LOGINหยี่หานกลับไปถึงบ้านในสภาพที่เมามาย เขาตรงไปที่ห้องอ่านตำราแล้วใช้มือกวาดตำราที่วางอยู่บนชั้นหล่นลงที่พื้นอย่างบ้าคลั่ง
หว่าอิ๋งที่นั่งเย็บผ้าห่มอยู่เดินมาดูว่าเกิดอันใดขึ้นแล้วเห็นว่าหยี่หานนั้นทำลายข้าวของอยู่จึงรีบเข้าไปห้าม
“คุณชายกัว ท่านทำอันใดของท่านรู้ตัวหรือไม่”
กัวหยี่หานจับไหล่นางทั้งสองข้างแล้วเขย่าจนร่างนางคลอนไปตามแรงกระทำนั้น
“เจ้าบอกข้ามา เรื่องผ้าเช็ดหน้าที่เหว่ยฟางปักให้ข้า จริงๆ แล้วมันคือฝีมือเจ้าใช่หรือไม่” เขาถามออกมาด้วยน้ำเสียงที่น่ากลัว
หยี่หานในเวลานี้ไม่ใช่บัณฑิตผู้อ่อนโยนอย่างที่นางรู้จักอีกแล้ว ทำให้นางหวั่นใจยิ่งนัก
“เป็นฝีมือข้าเอง ข้าแค่โกหกให้ท่านสบายใจ” หว่าอิ๋งยอมรับสารภาพออกมาตามตรง เพราะการที่เขาถามเช่นนี้คงไปรู้เห็นอะไรมาเป็นแน่
“ผู้หญิงนี่โกหกเหมือนกันทุกคน พวกเจ้าล้วนแต่หลอกลวงข้า” หยี่หานพูดจาด้วยน้ำเสียงที่โกรธขึ้ง
“คุณชายท่านเมามากแล้ว ไปพักผ่อนเถอะเจ้าค่ะ”
“ไม่ต้องมาทำเป็นพูดดีกับข้า นางหนึ่งก็ไปกับชายอื่น อีกนางหนึ่งก็ไม่ได้รักข้าสักนิด”
หยี่หานรำพันถึงเหว่ยฟางที่เดินเคียงข้างกับชิงฟง และหว่าอิ๋งที่นางตกเป็นของเขาแล้วแต่กลับทำเหมือนว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น
“ท่านพูดถึงอะไร ข้าไม่เข้าใจ”
หว่าอิ๋งพยายามแกะมือของเขาออกจากไหล่ของนาง เพราะเขาเริ่มบีบแรงขึ้นเรื่อยๆ
“ตอนแรกข้าคิดว่าข้าจะไม่ไปสอบแล้ว ตอนนี้ข้าเปลี่ยนใจ ข้าจะสอบให้ผ่านแล้วชิงเหว่ยฟางกลับมาเป็นของข้าให้ได้” เขาพูดอย่างมาดมั่น
“เจ้าค่ะ คุณชายปล่อยข้าเถิดข้าเจ็บ” นางบอกเขาเสียงเบา ใบหน้าเหยเกด้วยความเจ็บปวด
“หากข้าแต่งงานกับเหว่ยฟางแล้ว เจ้ายินดีจะเป็นอนุของข้าหรือไม่ บอกข้าสิ” หยี่หานเปลี่ยนจากหัวไหล่เลื่อนมาจับที่ต้นแขนของนาง ถามด้วยน้ำเสียงที่ดูกระด้าง
“ข้า .. ข้ายอมเป็นอนุของท่าน” หว่าอิ๋งพูดเสียงเบา นางยอมเป็นทุกอย่างที่เขาอยากให้เป็น
“ข้าจะแต่งงานกับเหว่ยฟาง และมีเจ้าเป็นอนุ แต่ว่าตอนนี้เจ้าต้องเป็นนางบำเรอให้แก่ข้า” หยี่หานพูดแล้วก้มลงไปซุกไซ้ที่ซอกคอของนาง
หว่าอิ๋งปฏิเสธการกระทำที่เป็นไปด้วยอารมณ์โมโหของบัณฑิตหนุ่ม แต่เมื่อเขาเริ่มคลายมือลงจากต้นแขนของนางแล้วลูบไล้ไปทั่วสรรพางค์กาย นางที่มีใจให้เขาอยู่แล้วก็โอนอ่อนตามเขา
“ข้าจะเป็นนางบำเรอของท่านด้วยความเต็มใจ” นางกระซิบข้างใบหูของเขา
