เข้าสู่ระบบบรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้ม
ความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย
“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเอง
หว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน
“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหา
หว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา
“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน
“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก
“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก
หลังจากมีสัมพันธ์ครั้งที่สาม เขาดูเปลี่ยนไปจากเดิมมาก เหมือนว่าเขารู้สึกดีกับนาง แต่หว่าอิ๋งก็ไม่อยากคิดเข้าข้างตนเอง มันคงเป็นไปตามธรรมดาของความใกล้ชิดที่เกิดขึ้นระหว่างคนสองคน และใจของบัณฑิตหนุ่มที่กำลังอ่อนแอจากเหว่ยฟาง คิดว่าเขาต้องไปรู้เรื่องของนางมาอย่างแน่นอน
“ข้าแค่อยากมั่นใจว่าเจ้าจะไม่ไปจากข้าแล้ว”
“เมื่อคืนข้าก็บอกท่านไปแล้ว” นางพูดเสียงเบาอย่างเอียงอายที่พูดถึงเรื่องที่ผ่านมา
“ข้าอยากมั่นใจ ว่าเจ้าไม่ได้หลอกข้า”
“แล้วท่านล่ะเจ้าคะ หลอกข้าหรือเปล่า ที่บอกว่าไม่อยากให้ข้าไป” นางย้อนถามเขากลับ
มือของหยี่หานกอดรั้งแผ่นหลังของนางเข้ามาแนบอกของตน ทำให้ใบหน้าทั้งสองนั้นอยู่ใกล้กันจนรู้สึกถึงลมหายใจที่รดรินออกมา
“ทำไมเจ้าถามเช่นนั้น”
“ท่านมักบอกให้ข้าไปจากท่าน ย้ำอยู่หลายหนว่าให้ข้ารีบไป แล้วอยู่ๆ ท่านก็บอกให้ข้าอยู่ที่นี่กับท่าน ข้าก็ทำตัวไม่ถูก ไม่รู้ว่าท่านแค่พูดไปอย่างนั้นรึว่าท่านอยากให้ข้าอยู่ด้วยจริงๆ” นางตัดสินใจถามบัณฑิตหนุ่มออกไปตามตรง
“ข้าล่วงเกินเจ้าไปแล้ว จะให้ข้าขับไล่เจ้าไปได้อย่างไร ข้าก็ต้องรับผิดชอบในสิ่งที่ข้าทำมิใช่หรือ” เขาบอกนางด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
หว่าอิ๋งยิ้มแล้วดันตัวลุกขึ้นจากเขา
“ข้าเก็บโต๊ะก่อนดีกว่าเจ้าค่ะ”
“เจ้ายังไม่ตอบข้าเลย”
“ชีวิตข้าอยู่ในมือคุณชาย คุณชายจะให้อยู่หรือให้ไปล้วนแล้วแต่ท่านจะเมตตาข้า” นางพูดอย่างเอาใจขณะที่เก็บถ้วยชามแล้วถือเดินไปที่ห้องครัวด้วยรอยยิ้มที่แสนหวาน
พอลับหลังเขานางก็ลดยิ้มลง นึกทบทวนประโยคที่เขาบอกว่าต้องการรับผิดชอบนางในสิ่งที่เกิดขึ้น
