เข้าสู่ระบบเป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้
หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้น
หยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้น
ในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด
“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”
“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร
“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”
“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไหวพริบก็เป็นเลิศ ไม่ว่าการคัดลายมือหรือบรรเลงดนตรี ท่านก็สามารถทำได้อย่างยอดเยี่ยม อย่างไรเสียท่านต้องสอบผ่านอย่างแน่นอนเจ้าค่ะ”
“หากข้าสอบเสร็จ ขากลับจะซื้อผ้าแพรจากเมืองนั้นมาให้เจ้าตัดชุดใส่ พอผลสอบออกแล้วข้าได้เลื่อนตำแหน่งคงได้บำเหน็จและได้เข้าไปช่วยงานราชการเล็กๆ น้อยๆ บ้าง เราคงมีความเป็นอยู่ที่ดีขึ้นกว่านี้ ในตอนนั้นข้าจะมิให้เจ้าต้องลำบาก”
“คุณชายไม่ต้องพะวงเรื่องของข้า ข้าไม่ได้หวังความสุขสบายอันใดทั้งนั้น ข้าเพียงอยากให้คุณชายทำความมุ่งหมายของตนเองให้สำเร็จเพียงเท่านั้น” นางพูดถ่อมตนและเอาใจเขาไปในที
“ข้าไม่ใช่คนประเภทที่ว่าข้ามแม่น้ำได้แล้วรื้อสะพานทิ้ง(ได้ดีแล้วถีบหัวส่ง) เจ้าดูแลและส่งเสริมข้าอยู่เบื้องหลัง หากข้าได้ดี เจ้าก็ต้องสุขสบายไปพร้อมกับข้า” หยี่หานพูดแล้วทานอาหารตรงหน้าอย่างเร่งรีบ
หว่าอิ๋งจึงเร่งทานอาหารไปพร้อมๆ กันกับเขา หลายเดือนที่อยู่ใต้ชายคาแห่งนี้ นางรู้สึกว่าที่นี่คือบ้านของนางไปแล้ว
“ข้าไม่ได้กินนานแล้วนะอาหารชนิดนั้น เจ้าไม่ได้ทำมันอีกเลย” หยี่หานพูดขึ้นมาหลังจากที่เขาวางตะเกียบลงแล้ว
“อันใดเจ้าคะ”
“เต้าหู้ ‘ข้าอยากกินเต้าหู้’ จะได้หรือไม่” หยี่หานถามนาง
“แต่คุณชายพึ่ง ‘กินเต้าหู้’ ไปเมื่อห้าวันก่อนแล้วนี่เจ้าคะ” นางพูดเป็นนัยว่าเขานั้นมีสัมพันธ์กับนางไปเมื่อเร็วๆ นี้
“ข้าหมายถึงเต้าหู้ผัดกับผัก นี่เจ้าคิดอันใดอยู่รึหว่าอิ๋ง” เขาแกล้งสัพยอกนาง
“คุณชาย” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่ดูเขินอายเป็นอย่างมาก
“ข้าไม่พูดกับท่านแล้ว” นางลุกขึ้นเก็บถ้วยชามไปทำความสะอาดที่หลังบ้าน
“มีหรือว่าข้าไม่อยากกินเต้าหู้อย่างที่เจ้าหมายความถึง” หยี่หานอมยิ้มกับท่าทางที่น่าเอ็นดูของนาง แล้วพึมพำกับตัวเอง
เขาเคยชวนให้นางย้ายเข้าไปนอนด้วยกันในยาวที่อากาศหนาวเย็นเช่นนี้ แต่นางกลับห่วงว่าเหว่ยฟางจะมาเจอแล้วเข้าใจผิด อีกทั้งกลัวจะรบกวนการท่องตำราในยามค่ำคืนของเขา จึงปฏิเสธไม่ยอมร่วมห้องด้วย