หยี่หานเงยหน้าขึ้นมาสบตากับนาง แล้วโน้มหน้าลงไปจูบที่ริมฝีปากนุ่มนั้นอย่างหนักหน่วง บดจูบนางด้วยอารมณ์ที่รุนแรง แต่พอเจอหว่าอิ๋งตอบโต้อย่างนุ่มนวลเขาก็ค่อยๆ ลดความแข็งกระด้างนั้นลงแล้วพรมจูบไปทั่วใบหน้าอย่างหลงใหล
ทั้งสองจูบกันอยู่เนิ่นนานก่อนที่หยี่หานจะปลดเชือกที่มัดรอบเอวของนางออกไปแล้วถอดอาภรณ์ทุกชิ้นของตนเองและหว่าอิ๋งออกไปท่ามกลางอากาศที่เริ่มหนาวเย็น
ทั้งสองใช้ไออุ่นจากร่างกายมอบให้แก่กันแล้วบัณฑิตหนุ่มก็ดันร่างนางไปชิดผนังห้อง ยกขาขึ้นหนึ่งข้างมาพาดแขนเอาไว้ ย่อตัวลงเพื่อสอดใส่แท่งร้อนเข้าไป แล้วยืนร่วมรักกับนางในท่านั้น
หว่าอิ๋งครางออกมาเบาๆ ในลำคอ ขณะที่กอดคอเขาเอาไว้แล้วซบลงตรงแผงอกแกร่งนั้นยามที่เขากระแทกเข้ามา
“คุณชาย ข้าไม่ไหวแล้ว อื้ม” นางร้องขอให้เขาทำมันแรงขึ้นกว่าเดิม
บัณฑิตหนุ่มดันตัวนางจนชิดกำแพงแล้วยกตัวนางขึ้นมาให้นางเอาขาเกี่ยวเอวหนาของตนเอาไว้แล้วกระแทกจนนางครางลั่น
“คุณชาย อื้อ คุณชาย” หว่าอิ๋งกอดคอเขาเอาไว้แน่น ครางชื่อเรียกเขาออกมาไม่หยุด
“เจ้าจะเป็นนางบำเรอของข้า ข้าไม่อนุญาตให้เจ้าไปจากที่นี่ เจ้าต้องเป็นนางบำเรอของข้า อ๊า”
“ข้าจะไม่มีวันไปจากท่าน อ๊า ข้าจะเป็นของท่านผู้เดียว อื้ม” หว่าอิ๋งครางเสียงหลงขณะที่พูดกับเขา
นางดีใจที่เขาอยากให้นางอยู่กับเขา แม้จะเป็นแค่นางบำเรอนางก็ยอม
“ดี ต่อแต่นี้ไปข้าจะไม่ต้องหักห้ามใจเวลาที่ต้องการเจ้า”
หยี่หานพูดขึ้นเสียงดัง แล้วเดินกระแทกนางไปจนถึงโต๊ะไม้สูงเพียงเข่าที่เขาใช้นั่งอ่านตำรา กวาดทุกสิ่งลงจากโต๊ะนั้นวางนางลงไปแล้วใช้โต๊ะนั้นร่วมรักกับนางจนหว่าอิ๋งตัวอ่อนลงไปก่อนเขา
บัณฑิตหนุ่มแยกขาของนางออกก้มลมไปดูดเลียกลีบบุปผาสีชมพูเข้มแล้วใช้ลิ้นตวัดชิมที่เกสรสีขาวขุ่นตรงกลางร่องบุปผานั้น ดูดชิมน้ำหวานสีใสที่นางหลั่งออกมาจนหมด
“อื้ม คุณชาย อ๊า ข้ามีความสุขเหลือเกิน อื้ม” นางครางออกมาด้วยความสุขสม สูดปากราวกับกินของเผ็ดร้อน อากาศที่เหน็บหนาวในตอนนี้กลับรู้สึกว่ามันร้อนรุ่มไปทั่วกาย
หยี่หานยิ้มอย่างพอใจ เขาอุ้มช้อนตัวหว่าอิ๋งขึ้นมาแล้วพานางไปยังห้องนอนของตน มอบความสุขให้แก่นางและเชยชมเรือนร่างของนางอย่างเต็มที่
ต่อไปนี้เขาไม่จำเป็นต้องซื่อสัตย์กับคนหลายใจอย่างเหว่ยฟาง และไม่จำเป็นต้องปฏิเสธน้ำใจจากหว่าอิ๋ง ในเมื่อนางอยากตอบแทนเขา เขาก็จะรับมันเอาไว้ด้วยความเต็มใจ เพราะเขาเองก็มีใจให้นางเช่นกัน
“เจ้าบอกข้าสิ ว่าเจ้าจะไม่ไปจากข้า”
“ข้าจะไม่มีวันไปจากท่าน ไม่ว่าท่านจะขับไล่ข้าสักกี่หน ข้าก็จะอยู่กับท่าน ข้า..”
