LOGINเด็กชายที่นางพากลับมาด้วยกันหลับไปถึงสองวันสองคืน เพราะเขาทำให้นางต้องเจียดสมุนไพรที่เก็บมาได้จากในป่าปรุงเป็นยาให้กับเขา เด็กหญิงทำหน้ามุ่ย พี่ชายที่นอนซีดเป็นไก่ต้มผู้นี้เมื่อไหร่จะฟื้นแล้วก็ไปจากบ้านของนางเสียที
เพราะเขาทำให้รายได้ของนางลดลงไปมากกว่าครึ่งยาที่เดิมที่ตั้งใจให้มารดาดื่มเพียงผู้เดียวต้องแบ่งให้กับเขา เด็กหญิงคิดคำนวณราคาหลินจือที่นางต้มให้เขา เปรียบเทียบกับที่นางนำไปขายที่ร้านขายยา
เห็ดที่นางเก็บไปคราวก่อน ขนาดใหญ่และสมบูรณ์ขายไปในราคา หนึ่งตำลึงเงิน ขนาดชิ้นที่นางให้เขากินนั้น ใหญ่และสมบูรณ์กว่ามาก ถ้าเช่นนั้นคิดชิ้นละสองตำลึงเงินดีหรือไม่ เด็กหญิงคิดคำนวณตัวเลขอยู่ในหัว ในระหว่างที่นางกำลังคิดว่าจะเก็บเงินจากพี่ชายอย่างไรดี เด็กชายที่หลับไปถึงสองวันก็ค่อย ๆ ขยับตัวลืมตาขึ้นอย่างช้า ๆ
หัวของเล่อฮวาหยวนหนักอึ้งไปหมด ร่างกายก็รู้สึกหนาวสั่น เมื่อมองไปรอบ ๆ ตัว ก็พบว่าที่นี่ไม่ใช่ป่าสุสานอีกต่อไปแล้วร่างกายถูกชำระล้างสะอาดสะอ้าน ภายในห้องมีกลิ่นหอมอ่อน ๆ เด็กชายยกมือขึ้นช้า ๆ พยายามจะหยัดร่างกายของตนเองลุกขึ้นนั่งให้ได้
“พี่ชายอย่าเพิ่งลุกขึ้น” เด็กหญิงใบหน้าเกลี้ยงเกลารีบเข้ามาประคอง
ทันทีที่เห็นหน้าเขาก็จำได้ทันทีว่านางเป็นใคร วันนี้นางไม่ได้ทาหน้าด้วยผงสีดำอีกแล้ว ดวงตาคู่นั้นเขาจำได้ทันทีว่าเป็นนาง เด็กชายพิจารณาใบหน้าของเด็กหญิงอย่างถี่ถ้วน
“....”
“ท่านเป็นอะไรเหตุใดจึงมองหน้าข้าเช่นนั้น” ว่านฉีเส้าหนิงไม่เข้าใจ
“อ้อ...ขอโทษที ข้าแค่สงสัยว่าใช่เด็กคนที่ข้าเจอในป่าหรือไม่”
“ท่านนี่มัน” ทันทีที่เขาตื่นขึ้นมาก็เริ่มพูดจากวนประสาท
“ขอโทษ ๆ ข้าขอโทษที่ทำให้เจ้าโกรธ”
“ขอโทษอีกแล้ว ท่านพูดเป็นแต่คำนี้หรืออย่างไร” เด็กหญิงบ่นพลางส่ายหน้าไปมา
ความจริงเขาเองก็อยากจะบอกว่ามีแค่เพียงนางเท่านั้นที่เขาพูดคำว่าขอโทษ เห็นนางทำหน้าหงิกงอเขาเห็นแล้วก็รู้สึกหงุดหงิดอย่างประหลาด หากการขอโทษนางทำให้นางอารมณ์ดีขึ้นเขาจะทำ
เขาเป็นทายาทของยอดแม่ทัพใหญ่แห่งแคว้น หากใครรู้เข้าว่าเขาตกเป็นเบี้ยล่างของเด็กตัวเล็ก ๆ เช่นนี้ชื่อเสียงคงจะเสียหายน่าดู
“น้องสาว ข้าพูดขอโทษกับเจ้าแค่คนเดียวเท่านั้น” ใบหน้าขาวซีดไร้สีเลือดบอกกับเด็กหญิง
“เอาเถอะ เห็นเป็นท่านหรอกข้าจะให้อภัย” นางเองก็กลัวว่าก้อนเงินก้อนทองเคลื่อนที่ ของนางจะโกรธเช่นกัน
