Se connecterการทานอาหารในมื้อค่ำของทั้งคู่เต็มไปด้วยความเงียบงัน หว่าอิ๋งก้มหน้าก้มตาทานอาหารตรงหน้า พยายามทำตัวปกติเพื่อลดความตึงเครียดลง
หยี่หานวางตะเกียบลงแล้วมองหน้านาง ตัดสินใจที่จะพูดอะไรบางอย่างในตอนนี้ ก่อนที่นางจะหลบเข้าห้องไปแล้วไม่ได้คุยกัน
“เรื่องเมื่อคืนนี้...”
“เรื่องเมื่อคืนที่เกิดขึ้น จงลืมมันไปเถิดเจ้าค่ะ คุณชายอย่าได้พูดถึงมันอีกเลย” หว่าอิ๋งรีบพูดออกมา ให้นางเป็นฝ่ายถอยออกมาดีกว่าให้เขาต้องพูดจาให้นางเจ็บช้ำ
“ทำไมเล่า ในเมื่อข้าทำผิดต่อเจ้าถึงสองครั้ง ไยเจ้าต้องทำเป็นว่าไม่มีอะไรเกิดขึ้น”
“เรื่องของข้ามันไม่ใช่เรื่องที่คุณชายควรกังวลใจ ตอนนี้ท่านมีหน้าที่อ่านตำราและฝึกฝนเตรียมตัวสอบเท่านั้น อย่าได้นำมันมาใส่ใจเลยเจ้าค่ะ ข้าไม่ได้คิดมากอันใด ไยคุณชายต้องคิดมากแทนข้าด้วยเล่า” นางพูดด้วยน้ำเสียงที่สดใส
“นี่เจ้า...”
“อย่าลืมนะเจ้าคะ ว่าคุณชายจะเข้าสอบเพื่อจุดหมายอันใด ที่ผ่านมาเป็นเช่นไรก็ขอให้เป็นดังเดิม อีกสองเดือนข้าก็จะไปจากที่นี่แล้ว เมื่อถึงตอนนั้นเราคงไม่ได้พบเจอกันอีก ท่านไม่ต้องกังวลว่าข้าจะเรียกร้องอันใดจากท่าน เพราะทุกอย่าง..ข้าเต็มใจ” หว่าอิ๋งเอ่ยเสียงเบาในตอนท้าย ทำให้หยี่หานยิ่งทำตัวไม่ถูก
เขาคิดกังวลอยู่นานว่าจะรับผิดชอบนางอย่างไร แต่นางกลับไม่ต้องการ แล้วยังพูดว่าเต็มใจกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้เขาเดาใจนางไม่ถูกเลย และไม่พอใจที่นางทำเหมือนว่าพรหมจรรย์ของตนเองนั้นไร้ค่า
“ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็จะไม่พูดเรื่องนี้อีก” เขาพูดด้วยน้ำเสียงที่ฟังดูโกรธขึ้งเล็กน้อย แล้วเดินกลับห้องไป
รู้สึกหงุดหงิดที่นางยอมตนเองมากเกินไป ถึงมันจะเป็นเรื่องดีที่เขาไม่ต้องกังวลระหว่างนางกับเหว่ยฟาง แต่การเสียสละของนางมันทำให้เขาคิดว่าบางทีนางอาจไม่ได้มีใจให้เขา แต่ทอดกายเพื่อตอบแทนบุญคุณเท่านั้น
“บ้าจริง” เขาสบถออกมาขณะที่เดินกลับไป
หว่าอิ๋งไม่รู้ว่าเขาโกรธนางด้วยเรื่องอันใด เขาควรจะดีใจที่นางไม่ได้เรียกร้องความรับผิดชอบจากเขา
นางคิดว่าหยี่หานคงโกรธที่นางเป็นฝ่ายออกตัวก่อนทำให้เขาเสียหน้าที่จะเป็นฝ่ายบอกขับไล่นางเอง น้ำตานางไหลลงมาอาบแก้มแล้วเก็บโต๊ะอาหารไปอย่างเงียบๆ
**********************
หยี่หานไปดักรอเหว่ยฟางที่ตลาด เมื่อเจอนางเขาก็ถามถึงเรื่องที่นางผิดนัดด้วยความเป็นห่วง และรู้สึกผิดต่อนางอยู่ลึกๆ ที่ตนเองเผลอไผลไปกับสตรีนางอื่น
