LOGINหญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย
“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจ
หากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้
“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเอง
ตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุข
เหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูป
ชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อย
แต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใด
เมื่อไปถึงบ้านของหยี่หานนางก็ต้องประหลาดใจเมื่อเห็นว่ามีหญิงสาวคนหนึ่งกำลังเดินเข้าไปในบ้าน จึงรีบสาวเท้าเข้าไปดูว่านางคือผู้ใด
เมื่อเข้าไปในบ้านของหยี่หาน เหว่ยฟางเดินไปที่ห้องอ่านตำราของชายคนรักแล้วมองเขาด้วยความโกรธขึ้งที่เขากำลังคัดลายมืออยู่อย่างสบายใจ
“หยี่หาน” นางเรียกชื่อเขาด้วยน้ำเสียงที่ดูแข็งกระด้าง ต่างจากทุกครั้ง
หยี่หานเงยหน้าขึ้น ประหลาดใจที่เห็นนางมาหาเขาถึงที่บ้าน เห็นท่าทางที่ดูหงุดหงิดใจของนางจึงเดาว่านางคงโกรธตนเองที่ไม่ได้ไปตามที่นัดหมาย
“ข้าลืมไปเสียสนิทว่านัดกับเจ้าเอาไว้ ต้องขออภัยด้วย” เขาตัดสินใจพูดปดกับนาง
“ข้ามิได้ใส่ใจเรื่องนั้น ข้าอยากทราบว่าสตรีนางนั้นคือผู้ใด เหตุใดจึงมาอยู่ในบ้านกับท่าน” เหว่ยฟางใช้โอกาสนี้ในการกลบเกลื่อนเรื่องของตน โดยหาเรื่องให้เขารู้สึกผิด
หว่าอิ๋งที่ได้ยินเสียงของเหว่ยฟางจึงเดินออกมาจากห้องนอน แล้วตัวแข็งทื่อด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบออกรับแทนหยี่หาน
“ข้าน้อยชื่อหว่าอิ๋ง เป็นสาวใช้ของคุณชายกัว ท่านคงเป็นคุณหนูโจว คนรักของคุณชาย”
“ข้ามิได้ถามเจ้า ข้าถามคนรักของข้า” เหว่ยฟางพูดแล้วส่งสายตาตัดพ้อไปที่คนรัก
หยี่หานถอนหายใจ เขาบอกไม่ถูกว่ารู้สึกอย่างไรกับสถานการณ์ในตอนนี้ จริงๆ เขาควรรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟางและสงสารหว่าอิ๋ง แต่ในตอนนี้กลับรู้สึกเอือมระอาหญิงคนรักโดยที่เขาเองก็ไม่รู้ว่าทำไม หรืออาจเป็นความรักของเขาจืดจางลงแล้ว เมื่อเห็นธาตุแท้ของนางก็เป็นได้
“ข้าช่วยชีวิตนางเอาไว้ นางไร้ที่พึ่งพาจึงให้อาศัยอยู่กับข้า” หยี่หานบอกนางด้วยน้ำเสียงที่ต่างไปจากเดิมจนเหว่ยฟางรู้สึกได้
“ท่านไม่ใช่หยี่หานที่ข้ารู้จัก”
“ช่วงนี้คุณชายอ่านตำราและฝึกฝนทักษะต่างๆ เป็นอย่างหนัก คุณหนูโจวอย่าถือโกรธคุณชายเลยนะเจ้าคะ” หว่าอิ๋งรีบออกรับแทนบัณฑิตหนุ่ม
“ที่คุณชายกัวทำทุกอย่างก็เพื่อให้ได้แต่งงานกับท่าน ทั้งอ่านตำรากลยุทธ์ต่างๆ ฝึกคัดลายมือ อีกทั้งยังแต่งบทกวีให้กับท่าน” หว่าอิ๋งพยายามพูดต่อไปแล้วนำกระดาษที่เขาเขียนบทกวีถึงเหว่ยฟางที่ม้วนเก็บเอาไว้ออกมาคลี่ให้นางได้อ่าน
เหว่ยฟางรับมาอ่านแล้วน้ำตารื้น ตื้นตันที่เขาทำเพื่อนางและแอบหวั่นใจเรื่องที่เขาอาจรู้ว่านางเองก็ไม่ซื่อสัตย์ต่อเขาในช่วงเวลาที่ผ่านมา
หยี่หานเอาแต่นิ่งเงียบ เขาพูดไม่ออกเมื่อเห็นว่าหว่าอิ๋งพยายามช่วยเขาอย่างเต็มที่
“ข้าผิดไปแล้ว ได้โปรดอย่าเคืองข้าเลย” เหว่ยฟางเสียงอ่อนลง แล้วโผเข้าไปกอดซบชายคนรัก
หว่าอิ๋งเห็นดังนั้นจึงเบือนหน้าหนีภาพบาดตา แล้วออกจากห้องอ่านตำราไป เพื่อให้ทั้งคู่ได้พูดคุยกันตามลำพัง