เถียงกันอยู่ครู่ใหญ่ ซูหยุนหนิงก็ยกชามข้าวต้มเข้ามาในห้อง กลิ่นหอมหวนยั่วยวนใจ เล่อฮวาหยวนที่อดอาหารมาหลายวันถึงกลับกลั้นน้ำลายเอาไว้ไม่ไหว
“ฮ่า ๆ พี่ชาย กลิ่นอาหารของท่านแม่ข้าทำให้ท่านน้ำลายไหลเช่นนี้เชียวหรือ”
เล่อฮวาหยวนที่ถูกจับผิดรีบปฏิเสธทันควัน ใบหน้าที่ขาวซีดอยู่เมื่อครู่พลันเป็นสีแดงก่ำ เขาเป็นทายาทจอมทัพ แต่มานั่งน้ำลายสอต่อหน้าสตรี รู้ถึงไหนอายไปถึงนั้น เด็กชายรีบมุดเข้าใต้ผ้าห่ม ไม่อยากให้ใครเห็น
“โธ่...หนิงเอ๋อ เจ้านี่นา” ผู้เป็นมารดาหันไปดุบุตรสาว ส่วนซูหยุนหนิงนั้นรู้สึกเอ็นดู เด็กอย่างไรก็เป็นเด็ก “มาเถอะ คุณชายออกมาทานข้าวต้มก่อน” น้ำเสียงแหบพร่าของซูหยุนหนิงเชื้อเชิญ
แค่เพียงพริบตาเดียวเท่านั้นยังไม่ทันที่เส้าหนิงจะได้ตั้งตัวหรือตั้งสติให้ครบถ้วน แผนการที่ตกลงกันเอาไว้คือทั้งนางกับเขาจะแต่งงานกันและอาศัยอำนาจของกันและกันโค่นล้มรัชทายาท ส่วนผู้ใดจะได้ขึ้นครองบัลลังก์ต่อนั้นยังเป็นที่ถกเถียงกัน ทุกคนนัดพบกันที่ร้านขนมวิหคขับขานในค่ำคืนก่อนวันแต่งงาน เป็นครั้งแรกที่นางรู้ว่าสถานที่แห่งนี้คือจุดนับพบที่ถูกบรรยายเอาไว้ในนิยายเรื่องนั้นนางรู้สึกเหมือนได้เดินขึ้นไปบนชั้นบนสุดของอาคารแต่ไม่รู้ว่าเพราะกลไกใด รู้ตัวอีกทีก็ลงมาอยู่ที่ชั้นใต้ดิน ในตอนแรกชินอ๋องเหมือนจะไม่อยากให้นางมารับรู้หรือยุ่งเกี่ยวกับเรื่องนี้ด้วย แต่เพราะถูกเล่ออี้จินบ่นด่าจนหูชา เขาจึงยินยอมพานางมาด้วยนอกจากชินอ๋อง เล่ออี้จิน ยังมีองค์หญิงใหญ่ และอ๋องแปด ทั้งหมดนั่งพูดคุยเรื่องสำคัญถึงแผนการทั้งหมด ในคราแรกเส้าหนิงคิดว่าจะมีเพียงเท่านี้แต่ไม่ใช่เลยเวลาผ่านไปอีกราวหนึ่งก้านธูป บุรุษวัยกลางคนผู้หนึ่งก็ปรากฏตัว“คารวะชินอ๋อง องค์หญิงใหญ่ อ๋องแปด” ชายผู้มาใหม่ทำความเคารพตามลำดับสถานะอย่างอ่อนน้อม สีหน้าของเขาเมื่อมาถึงไม่สู้ดีนัก“ในที่สุดเจ้าก
ฉีมู่เหยานั่งมองต้นไม้หน้าตำหนักด้วยสายตาอิดโรยอ่อนแรง ดูเหมือนว่าตั้งแต่กลับมาจากลานล่าสัตว์ร่างกายของนางก็ไม่แข็งแรงดั่งเก่า คงเป็นเพราะนางตรอมใจเรื่องฉีหลานเซี่ยละมั้ง ผู้เป็นอามีความรู้สึกคล้ายกับว่าได้ยินเสียงของนางอยู่รอบ ๆ ตัวผ่านไปครู่ใหญ่ว่านฉีจิ้งก็เดินเข้ามาใช้ผ้าขนแกะหนานุ่มคลุมกายให้กับผู้เป็นภรรยาอย่างอ่อนโยน“ดูเหมือนว่าจะใกล้เข้าสู่เหมันต์ฤดูแล้วสินะ”“นั่นสิเพคะ เสียดายที่ปีนี้ไม่มีหลานเอ๋อ” ฉีมู่เหยาตั้งใจพูดถึงหลานสาวที่ถูกเขาสั่งฆ่า“....”