“ข้าต้องขอโทษด้วย คืนก่อนท่านพ่อเหมือนรู้ว่าข้าจะไป สั่งให้คนเฝ้าข้าทั้งประตูและหน้าต่าง ข้าจนปัญญาที่จะแอบไปหาท่าน”
“ข้านึกอยู่แล้วเชียวว่าเจ้าต้องโดนบิดาจับได้ แต่ข้าก็ยังฝืนรอเจ้าจนจับไข้ น่าขันหนัก” เขาบอกนางให้ดูเป็นเรื่องที่น่าขบขัน
“ตายจริง แล้วท่านหายดีแล้วหรือ”
“ข้าหายดีแล้ว จึงรีบออกมาถามข่าวคราวเจ้านี่ไงเล่า”
บัณฑิตหนุ่มพูดพลางสบตานางที่หลบตาเขาอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน แต่ยังมิได้ไถ่ถามอันใดนางก็รีบออกไปหาสาวใช้ที่กำลังรออยู่
“ข้าต้องไปแล้ว เสี่ยวหลินคงกำลังตามหาข้าอยู่ อีกเจ็ดวันในยามอู่(ช่วงเที่ยง) ท่านจงมาหาข้าที่เดิม ข้าจะไปรอท่านที่นั่น” นางพูดจบแล้วรีบเดินกลับออกไป
หยี่หานมองตามนางไปแล้วได้แต่ทอดถอนหายใจ ตอนนี้เขาเปรียบเหมือนคนที่กำลังหลั่งน้ำตาลงท้อง มีเรื่องทุกข์ใจก็ไม่สามารถพูดออกไปได้
เขารอสักพักก่อนจะเดินออกจากตรอกไป ปกติต้องตรงกลับบ้าน แต่นึกอยากแวะไปซื้อของอย่างหนึ่งก่อนจึงเดินไปอีกทาง แล้วภาพตรงหน้าก็ทำให้เขาแทบทรุดตัวลงกับพื้น
เหว่ยฟางเดินเคียงคู่กับลู่ชิงฟง กำลังเลือกปิ่นปักผมโดยมีสาวใช้ยืนอยู่ข้างๆ หน้าตานางยิ้มแย้มอย่างเต็มใจ มิใช่รำคาญหรือรังเกียจลู่ชิงฟงแต่อย่างใด
หยี่หานขยับไปยืนหันหลังแสร้งทำเป็นเลือกซื้อกำไลอยู่ร้านข้างๆ ลอบฟังบทสนทนาของทั้งคู่
“ข้าอยากซื้อให้เจ้า”
“ข้าคงรับไว้ไม่ได้ คุณชายลู่อย่าลำบากเลยเจ้าค่ะ”
“ข้าอยากตอบแทนเจ้าที่เล่นพิณให้ข้าฟังสองคราแล้ว โดยเฉพาะอย่างยิ่ง เมื่อคืนวันเพ็ญที่เจ้าขับกล่อมพิณให้ข้าฟังตอนร่ำสุรากับบิดาของเจ้า มันช่างไพเราะยิ่งนัก หญิงงามกับเสียงพิณในคืนวันเพ็ญ มันทำให้ข้าต้องเก็บเอาเจ้าไปนอนฝันเลยทีเดียว” ลู่ชิงฟงพูดเกี้ยวนางอย่างมีชั้นเชิงจนเหว่ยฟางนั้นเขินอายเป็นอย่างมาก
“คุณหนูรับไว้เถิดเจ้าค่ะ คุณชายลู่อุตส่าห์มีน้ำใจ” เสี่ยวหลินสาวใช้คู่ใจของนางเองก็เป็นใจให้นางรับน้ำใจเขาเอาไว้
“ถ้าเช่นนั้นข้ารับมันไว้ก็ได้เจ้าค่ะ” นางบอกด้วยท่าทีกระมิดกระเมี้ยน
หยี่หานได้ยินดังนั้นก็แขนขาชา ทำตัวไม่ถูก เหตุที่นางไม่มาพบเขาเป็นเพราะนางบรรเลงเพลงพิณให้แก่ลู่ชิงฟงและบิดาของนางในยามร่ำสุรา มิใช่ถูกบิดากักขังเอาไว้อย่างที่บอกแก่เขา