‘นั่นสินะ บุรุษรูปงามอนาคตไกลเช่นท่าน จะมามีใจปฏิพัทธ์ต่อข้าได้อย่างไร ท่านก็แค่ตกกระไดพลอยโจนได้ข้าเป็นว่าที่อนุของท่าน หญิงเดียวที่ท่านรักและจะได้เป็นฮูหยินของท่านก็คงมีแค่คุณหนูโจวผู้นั้น’
หว่าอิ๋งนึกอย่างน้อยใจ แต่นางเลือกแล้วที่จะอยู่ในสถานะนางบำเรอที่รอเลื่อนขั้นเป็นอนุของหยี่หาน แต่จะมีหญิงใดเล่าที่อยากเป็นเช่นนั้น ตำแหน่งฮูหยินของเขามันเป็นสิ่งที่นางเองก็ใฝ่ฝันเช่นกัน
**********************
หว่าอิ๋งนำอาหารมาวางบนโต๊ะแล้วเชิญให้หยี่หานที่ท่องตำราอยู่ออกมาทานอาหารที่กำลังร้อนอยู่
“วันนี้ข้าทำเต้าหู้ผัดถั่วงอก กับไก่เส้นผัดเต้าหู้ฝอย คุณชายทานเยอะๆ นะเจ้าคะ” หว่าอิ๋งบอกเขาแล้วคีบเต้าหู้ให้แก่เขาได้ทาน
หยี่หานนั้นกลั้นหัวเราะเอาไว้ หากแต่ไม่ได้พูดอะไรออกไป แล้วมองนางด้วยแววตาที่เอ็นดู ทานเต้าหู้ที่นางคีบให้แล้วยิ้มกริ่มอย่างพอใจ
หว่าอิ๋งเห็นว่าเขายิ้มไม่หุบ จึงสงสัยแต่ก็มิได้ถามอันใดออกไป ทานอาหารพร้อมกับเขาไปเหมือนปกติ
หยี่หานเพิ่มข้าวอีกถ้วย เป็นครั้งแรกที่เขาเจริญอาหารเช่นนี้ทำให้นางรู้สึกดีใจเป็นอย่างมาก
“ข้าดีใจที่ท่านทานได้เยอะเช่นนี้ ข้าจะได้ทำให้ท่านทานอีกบ่อยๆ” นางบอกเขาด้วยความยินดี
“เจ้านี่ช่างไร้เดียงสานัก ทำอาหารแต่ละอย่างมีแต่เต้าหู้ทั้งนั้น” เขาพูดแล้วยิ้มอย่างพอใจแล้วรับถ้วยข้าวทานอาหารตรงหน้าต่ออย่างอารมณ์ดี
“ข้าไม่เข้าใจ ท่านหมายถึงอันใดเจ้าคะ” นางถามแล้วคีบชิ้นเต้าหู้ในอาหารขึ้นมา
“เจ้าไม่รู้หรืออย่างไร ว่าตนเองกำลังสื่อความหมายอะไรต่อข้าอยู่ ถึงอยากให้ข้า ‘กินเต้าหู้’ กับเจ้าเช่นนี้” บัณฑิตหนุ่มพูดเป็นนัย
คำว่ากินเต้าหู้นั้นเป็นคำพูดที่กล่าวเปรียบเปรยถึงการลวนลามทั้งด้วยสายตาและภาษากาย ซึ่งถ้าตีความหมายออกมา คือนางต้องการให้เขามีสัมพันธ์กับนาง
หว่าอิ๋งทำเต้าหู้ที่คีบหล่น มือไม้สั่นเมื่อนึกถึงความหมายที่ลึกซึ้งของคำคำนั้น หน้าของนางแดงเรื่อแล้ววางตะเกียบลง อับอายจนไม่กล้าทานอาหารต่อแล้ว
“ข้าไม่ได้หมายความว่าอย่างนั้นนะเจ้าคะ ข้าแค่เห็นว่าไหนๆ ก็มีเต้าหู้เหลือก็แค่นำมาทำอาหารเท่านั้นเอง ไม่ได้หมายความว่าอยากให้ท่านกินเต้าหู้ เอ่อ ข้าหมายถึงอยากทำให้ท่านทาน แต่ไม่ได้ให้ท่านกินเต้าหู้กับข้า” หว่าอิ๋งพูดจาวกไปวนมาด้วยความตื่นเต้น ใบหน้านางแดงเรื่อลามไปจนถึงใบหู