“ท่านยังจำได้ไหม เมื่อตอนที่นางยังเด็ก ชอบมาอ้อนวอนให้ท่านเผามันเทศให้นางกิน ไม่เพียงเท่านั้นท่านยังต้องปอกเปลือกให้นางอีก คนอื่นปอกไม่ได้ต้องเป็นท่านเพียงคนเดียว” ความทรงจำมากมายเกี่ยวกับฉีหลานเซี่ยผุดขึ้นมามากมายราวกับดอกเห็ด“อืม...” ว่านฉีจิ้งไม่อยากขัด สิ่งที่นางพูดทำเอาเขาเองก็รู้สึกผิดอยู่นิดหน่อย เด็กคนนั้นชอบให้เขาเอาอกเอาใจ แต่แล้วอย่างไรเขาเลี้ยงนางมาก็เพื่อการนั้น “ถ้าเช่นนั้น วันนั้นวันที่ว่านฉีเส้าหนิงถูกจั
เพราะหลางซีเยว่มาเตือนทำให้ต้วนเต๋อชิงรู้ตัวว่าถูกสงสัย เขาลงทุนลงแรงอยู่นานจะมาถูกเปิดเผยได้ง่าย ๆ เช่นนั้นงั้นหรือ ร่างสูงของผู้เป็นองครักษ์ฝึกซ้อมวิชายุทธ์อยู่ในลานด้วยสายตาเย็นเฉียบ ทั้งเขาและหลางซีเยว่ต่างก็เป็นคนของรัชทายาท ได้รับการฝึกฝนให้ไร้ความรู้สึก ไร้หัวใจ ทุกอย่างที่แสดงออกมาทั้งหมดคือการแสดง ไม่เว้นแม้กระทั่งสิ่งที่ทำกับต้วนเหวินซิน เขาไม่รู้ด้วยซ้ำว่าตนนั้นรักนางหรือไม่“ท่านพี่ นอนเถอะเจ้าค่ะ ดึกแล้ว” นางเดินออกมาตามสามีให้กลับเข้าไปในบ้านได้ยินเสียงของต้วนเหวินซิน เขาก็รีบปรับสีหน้าของตนเองในทันที“เจ้าออกมาทำไม ตอนกลางคืนอากาศเย็น เดี๋ยวจะเป็นหวัดไปอีกคน”“แล้วท่านล่ะ”“ก็ได้ ๆ ข้าไม่เถียงเจ้าแล้ว เข้าห้องไปนอนกันเถอะ”เมื่อส่งเด็ก ๆ เข้านอนกันหมดแล้วและอยู่กันตามลำพังแบบสามีภรรยา ต้วนเหวินซินก็เริ่มพูดคุยเรื่องนั้นเรื่องนี้กับสามี เหมือนอย่างที่เคยทำมาตลอด เรื่องราวเล็กน้อยที่เกิดขึ้นยามที่นางดูแลท่านหญิงเส้าหนิง ถูกถ่ายทอดให้กับต้วนเต๋อชิงฟังเกือบทุกอย่าง นั่
ไม่ว่าอย่างไรเส้าหนิงก็ไม่เข้าใจ ในนิยายมันต้องมีอะไรบางอย่างผิดเพี้ยนไปแน่ ๆ นางหันไปหาตู้ลี่ เขาน่าจะมอบคำตอบให้กับนางได้“เป็นสหายกันมานานพูดคุยกันเช่นนี้มาตลอดตั้งแต่สาวจนแก่ขอรับ”“สหาย?” นางร้าย นางเอก พระเอก สามคนนั้นเป็นสหายกัน“ขอรับท่านหญิงถึงจะมีเรื่องบาดหมางใจอยู่บ้าง แต่ทั้งสามคนก็รักกันดี”“ไม่ใช่ว่านางเคยทำร้ายท่านแม่จนตาบอดเหรอ”“ไม่ใช่เลยขอรับ” ตู้ลี่มองซ้ายมองขวาก่อนจะกระซิบกับเส้าหนิงเบา ๆ “ผู้ที่ลงมือทำร้ายพระชายาภายหลังสืบรู้มาว่าเป็นคนของรัชทายาท เขาตั้งใจจะทำให้ความสัมพันธ์ของทั้งสามคนสั่นคลอน”ปวดหัว!! นั่นคือสิ่งเดียวที่นางคิดในตอนนี้เมื่อทุกอย่างกลับเข้าสู่ความเงียบสงบอีกครั้งนางจึงเข้ามาดูว่าเล่อฮวาหยวนอาการดีขึ้นหรือยัง เดินมาถึงเตียงจึงเห็นว่าเขาลืมตาอยู่นานแล้ว“ตื่นแล้วก็ลุกกลับจวนแม่ทัพได้แล้ว” เส้าหนิงคร้านจะดูแลเขาแล้ว“อืม...