LOGINเมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋ง
ตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย
‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’
หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริง
ไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วย
นางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหาร
กลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลังไปดูนางทำครัว
หว่าอิ๋งที่กำลังใช้สมาธิในการทำอาหารอยู่นั้น นางไม่ได้สังเกตว่าหยี่หานกำลังมายืนอยู่ด้านหลัง จึงหั่นผักอย่างเร่งรีบเพื่อที่จะทำอาหารให้ทัน
หยี่หานมองทักษะการใช้มีดทำครัวของนางจึงยิ้มอย่างประทับใจ ตั้งใจจะยื่นหน้าเข้าไปถามเหมือนครั้งที่แล้วเพื่อให้นางหันมาโดนแก้มของตนอีก
“วันนี้เจ้ามีเต้าหู้ให้ข้ากินหรือไม่”
“อุ๊ย ตายจริง” นางอุทานออกมาด้วยความตกใจ และพลั้งทำมีดบาดที่นิ้วของตนจนโลหิตสีแดงเข้มไหลซึมออกมา
“ข้าขอโทษ” หยี่หานพูดแล้วใช้ผ้าเช็ดหน้าที่ซ่อนในช่องลับในแขนเสื้อที่เป็นของที่เหว่ยฟางอ้างว่าเป็นของนาง นำมาฉีกแล้วมัดที่บาดแผลเพื่อห้ามเลือดให้แก่หว่าอิ๋งด้วยความห่วงใยและรู้สึกผิดที่ตนเป็นต้นเหตุ
“คุณชายนั่นมัน..” หว่าอิ๋งตกใจที่เห็นเขาฉีกผ้าเช็ดหน้าที่ตนปักแต่โดนเหว่ยฟางโกหกว่านางปักเองแล้วมอบให้แก่เขา
“ข้ารู้ว่ามันเป็นผ้าเช็ดหน้าที่เจ้าปัก แต่ว่าข้าจำเป็นต้องนำมันมาห้ามเลือดให้แก่เจ้าก่อน” หยี่หานพูดในขณะที่ใช้เศษผ้านั้นพันรอบนิ้วของนางด้วยความตั้งใจ ไม่ได้กล่าวถึงเหว่ยฟาง
หว่าอิ๋งมองภาพตรงหน้า น้ำตาของนางก็รื้นขึ้นมา รู้สึกตื้นตันใจยิ่งนักที่เขาห่วงใยนางเช่นนี้
“เจ้าไปนั่งพักเถิด วันนี้ข้าจะเป็นคนทำอาหารให้เจ้าทานเอง” บัณฑิตหนุ่มบอกอย่างรู้สึกผิด
“บาดแผลแค่นี้ข้าสามารถทำครัวต่อได้ ท่านนั่นแหละเจ้าค่ะ ไปนั่งรอข้างนอกดีกว่า ข้าขอทำอาหารเพียงลำพัง” นางพูดเย้าเขาในตอนท้าย เป็นนัยว่าถ้ามีเขาอยู่นางอาจได้แผลอีก
“งั้นข้าไม่ขัดใจเจ้าแล้ว” หยี่หานพูดพลางโน้มหน้าไปจุมพิตที่หน้าผากของนาง ทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงแล้วหุบยิ้มแทบไม่ลงกับความอ่อนโยนนั้น