“คอยดูเถิดหว่าอิ๋ง ข้าสอบเสร็จกลับมา เจ้าคงไม่มีข้ออ้างแยกห้องนอนกับข้าเป็นแน่” หยี่หานพูดกับตัวเอง เขาไม่ได้กังวลถึงเรื่องเหว่ยฟางเลยสักนิด
อาจจะเป็นเพราะการที่ห่างกันไปในช่วงนี้ แล้วยังข่าวลือของนางที่มีชาวบ้านพูดถึงว่าตระกูลลู่กำลังทาบทามสู่ขอนางอีก บางทีนางอาจจะกำลังลังเลใจอยู่หรือไม่ก็คงตอบตกลงไปแล้วแต่ไม่ได้บอกกล่าวแก่เขา
แต่แทนที่หยี่หานจะเสียใจเมื่อคิดเช่นนั้น เขากลับไม่รู้สึกอันใดเลย ความคิดที่จะสอบเพื่อนางตอนนี้มันก็เริ่มเปลี่ยนเป้าหมายไปแล้ว
โดยที่เขาเองก็รู้แก่ใจดีว่าหัวใจของเขาก็แปรเปลี่ยนไปด้วยเช่นกัน
**********************
เหว่ยฟางนั่งอมยิ้มอย่างเขินอายเมื่อชิงฟงกลับมาครั้งนี้มีตำแหน่งองครักษ์ของท่านเจ้าเมืองติดตัวกลับมาด้วย และเขามาทวงคำตอบจากนางด้วยตนเอง
เขาขออนุญาตจากเจาหรูพานางไปล่องเรือคุยกันที่แม่น้ำสายเล็กๆ ที่ทอดผ่านหมู่บ้านทางทิศตะวันออก กลางลำเรือมีหลังคาทรงโค้งรับกับตัวเรือปิดคลุมด้วยผ้าใบที่มีสัญลักษณ์ของบ้านตระกูลลู่ มีผ้าม่านปิดทางเข้าด้านหน้า และหน้าต่างที่เจาะผ้าใบขึงเป็นวงกลมให้อากาศถ่ายเท
คนที่อยู่บนเรือมีฝีพายของเขาและเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย
“ข้ามีของมาฝากเจ้าด้วย” ลู่ชิงฟงพูดเสียงนุ่มนวลอย่างเอาใจแล้วหยิบกล่องไม้มาให้แก่นาง
เหว่ยฟางรับมาอย่างเอียงอายแล้วเปิดดูข้างใน พบว่าเป็นกำไลไข่มุกที่มีน้ำงามที่สุดเท่าที่นางเคยเห็น
“งดงามที่สุด ข้าไม่เคยเจอไข่มุกเม็ดงามเช่นนี้มาก่อน” นางบอกเขาด้วยความตื่นเต้น
“กว่าข้าจะหามาได้ก็แทบแย่ จริงๆ ข้าควรกลับมาถึงเร็วกว่านี้ แต่เป็นเพราะต้องการหาของฝากมาให้เจ้าจึงล่าช้าไปถึงสามวัน” ชิงฟงบอกนางแล้วส่งสายตาหวานหยดไปให้ แล้วมองเลยไปทางเสี่ยวหลินด้วย
“แล้วคุณชายลู่มาที่นี่ นอกจากนำของฝากมามอบให้ข้าแล้ว มีธุระอันใดอีกหรือไม่เจ้าคะ”
“ข้าจะมาขอคำตอบจากเจ้า”
“คำตอบอันใดหรือเจ้าคะ” นางถามด้วยเสียงที่สั่นเทาไปด้วยความตื่นเต้น
“เสี่ยวหลิน เจ้าออกไปรอข้างนอก อย่าพึ่งเข้ามาจนกว่าข้าจะเรียก” ลู่ชิงฟงออกคำสั่งกับนาง
เหว่ยฟางหันไปพยักหน้าให้นางทำตาม เสี่ยวหลินจึงยอมออกไปนั่งด้านนอกกับฝีพายวัยกลางคนที่กำลังบังคับทิศทางเรือ
“เจ้ายินดีจะหมั้นหมายและแต่งงานกับข้าหรือไม่”
“คุณชายลู่ดีพร้อมทุกอย่าง หญิงธรรมดาอย่างข้ามีหรือจะกล้าปฏิเสธ” นางตอบรับคำขอของเขา
“งั้นข้าขอมัดจำได้หรือไม่ ข้าปรารถนาในตัวเจ้าเหลือเกิน” บุรุษหนุ่มของนางออกไปตรงๆ
