรยศงั้นเหรอ แววตาของว่านฉีเส้าหนิงเหม่อลอย “งั้น...งั้นข้าจะไปถามให้แน