เขาไม่อยากเชื่อเลยว่าหญิงคนรักจะหลอกลวงเขาเช่นนี้ พยายามคิดในแง่ดีแต่ก็ไม่สามารถหาเหตุผลอันใดมาลบล้างภาพบาดตาและบทสนทนาตรงหน้านี้ได้ พลางคิดไปถึงเรื่องผ้าเช็ดหน้าว่าจริงๆ นางคงไม่ได้ปักเอง และหว่าอิ๋งก็คงโกหกเขาด้วยเช่นกัน
‘ข้าโดนพวกนางโกหก’
“อีกสองวันข้าจะไปขอคำแนะนำจากบิดาของเจ้าเรื่องหมากรุก ในตอนนั้นข้าจะพูดคุยเรื่องงานหมั้นหมายของเรา” ลู่ชิงฟงพูดแล้วส่งสายตากรุ้มกริ่มให้นาง แล้วพานส่งสายตาไปถึงเสี่ยวหลินด้วยความเคยตัว
เหว่ยฟางไม่ตอบรับหรือปฏิเสธ นางยังมีความหวังกับหยี่หานอยู่ว่าเขาจะสอบผ่านในครั้งนี้
“งั้นเรากลับกันดีกว่า” ชิงฟงบอกเมื่อเห็นว่านางนิ่งเงียบคิดว่านางคงเขินอายที่จะตอบคำถามเขากลางตลาดเช่นนี้
เมื่อทั้งสามคนเดินไปทางอื่น หยี่หานจึงเดินไปที่ร้านขายปิ่นปักผม มองตามหญิงคนรักเดินไปกับชายอื่นด้วยความเจ็บปวดคนขายที่พอรู้ว่าเขากับโจวเหว่ยฟางนั้นชอบพอกันก็เข้าใจความรู้สึกของเขาดี
“พบคนใหม่เต็มไปด้วยเสียงหัวเราะ ไหนเลยจะได้ยินเสียงร่ำไห้ของคนเก่า เจ้าอย่าเศร้าไปเลย ถึงนางไม่มีคนอื่นในตอนนี้ ในภายภาคหน้านางก็ต้องถูกท่านโจวบังคับให้แต่งงานกับใครสักคนอยู่ดี” นางปลอบโยนบัณฑิตหนุ่ม
“นางอาจแค่รับไว้ตามมารยาทเท่านั้น” หยี่หานพยายามพูดในอีกแง่หนึ่ง ทั้งๆ ที่หัวใจเขาเองก็แทบจะแตกสลาย
“มันก็จริงของเจ้า คุณหนูโจวเป็นหญิงที่เกิดในตระกูลร่ำรวย บิดานางก็เข้มงวด บางทีนางอาจทำเพื่อเอาใจบิดาของนาง แต่จริงๆ แล้วยังรอเจ้าอยูู่่ก็เป็นได้”
คำปลอบโยนนั้นไม่ได้ทำให้หยี่หานรู้สึกดีขึ้นมาเลยสักนิด
เขามองดูปิ่นที่วางเรียงรายตรงหน้าด้วยความเจ็บปวด มันคือสิ่งที่เข้าตั้งใจจะมาซื้อในวันนี้ แต่กลับเป็นสิ่งที่ทำให้เขารู้ว่าหญิงอันเป็นที่รักนั้นมีชายอื่นวอแวอยู่ไม่ห่างกาย
คำโป้ปดของนางทำให้เขารู้สึกท้อว่าที่ทำมาตลอดนั้นมันมีความหมายอันใดเล่า หากสอบได้แต่ว่าไม่สามารถครองคู่กับนางอันเป็นที่รัก แล้วไยเขาต้องทำให้มันลำบากตนเอง สู้เสเพลไปวันๆ ปลูกผักขายเอาตัวเองให้รอดไม่ต้องตรากตรำอ่านตำรา ฝึกคัดลายมือ หรือฝึกเล่นพิณอะไรเยี่ยงนั้น