“คุณชายลู่” นางเรียกชื่อเขาด้วยความตกใจ แก้มแดงเรื่อด้วยความเขินอาย ลังเลใจว่าจะตอบกลับไปเช่นไร
“ข้าปรารถนาในตัวเจ้ายิ่งนัก ให้ข้าได้เชยชมตัวเจ้าเถิดเหว่ยฟาง” ชิงฟงไม่เพียงแค่พูด เขาขยับเข้าไปหานางแล้วใช้มือลูบคลำที่ต้นแขนของนางเพื่อหยั่งเชิง
เมื่อเห็นว่านางไม่มีท่าทีรังเกียจตนจึงย่ามใจแล้วเลื่อนมือไปวางที่ที่แผ่นหลังของนาง
“นี่มันในเรือนะเจ้าคะ แล้วยังมีคนอยู่ด้านนอก” นางบ่ายเบี่ยงเล็กน้อยแต่พองาม
ชิงฟงไม่ฟังความใด เข้ารั้งแผ่นหลังนางเข้าหาตัวแล้วจุมพิตที่ริมฝีปากของนางด้วยความช่ำชองของบุรุษที่เจนสนามรัก
เหว่ยฟางแทบละลายไปกับจูบนั้น แล้วกอดคล้องรอบคอของชิงฟงเอาไว้
เขาคลายเสื้อผ้านางออกหลวมๆ มิได้ถอดออกไปทั้งหมด แล้วปลดกางเกงของตนเองลงมองอกอวบอิ่มและร่องกลีบบุปผาสีชมพูอ่อนอย่างหื่นกระหาย
เหว่ยฟางเบือนหน้าไปทางอื่นด้วยความตื่นเต้นปนเขินอาย ชิงฟงก้มลงไปดูดที่เนินอกของนางจนเกิดรอย หญิงสาวครางในลำคอเสียงเบาแล้วแอ่นหน้าอกให้เขาชิม ก่อนที่ชิงฟงจะเลื่อนไปจูบประกบริมฝีปากของนางเอาไว้เพื่อพรางเสียงร้องที่เขากำลังจะล่วงล้ำนางเข้าไป
“อื้อ อื้ม” เหว่ยฟางครางผ่านจูบเสียงหลงเมื่อถูกอาวุธคู่กายขององครักษ์ของเจ้าเมืองทะลวงเข้าไปในช่องว่างระหว่างกลีบบุปผาจนมิดด้าม
ชิงฟงบดจูบนางอย่างดุดันพร้อมกับขยับสะโพกเข้าออกช้าๆ อย่างยากลำบากเพราะภายในนางตอดรัดเขาแน่นมาก
สักพักชิงฟงจึงโยกสะโพกเข้าไปเต็มแรง เรือโคลงจนคนด้านนอกพอเดาออกว่าเกิดอะไรขึ้น
เสี่ยหลินนั่งตัวเกร็งไม่กล้าเข้าไปช่วยเหลือคุณหนูของตนในยามนี้ ไม่รู้ว่านางเต็มใจหรือว่าโดนเขาข่มเหง แต่เสียงที่เล็ดลอดออกมากับจังหวะที่เรือโคลงนั้นเป็นจังหวะที่คงที่ไม่เหมือนกำลังว่าจะขัดขืนกันจึงคิดว่านางคงสมยอมแน่แล้ว
ชิงฟงจูบที่เนินอกนางจนเกิดรอยแดงสีกุหลาบช้ำอีกสองรอย ก่อนที่จะกระแทกสะโพกเข้าใส่อย่างดุเดือดจนในที่สุดก็ส่งนางถึงจุดหมายแล้วปลดปล่อยของเหลวเข้าไปในตัวนางอย่างเต็มรัก จุมพิตนางที่หน้าผากแล้วยิ้มอย่างมีความหมาย
เหว่ยฟางรีบสวมเสื้อผ้ากลับเข้าที่ หยิบผ้าเช็ดหน้าที่ปักดอกโบตั๋นที่หยี่หานมอบให้นำมาเช็ดคราบน้ำนั้นแล้วโยนทิ้งออกนอกหน้าต่างของเรือไปอย่างไม่ไยดี ก่อนจะแสร้งทำเป็นว่าเสียใจแล้วบีบน้ำตาเล็กน้อย
“เจ้าอย่าได้กังวลไปเลยเหว่ยฟาง อย่างไรเสียเราก็ต้องแต่งงานกันในไม่ช้า ข้าจะยกย่องให้เจ้าเป็นฮูหยินของข้าอย่างแน่นอน” ชิงฟงบอกนางด้วยน้ำเสียงที่รักใคร่และหลงใหลในความไร้เดียงสาของนางเป็นอย่างมาก
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