ยังไม่ทันที่หว่าอิ๋งจะบอกรักเขา หยี่หานก็จูบที่ริมฝีปากของนาง โถมแรงสะโพกตอกอัดแท่งลำลงไปอย่างดุดัน ทำให้นางครางในลำคอด้วยความเสียวซ่าน
เขารักหว่าอิ๋ง เขายอมรับ แต่เขาโกรธเหว่ยฟางและพานมาลงกับนางในยามที่สติเขาเมามายเช่นนี้ แม้รู้ว่าตัวเองพูดอะไรที่เลวร้ายออกไป แต่ในเมื่อพูดไปแล้วก็ไม่สามารถเอาคำพูดนั้นกลับคืนมาได้
ในที่สุดหว่าอิ๋งก็ตัวอ่อนลงไปภายใต้ร่างที่แข็งแกร่งของเขา หยี่หานเร่งเร้าตนเองโดยการกระแทกลงไปหนักๆ แล้วปลดปล่อยเข้าไปในตัวนาง ผละจูบนั้นออกมาสบตาของนางเอาไว้ ยังไม่ถอนแท่งลำนั้นออกไปโดยง่าย
“เรื่องผิดพลาดไม่ควรเกิดขึ้นเกินสามครั้ง ตอนนี้ข้าล่วงเกินเจ้าแล้ว ถึงข้าจะเมาแต่วันนี้ข้าพอมีสติรู้ว่าตัวเองทำอะไรลงไป” เขาบอกนางเสียงเบาและสบตาของนางเอาไว้
“แม้คุณชายจะผิดพลาดอีกสักกี่ครั้ง ข้าก็ยินดีตกเป็นของท่าน” หว่าอิ๋งบอกเขา รู้สึกถึงแท่งลำที่กระตุกพ่นน้ำรักออกมาด้านใน
“เรื่องที่ข้าพลั้งปากออกไปว่าจะให้เจ้าเป็นนางบำเรอของข้า จริงๆ แล้ว...” เขาจะบอกนางว่าเขาแค่พูดไปด้วยความโมโห ไม่ได้คิดจะย่ำยีศักดิ์ของนางโดยการให้นางเป็นนางบำเรอของเขา
“ข้าเข้าใจท่าน ชายหญิงอยู่ร่วมกันมันต้องเกิดเรื่องอย่างนี้สักวัน แต่ข้ารับปากว่าข้าจะอยู่ในสถานะนี้อย่างเงียบๆ ไม่ทำให้คุณหนูโจวต้องขุ่นเคืองใจ ขอแค่ให้ข้าได้อยู่เคียงข้างท่านเท่านั้นก็พอ” หว่าอิ๋งรีบบอกเขา
นางเกรงว่าเขาจะเปลี่ยนใจแล้วขับไล่ตนออกไปด้วยคิดว่านางจะแพร่งพรายเรื่องนี้ให้เหว่ยฟางรู้
“เจ้านี่มัน..” เขาไม่พูดอะไรต่อ คิดว่านางนั้นยอมเขามากขนาดนี้ก็ดีเช่นกัน
อีกทั้งนางเองก็ยอมที่จะให้เหว่ยฟางเป็นใหญ่ เขาเองก็รักทั้งสองคนจึงคิดว่าไม่มีอะไรเสียหาย ไม่ว่านางจะเข้าใจแบบไหน นางก็ต้องเป็นอนุของเขาอยู่ดี เพราะบุรุษที่มีหลายเมียนั้นไม่ใช่เรื่องผิดอะไรหากเขาจัดการให้ทั้งสองฝ่ายอยู่ร่วมกันได้อย่างสงบสุข
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