**********************
เหว่ยฟางกลับไปถึงบ้านแล้วรีบเข้าไปยังห้องนอนของตนโดยมีเสี่ยวหลินติดตามไปด้วย“คุณหนูมันเกิดอันใดขึ้นกันแน่ ท่านมีสัมพันธ์กับคุณชายลู่จริงๆ ใช่หรือไม่เจ้าคะ” นางถามด้วยความห่วงใย“เจ้าต้องปิดเป็นความลับ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป ข้าคงไม่มีหน้าอยู่บนโลกใบนี้” เหว่ยฟางบอกสาวใช้ด้วยน้ำเสียงที่ร้อนใจ เพราะโจวเจาหรูคงไม่ปลาบปลื้มแน่หากรู้ว่านางได้ทำการข้ามกำแพงเจาะรู (ลักลอบเกินเลยกันโดยผู้ใหญ่ไม่รับรู้)“ข้าไม่คิดเลยว่าคุณชายลู่จะทำเช่นนั้น”“ข้าเองก็ไม่คาดคิด จู่ๆ คุณชายลู่ก็จู่โจมเข้าจุมพิตข้า ข้ารู้สึกวาบหวิวไปหมด สุดท้ายจึงต้องนอนนิ่งให้เขากระทำอย่างนั้น” นางเล่าให้แก่เสี่ยวหลินฟัง“คุณหนูไม่ต้องกังวลไปนะเจ้าคะ คุณชายลู่ดูจะรักคุณหนูมาก อย่างไรข้าคิดว่าเขาคงไม่ทอดทิ้งคุณหนูอย่างแน่นอน” นางบอกแก่คุณหนูของตนที่เติบโตมาด้วยกัน“เขาก็บอกข้าเช่นนั้นตอนที่..” เหว่ยฟางหยุดพูดแล้วทำเอียงอาย เพื่อให้รู้ว่าสิ่งที่เกิดขึ้นถึงจะไม่เต็มใจแต่ก็แสนสุขสม“คุณหนูรู้สึกเจ็บหรือไม่เจ้าคะ”“ไม่เลยเสี่ยวหลิน มันช่างมีความสุขเหลือเกิน หากวันใดเจ้าออกเรือนแล้วจะรู้” นางพูดแล้วอมยิ้มให้แก่กันลู่ชิงฟงคือบุตร
เป็นเวลาเกือบเดือนแล้วที่หยี่หานเอาแต่ท่องตำราเป็นอย่างหนัก อีกแค่สองสัปดาห์ก็จะต้องเดินทางไปสอบที่ต่างเมืองแล้ว เขาจึงต้องทบทวนในสิ่งที่เขาคาดว่าจะออกข้อสอบในปีนี้หว่าอิ๋งเห็นเขาเคร่งเครียดอย่างนั้น นางจึงไม่ได้รบกวนเขา แม้กระทั่งอาหารก็ไม่ได้เชิญให้เขาออกมาทาน แต่เตรียมเอาไว้แล้วรออุ่นให้เขายามที่เขาออกมาจากห้องอ่านตำราเท่านั้นหยี่หานไม่ได้สนใจเลยว่าเหตุใดเหว่ยฟางจึงหายเงียบไป เขาเองก็ไม่ได้ไปดักรอนางที่ตลาดเลยในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมานี้ มีแต่หว่าอิ๋งเท่านั้นที่เข้าไปขายผ้าปักในหมู่บ้านอยู่บ่อยครั้ง ส่วนเขาก็เข้าไปแค่ตอนซื้อหมึกกับกระดาษเท่านั้นในตอนค่ำขณะที่หว่าอิ๋งรออุ่นอาหารค่ำให้แก่เขา พอหยี่หานเดินออกมานั่งที่โต๊ะ นางใช้เวลาเพียงครู่เดียวก็ยกอาหารมาวางแล้วคะยั้นคะยอให้เขาทานให้หมด“ทานเยอะๆ นะเจ้าคะ อีกไม่กี่วันก็ต้องเดินทางแล้ว ท่านคงไม่ได้ทานฝีมือข้าไปอีกหลายวัน ท่านต้องคิดถึงอาหารเหล่านี้แน่”“ข้าคงคิดถึงจนไม่มีสมาธิเชียวล่ะ” หยี่หานมองหน้านางเป็นนัยให้รู้ว่าหมายความถึงนางมิใช่อาหาร“แต่ถึงอย่างนั้น ข้ามั่นใจว่าปีนี้ข้าต้องสอบผ่าน”“ข้าก็เชื่อเช่นนั้น คุณชายเป็นคนฉลาด ไห