“วันนี้ข้าจะทำหมูผัดเปรี้ยวหวาน กับสามชั้นตุ๋นเต้าเจี้ยวทำเผื่อถึงตอนเย็นจะได้ไม่เสียเวลาเข้าครัวอีกหน” นางบอกชื่ออาหารที่กำลังจะทำให้แก่เขา
หยี่หานเลิกคิ้วสูงแล้วจ้องหน้านางเพราะเหมือนว่านางจะพูดอันใดต่อ
“ข้ามิได้ทำเต้าหู้เจ้าค่ะ” นางพูดต่อเสียงเบาแล้วหันไปทำครัวด้วยความเขินอายเล็กน้อย
บัณฑิตหนุ่มเดินออกจากห้องครัวไปแล้วยิ้มกริ่ม เดินเข้าไปในห้องอ่านตำราแล้วเล่นพิณด้วยทำนองที่เสนาะหูให้แก่คนที่กำลังทำครัวอยู่ได้ยิ้มตาม
**********************
หว่าอิ๋งทำอาหารเสร็จแล้ว และรมควันเนื้อหมูที่เหลือจากการทำครัวเอาไว้ด้วยวิธีถนอมอาหารที่นางเรียนรู้มาจากมารดา
อากาศที่หนาวเย็นในช่วงเหมันตฤดูนี้ไม่มีแดดแรงพอให้นางผึ่งหมูเพื่อถนอมอาหาร แต่อากาศเช่นนี้ก็ไม่ทำให้เนื้อสัตว์เน่าเสียง่ายเช่นกัน
“เข้าหน้าหนาวแล้วปลูกผักคราวนี้คงเป็นแปลงสุดท้าย จากนี้ไปข้าคงต้องปักผ้าเป็นหลักเสียแล้ว” หว่าอิ๋งบอกแก่เขาในขณะที่กำลังทานอาหารมื้อกลางวันด้วยกัน
“ดีแล้ว เจ้าจะได้พักบ้าง”
“การสอบจวี่เหรินครานี้จัดสอบในหน้าหนาว ท่านคงเดินทางลำบากแน่” นางนึกกังวลเกี่ยวกับการสอบ ซึ่งในความเป็นจริงแล้วต้องมีการจัดสอบในช่วงฤดูใบไม้ร่วง แต่มีการเลื่อนออกไปด้วยเหตุผลทางราชการบางอย่าง
“เจ้าอย่านึกห่วงข้าเลย ห่วงตัวเองเถิดว่าจะอยู่คนเดียวได้อย่างไรตั้งหลายวัน จริงอยู่ว่าเมืองที่จัดสอบใช้เวลาเดินทางเพียงสองวัน กว่าข้าจะสอบแล้วเดินทางกลับมาก็คงหลายวันอยู่” หยี่หานพูดด้วยความห่วงใย แล้วคีบหมูให้แก่นาง ด้วยสังเกตว่านางกินแต่ผักมากไป
หว่าอิ๋งยิ้มออกมาด้วยความดีใจที่เขาห่วงใยนางและยังคีบอาหารให้นางเป็นครั้งแรก เหมือนว่าฟ้ามองเห็นความพยายามของนางแล้วดลใจให้หยี่หานนั้นทำดีกับนางเช่นนี้
“เป็ดที่เราเลี้ยงตอนนี้มีตัวหนึ่งไม่ออกไข่แล้ว ข้าจึงซื้อมาเพิ่มสองตัว แล้วพรุ่งนี้ข้าจะนำมันมาทำอาหารให้ท่านทาน ท่านอยากทานอันใดเป็นพิเศษหรือไม่เจ้าคะ” นางถามเขาอย่างเอาใจอย่างเช่นเคย
“เจ้าลองบอกอาหารที่เจ้าชอบมาสักสามอย่างให้ข้าเลือกสิ” เขาถามนางกลับ อยากให้นางทานของโปรดของตนเองบ้าง
“ถ้าทำจากเนื้อเป็ดหรือเจ้าคะ ข้าชอบเป็ดย่างเกลือที่ไม่ต้องปรุงอันใดมาก และอ๊ะโป้ว(เป็ดแห้งรมควัน) อีกอย่างก็เป็นเป็ดตุ๋นเกาลัดที่ท่านแม่ข้าชอบทำให้ท่านพ่อทาน” เมื่อพูดถึงชื่ออาหารอย่างสุดท้าย หว่าอิ๋งก็มีสีหน้าสลดลง