เข้าใจแล้ว” เขาลุกขึ้นมาหย่อนขาลงข้างเตียงใบหน้ายังคง
“แม่ทัพเล่อ หยุดสักที” เส้าหนิงพูดเสียงเรียบ “ท่านกลับไปได้แล้ว” นางไม่ได้ยิ้มหรือแสดงความรู้สึกใดให้กับเขา“ท่านหญิง”“ท่านอาเข้าข้างในกันเถอะเจ้าค่ะ” การปฏิบัติตนของนางต่อว่านฉีปาแตกต่างจากเขาโดยสิ้นเชิง นางสัญญากับตนเองแล้วจะไม่ยิ้มและจะไม่แสดงความรู้สึกใดต่อเขาอีกต่อไปแล้วไม่รู้ว่าเพราะเหตุใดเขาจึงโกรธที่นางยิ้มให้กับว่านฉีปา‘อยากสงวนรอยยิ้มนั้นของนางไว้ชื่นชมแต่เพียงผู้เดียว’‘นางเป็นของเขาเท่านั้น’‘ถ้าได้กลับไปเมื่อไหร่ข้าจะตอบแทนเจ้า’ความทรงจำบางอย่างซัดสาดเข้ามาในสมองของเขาราวกับระลอกคลื่น คำพูดพวกนั้น ใบหน้าของเด็กผู้หญิงที่เขาไม่รู้จัก เขามั่นใจว่าไม่เคยทำเรื่องพวกนั้นมาก่อน แต่เหตุใดจึงรู้สึกคุ้นเคย ร่างกายสูงใหญ่ของผู้เป็นแม่ทัพทรุดลงกับพื้นหินหน้าจวน เจ้าขาวเมื่อเห็นเจ้านายมีอาการไม่ดีก็แสนรู้นักส่งเสียง ฟืด ฟาด ให้คนอื่นรู้ตัวว่านฉีเส้าหนิงและว่
หลังจากนั้นนางและเล่อฮวาหยวนก็ไม่ได้พูดคุยเรื่องใดกันอีก ทั้งสองคนนั่งม้ากลับมาด้วยกัน แต่ท่าทางห่างเหินกันกว่าเมื่อตอนเช้า เป็นต้วนเหวินซินที่สังเกตเห็นก่อนผู้ใด นางรักของนางดูแลกันมาใครกล้ามาทำให้ท่านหญิงร้องไห้กัน“ท่านหญิง ท่านร้องไห้หรือเจ้าคะ” ต้วนเหวินซิน เชยคางท่านหญิงของตนขึ้นมาดูให้ชัด ๆ แล้วจึงหันไปเอาเรื่องกับเล่อฮวาหยวน “ท่านแม่ทัพ ท่านทำอะไรกับท่านหญิง”“เปล่าไม่ได้ทำอะไรทั้งนั้น” เขารู้ว่านางร้องไห้ แต่ก็ปัดความรับผิดชอบ นางร้องไห้ก็เป็นเรื่องของนางไม่เกี่ยวกับเขา ตอนที่เล่อฮวาหยวนกำลังจะขึ้นม้าจากไป สายตาก็เห็นคนน่ารำคาญเสียก่อน“หนิงเอ๋อ เจ้ากลับมาแล้ว”เส้าหนิงเงยหน้าขึ้น ส่งยิ้มเล็กน้อยให้กับท่านอาแปด“ท่านมาได้อย่างไร”“ข้าจะมาเยี่ยมเจ้าขนฟู แล้วก็ตั้งใจนำของขวัญแต่งงานมามอบให้กับเจ้า” ว่านฉีปาก็คือว่านฉีปาเขาคือผู้ที่มีรอยยิ้มเจืออยู่บนใบหน้าตลอดเวลา รอยยิ้มของเขาชวนให้เส้าหนิงอารมณ์ดีขึ้นเล็กน้อย“เหตุใดจึงเป็นวันนี้ล่ะเจ้าคะ” ตาม