บัณฑิตหนุ่มเดินไปส่งเหว่ยฟางถึงแค่รั้วบ้านของตน นางจูบลาเขาด้วยจุมพิตที่บางเบาแล้วค่อยๆ เดินห่างออกไปหยี่หานกวาดตามองไปทั่วบ้านแต่ก็ยังไม่เห็นหว่าอิ๋ง จึงเดินค้นหานางรอบบริเวณนั้นแล้วพบว่านางกำลังเอาหญ้าแห้งมาบังลมหนาวให้กับเป็ดของนางอยู่“ทำไมไม่สวมชุดคลุมอีกชั้น อากาศเย็นมากแล้ว เจ้าไม่หนาวหรืออย่างไร” เขาเอ่ยถามนางอย่างห่วงใย“ข้าใช้กำลังยกหญ้าและฟางพวกนี้จนร่างกายรู้สึกอบอุ่นแล้วเจ้าคะ อากาศก็ยังไม่หนาวมาก แค่นี้ข้าทนไหว” นางตอบเขาด้วยรอยยิ้มที่ดูไม่สดใสอย่างเช่นเคย“เรื่องเหว่ยฟาง ข้า..”“คุณชายหิวหรือยังเจ้าคะ ข้าจะได้ไปอุ่นอาหารให้” นางแสร้งทำเป็นไม่ได้ยินว่าเขาจะพูดอันใด แล้วขัดขึ้นมาก่อน“อืม เริ่มหิวแล้ว”“ถ้าเช่นนั้นไปรอข้าที่ด้านในเถิดเจ้าค่ะ ข้าอุ่นอาหารไม่นาน” นางยิ้มให้แก่เขา หยี่หานจึงรั้งตัวนางมาโอบกอด ทำให้หว่าอิ๋งตัวแข็งทื่อด้วยความประหลาดใจ ก่อนที่จะดันตัวออกจากเขา“คุณชาย เนื้อข้าเต็มไปด้วยเศษฝุ่นและหญ้า ท่านอย่าทำเช่นนี้เลย มิเช่นนั้นท่านอาจจะเปรอะเปื้อนไปกับข้า”“เราเข้าไปในบ้านกันเถอะ” เขาไม่ฟังที่นางบอกแล้วประคองนางเข้าไปในบ้านมอบความอบอุ่นจากอ้อมแขนของตนเองใ
หญิงสาวจากตระกูลที่ร่ำรวยเดินกลับไปกลับมาด้วยท่าทีที่ดูกระวนกระวายเมื่อชายคนรักไม่ได้มาพบกับนางตามที่นัดหมาย“หยี่หานไม่เคยผิดนัดข้า” นางพึมพำด้วยความร้อนใจหากแม่ค้าร้านขายเครื่องประทินความงามมิได้โป้ปด หยี่หานอาจจะเห็นนางเดินกับลู่ชิงฟงที่ตลาดเป็นแน่ เขาถึงได้ไม่ยอมมาตามนัดหมายในครานี้“ไม่สิ บางทีเขาอาจจะเคร่งเครียดกับการอ่านตำรา จนลืมนัดของข้า” นางพยายามปลอบใจตนเองตอนนี้กระวนกระวายใจยิ่งนัก ราวกับนั่งอยู่บนพรมเข็มที่ทิ่มแทงให้ไม่เป็นสุขเหว่ยฟางไม่อยากรอเขาอีกต่อไป นางเกรงว่าเสี่ยวหลินจะตามมาหานางที่นี่ จึงตัดสินใจไปหาบัณฑิตหนุ่มที่บ้านของเขาซึ่งใช้เวลาเดินเท้าไปราวหนึ่งก้านธูปชายหนึ่งนางก็มีใจและหวังลาภยศ อีกชายหนึ่งนางก็พึงใจและเห็นถึงความเหมาะสมของฐานะที่ใกล้เคียงกันอีกทั้งบิดาก็สนับสนุนเขา และการที่มีบุรุษทั้งสองให้นางต้องตัดสินใจเลือกในเวลาเดียวกัน ทำให้รู้สึกผยองในเสน่ห์ของตนมิใช่น้อยแต่พอรู้ว่าหยี่หานอาจรู้ว่านางมีอีกหนึ่งทางเลือกจึงทำให้เกิดความกังวลว่าเขาจะถอดใจจากนางไปเสียก่อน จึงต้องรีบไปพบชายคนรักเพื่อพิสูจน์ว่าเขารู้เห็นเรื่องนี้มากน้อยเพียงใดเมื่อไปถึงบ้านของหยี่