หัวใจของนางเต้นแรง ดูออกว่าเหว่ยฟางเองก็ร้ายมิใช่เล่น ดูจากที่นางโวยวายในตอนแรก และน้ำเสียงที่ไม่สะกดกลั้นอารมณ์ ก็พอรู้ว่าจริงๆ แล้วนางก็เป็นแค่คุณหนูที่เอาแต่ใจคนหนึ่ง เพียงแต่เคลือบเอาไว้ด้วยกิริยาภายนอกที่ดูนุ่มนวลเท่านั้น
หยี่หานมองตามหลังหว่าอิ๋งที่เดินออกไป เขาใจหายอย่างบอกไม่ถูก สีหน้าที่แสดงออกมานั้นเต็มไปด้วยความกังวลอย่างเห็นได้ชัด
เหว่ยฟางผละจากอกเขามองดูสีหน้าที่ดูเหนื่อยล้าและเป็นกังวลของบัณฑิตหนุ่มก็เชื่อแล้วว่าเขานั้นกำลังเคร่งเครียดกับการสอบอย่างที่หญิงสาวอีกคนบอก
อีกทั้งเสื้อผ้าสีหม่นที่ดูเหมือนนำเสื้อผ้าเก่ามารดาของหยี่หานมาดัดแปลงสวมใส่ ก็เชื่อว่านางคงเป็นแค่สาวใช้จริงๆ
‘ไม่มีทางที่หยี่หานจะเกลือกกลั้วกับหญิงที่ไร้หัวนอนปลายเท้าเช่นนั้น ข้าคงคิดมากไปเอง’
“เจ้ามาถึงที่นี่คงลำบากมิใช่น้อย” หยี่หานกล่าวแล้วอดมองที่ปิ่นปักผมของนางไม่ได้
“ไม่ลำบากสักนิด ข้าคิดถึงท่าน ใจหายที่ท่านไม่ไปพบข้า แต่พอรู้ว่าท่านกำลังทำเพื่อข้า ข้าก็อดซาบซึ้งไม่ได้” นางบอกด้วยน้ำเสียงที่นุ่มนวล
“ปิ่นนั่นข้าไม่เคยเห็นเจ้าใช้ประดับมาก่อน งดงามยิ่งนัก”
“ปิ่นอันนี้ข้าซื้อจากตลาดเมื่อนานมาแล้ว” นางพูดความเท็จกับเขา แอบลุ้นว่าเขาจะจับผิดนางหรือไม่
“เจ้าช่างเลือกนัก มันเหมาะกับเจ้ามาก” หยี่หานแสร้งชมนาง ในใจนั้นเจ็บปวดลึกๆ ที่ทุกอย่างชัดเจนแล้วว่าเหว่ยฟางเป็นคนเช่นไร
นางโล่งใจเป็นอย่างมากที่เข้าใจว่าเขาไม่ได้เห็นนางกับชิงฟงในวันนั้น
“สอบผ่านครั้งนี้ สัญญาของข้าที่ให้ไว้แก่ท่านจะยังคงเดิม จะได้เป็นแรงใจให้ท่านสอบในระดับก่งเซิ่งต่อไป” เหว่ยฟางบอกเสียงเบาอย่างเอียงอายแล้วอมยิ้มเล็กน้อย
คำพูดของนางที่ควรทำให้บัณฑิตหนุ่มหัวใจพองโต เขากลับรู้สึกนิ่งเฉย หากแต่ก็ยิ้มออกมากลบเกลื่อนความรู้สึกเย็นชาของตนเอง
“จุดประสงค์ในการสอบของท่าน ยังคงเดิมอยู่ใช่หรือไม่” เหว่ยฟางถามเขาออกไปเพื่อความมั่นใจ นางอยากแน่ใจว่าเขายังรักนางและจะทำทุกอย่างเพื่อนาง เหมือนดังที่เคยรับปากเอาไว้
“จุดประสงค์ในการสอบของข้า ยังคงเป็นจุดมุ่งหมายเดิม ข้าต้องการตำแหน่งขุนนาง เพื่อทำให้ข้าและว่าที่ฮูหยินของข้ามีความสุข เลี้ยงดูนางให้สุขสบายไม่ให้นางต้องลำบากทำอันใดเพื่อข้าทั้งนั้น” หยี่หานพูดตามความจริง จุดมุ่งหมายของเขายังคงเป็นเช่นนั้น แต่คนที่จะมาเป็นฮูหยินของตนนั้นอาจไม่ใช่คนที่อยู่ตรงหน้า
หว่าอิ๋งที่ยกน้ำชาจะนำเข้าไปได้ยินก็ชะงักเท้าเอาไว้ นางถอยกลับออกไป วางถาดน้ำชาไว้ที่โต๊ะอาหาร แล้วเดินร้องไห้ออกไปจากบ้านของเขาอย่างเงียบๆ
รู้อยู่แล้วว่าเขานั้นรักเหว่ยฟางมากเพียงใด รู้ว่าตนเองนั้นอยู่ในสถานะใดสำหรับเขา แต่เมื่อได้ยินมันก็อดรู้สึกเสียใจไม่ได้
เจ้าของร่างอรชรนั้นเดินออกไปท่ามกลางลมหนาวที่ปะทะกาย นางกอดตัวเองลูบต้นแขนทั้งสองข้างด้วยความหนาวเหน็บ แต่ที่รู้สึกหนาวเหน็บยิ่งกว่าคงเป็นหัวใจนางในตอนนี้
“ทำไมความรักมันทำให้ข้าโง่เขลาเช่นนี้ รู้ว่าเจ็บปวดแต่ข้าก็ยังมิอาจตัดใจจากท่าน สวรรค์ช่างไม่เห็นใจข้าเสียเลย”
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