บิดาของนางไม่เคยเห็นว่านางเป็นลูก มารดาของนางเองก็เป็นแค่อนุที่บิดานั้นมีไว้เพื่อเบาแรงของภรรยาเอกเท่านั้น พอคิดถึงเรื่องนี้ก็อดคิดไม่ได้ว่าสักวันตนจะตกอยู่ในสภาพเช่นมารดา เป็นแค่อนุที่เขามีเอาไว้รับใช้ข้างกาย ให้เหว่ยฟางต้องข่มเหงโดยไม่ได้ยื่นมือเข้ามาช่วยเหลือเหมือนบิดาของตน
“มื้อเช้าข้าอยากทานข้าวต้มเป็ดตุ๋น ส่วนมื้อกลางวันและมื้อเย็นข้าอยากทานเป็ดย่างเกลือและเป็ดตุ๋น ตัวเดียวน่าจะทานได้ครบทั้งสามมื้อ เจ้าเห็นว่าอย่างไร” เขาพูดกับนางเมื่อเห็นว่านางนิ่งเงียบไป
“ได้เจ้าค่ะ” หว่าอิ๋งรับปากแล้วฝืนยิ้มออกมาบางๆ
“เจ้าอย่าทำหน้าเช่นนั้น ข้ารู้ว่าเจ้าเป็นห่วงข้า ข้าจะรีบกลับมาไม่ปล่อยให้เจ้าอยู่ตามลำพังเป็นเวลานานอย่างแน่นอน” หยี่หานเข้าใจว่านางยังคงเป็นห่วงการเดินทางของเขาที่กำลังจะถึงนี้จึงมีสีหน้าเช่นนั้น
“ถ้าไม่อยากให้ข้าเป็นห่วง คุณชายก็ต้องทานอาหารเยอะๆ ดูแลสุขภาพตนเองไม่ให้ป่วยไข้” นางบอกแก่เขา ให้เขาเข้าใจไปอย่างนั้นคงจะดีกว่า
“เจ้าเองก็ต้องดูแลสุขภาพ หากเจ้าเป็นอะไรไปใครเล่าจะดูแลข้า ทานเนื้อหมูบ้างไม่ต้องพะวงว่าข้าจะทานไม่อิ่ม เจ้าผอมจนเหลือแต่หนังหุ้มกระดูกเช่นนี้ ข้ากอดนอนแล้วไม่สบายตัว เหมือนกอดท่อนไม้” หยี่หานพูดพลางส่งสายตาหยอกเย้าให้แก่นาง
“หากข้าอวบอ้วนภายหลัง ท่านจะมาว่าข้ากินจุมิได้นะเจ้าคะ” นางหัวเราะออกมาเมื่อถูกเขาเย้าแหย่เช่นนั้น
“ข้าอยากให้เจ้ากินจุ หากข้าเป็นใหญ่เป็นโต ข้าจะเลี้ยงดูเจ้าให้สุขสบาย ตอบแทนที่เจ้าดูแลข้าเป็นอย่างดี เจ้าไม่ต้องกังวลว่าข้าจะทอดทิ้งเจ้า อย่างไรเจ้าก็ต้องเป็น...”
“คุณชายเจ้าคะ รีบทานเถิดเจ้าค่ะ ข้าทราบดีว่าท่านไม่มีวันทอดทิ้งข้า แต่ตอนนี้อาหารจะเย็นหมดแล้ว” นางรีบพูดขัดขึ้นมา ไม่อยากฟังว่าเขาจะให้นางเป็นอนุภรรยาหรือว่าเป็นนางบำเรอกึ่งสาวใช้อะไรทำนองนั้น
แม้จะรักและยอมอยู่ในสถานะที่ไม่ได้รับการยกย่องเพราะรักหยี่หานจนหมดหัวใจ ก็ไม่ได้หมายความว่านางเองจะไม่เคยใฝ่ฝันถึงตำแหน่งฮูหยินของเขา
หยี่หานยิ้มบางๆ มองดูนางคีบอาหารใส่ถ้วยข้าวให้แก่เขา แล้วเขาเองก็ทำเช่นนั้นคืนให้นางบ้าง ก่อนจะยิ้มให้แก่กันแล้วทานอาหารตรงหน้าอย่างตั้งใจ
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