เมื่อครบกำหนดเจ็ดวันตามที่เหว่ยฟางนัดแล้ว หยี่หานไม่ได้กระตือรือร้นที่จะออกไปพบกับนางตามนัดหมาย เขาคิดว่าอย่างไรเสียนางก็คงไม่ไป จึงฝึกคัดลายมือในห้องอ่านตำราอย่างตั้งใจ และเอาแต่อมยิ้มเล็กน้อยเมื่อคิดถึงความสุขในช่วงที่ผ่านที่ได้อยู่ชิดใกล้กับหว่าอิ๋งตอนนี้หว่าอิ๋งออกไปที่หมู่บ้านเพื่อนำผ้าที่ปักไปส่งยังร้านขายผ้า อีกไม่นานนางคงกลับมาพร้อมกับของที่นางจะนำมาทำอาหารบำรุงเขาอีกเช่นเคย‘เจ้าช่างทำทุกอย่างเพื่อข้ามากมาย ไม่เคยนึกถึงตัวเองเลยสักนิด ช่างน่าเอ็นดูยิ่งนัก’ หยี่หานมองไปรอบๆ บ้านของตน มันเคยเก่าและทรุดโทรม พอมีนางมาอยู่ด้วยก็กลับมามีชีวิตชีวาอีกครั้ง เป็นบ้านที่สามารถเรียกว่าบ้านอย่างแท้จริงไม่นานนักหว่าอิ๋งก็กลับเข้ามาพร้อมกับเป็ดอีกสองตัวที่จะนำมาเลี้ยงเพิ่ม พร้อมกับเนื้อหมูและเครื่องเทศห่อใหญ่ที่นางซื้อกลับมาด้วยนางเอาเป็ดไปเข้าเล้าแล้วเดินเข้าไปในครัว ไม่ได้ไปแสดงตัวกับเขาเพราะเกรงว่าจะรบกวนสมาธิ แต่หยี่หานก็รู้เพราะได้กลิ่นควันจากฟืนที่นางกำลังก่อไฟเพื่อทำอาหารกลิ่นหอมของเครื่องเทศลอยมาเตะจมูกให้เขารู้สึกอยากทานอาหารที่นางทำแล้ว จึงวางพู่กันในมือลงแล้วเดินเอามือขัดหลั
บรรยากาศในยามเช้าสดชื่นเหมือนอย่างทุกวัน หยี่หานนั่งทานอาหารบนโต๊ะแล้วมองหว่าอิ๋งที่กำลังไล่ต้อนเป็ดด้วยใบหน้าที่ยิ้มแย้มความใกล้ชิดระหว่างเขากับนางนั้นก่อให้เกิดความรู้สึกดีๆ ขึ้นมาอย่างไม่รู้ตัว แม้จะรู้สึกผิดต่อเหว่ยฟาง แต่เมื่อเห็นว่านางเองก็มีใครอีกคน เขาจึงรู้สึกผิดน้อยลง แต่ก็ใช่ว่าจะไม่รู้สึกผิดเลย“ข้าจะตั้งใจสอบ เพื่อให้เจ้าหันกลับมาสนใจข้าแต่เพียงผู้เดียว ให้คุณชายตระกูลลู่ผู้นั้นรู้ว่าบัณฑิตอย่างข้า ไม่จำเป็นต้องเกิดในตระกูลร่ำรวยก็สามารถเด็ดดอกฟ้าอย่างเจ้าได้” เขาพึมพำออกมา รู้สึกอยากเอาชนะลู่ชิงฟงมากกว่าที่ต้องการเหว่ยฟางกลับมาเป็นของตนเองหว่าอิ๋งกลับเข้ามาในบ้านแล้วส่งยิ้มหวานให้กับหยี่หาน“มานี่สิหว่าอิ๋ง” เขาเรียกนางให้เข้าไปหาหว่าอิ๋งคิดว่าเขาทานอาหารเสร็จแล้วนางจึงเดินเข้าไปเพื่อเก็บโต๊ะ แต่พอเดินเข้าไปใกล้หยี่หานก็รั้งตัวนางเข้าไปให้นั่งตักของเขา“คุณชายกัว” นางเรียกชื่อเขาอย่างตกใจและไม่คาดคิดว่าเขาจะทำอย่างนี้กับตน“ทำไม ข้าทำอย่างนี้กับเจ้าไม่ได้รึ” เขาถามนางแล้วยิ้มให้อย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อนทำให้หว่าอิ๋งใจเต้นแรงเป็นอย่างมาก“ข้า..” นางใจเต้นจนพูดอะไรไม่ออก