“ข้ามิได้ว่าอะไรเจ้านี่ ดีแล้วที่เจ้าทำอาหารเหล่านี้ เพราะข้าชอบ ‘กินเต้าหู้’ มาก” บัณฑิตหนุ่มพูดเป็นนัยหยอกเย้านางให้ยิ่งเขินอาย
“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาเสียงหลง ก้มหน้าด้วยความเขินอายแทบแทรกแผ่นดินหนี
เมื่อเขาทานอาหารแล้วเสร็จ หว่าอิ๋งจึงรีบเก็บถ้วยชามแล้วพยายามจะหลบหน้าเขา แต่ว่าบัณฑิตหนุ่มที่รู้ทันเขายืนขวางทางนางเอาไว้ก่อน ทำให้นางต้องเบือนหน้าหลบสายตาที่ปรารถนาของเขา
“คืนนี้อากาศเริ่มเย็นแล้ว ผ้าห่มที่เจ้าเย็บเสร็จรึยัง”
“ยังเลยเจ้าค่ะ พรุ่งนี้ก็น่าจะแล้วเสร็จ”
“งั้นเจ้าเอาผ้าห่มของข้าไปไว้ที่ห้องของเจ้าสิ” หยี่หานบอกนางเสียงนุ่ม
“แล้วคุณชายจะห่มอันใดเล่า”
“ข้าก็จะตามไปห่มกับเจ้าที่ห้องอย่างไรเล่า เจ้าอย่าลืมสิว่าเจ้าชักชวนให้ข้าอยากกินเต้าหู้” น้ำเสียงที่ดูปรารถนานั้นทำให้นางตัวสั่นด้วยความตื่นเต้น
มันเป็นการร้องขอจากหยี่หานที่มีสติครบถ้วนเป็นครั้งแรก
“แตงที่ฝืนเด็ดจากต้นย่อมไม่หวาน หากเจ้าไม่เต็มใจ ข้าก็ไม่ฝืน” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่แสร้งทำเป็นผิดหวัง
หว่าอิ๋งเดินเลี่ยงเขาไปโดยไม่พูดจา เข้าไปยังห้องของตน ก่อนจะกลับออกมากับผ้าห่มของนาง
“ห้องข้าเตียงเล็กไป ข้านำผ้าห่มไปที่ห้องท่านน่าจะเหมาะกว่า” นางพูดเสียงเบาอย่างเอียงอายแล้วเดินไปรอเขาที่ห้อง
หยี่หานยิ้มกริ่มเดินตามนางไปแล้วดึงนางไปนั่งที่เตียงของตน เชยคางขึ้นมาสบตาแล้วจุมพิตนางอย่างนุ่มนวล
ร่างของทั้งคู่เอนลงไปที่ฟูกพร้อมกัน เสื้อผ้าถูกโยนทิ้งลงมาที่พื้นทีละชิ้นจนกระทั่งถึงชิ้นสุดท้าย
เสียงครางอย่างสุขสมดังออกมาในห้องนอนนั้น พร้อมกับเสียงของเตียงที่โยกกระแทกผนังบ้านเบาๆ ดังต่อเนื่องราวหนึ่งเค่อ(สิบห้านาที) ก่อนจะเงียบลงสักพักเหมือนว่ากำลังเปลี่ยนให้อีกฝ่ายเป็นผู้ออกแรง
เงาที่ผนังห้องที่ถูกสะท้อนจากแสงเทียน ทำให้เห็นว่าหว่าอิ๋งกำลังอยู่บนตัวของหยี่หาน นางขยับขึ้นลงเป็นจังหวะ
เสียงครางของชายหญิงดังแว่วออกมาเป็นระยะ ก่อนที่ทั้งคู่จะครางถี่ๆ ออกอย่างพร้อมเพรียงกัน แล้วเงานั้นก็ซบลงไปที่ร่างของบุรุษที่อยู่ด้านล่าง ตามมาด้วยความเงียบสงัดของค่ำคืนที่แสนสุขนั้น
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







