ปลายฟ้ากลับบ้านอย่างท้อใจ เพราะวันนี้ยอดขายไม่ค่อยดีเลย
“กลับมาแล้วเหรอยัยตัวดี กลับเอาเสียเช้าแล้วนั่นถืออะไรมา” สุนทรีย์แม่เลี้ยงของเธอเอ่ยทักทันทีที่ลูกเลี้ยงเข้าบ้าน
“ไปขายของมา” ปลายฟ้าตอบสั้นๆ เพราะไม่อยากเสวนาด้วย
“ขายอะไร เมื่อไหร่จะได้เงินมิสู้จับผู้ชายรวยๆไม่ดีกว่าหรือ” สุนทรีย์พูดเผื่อนางจะคิดได้ แล้วช่วยให้ที่บ้านได้กลับมาเฟื่องฟูเช่นเดิม หน้าตาของปลายฟ้านับว่าเป็นคนสวยคนหนึ่ง แต่ติดที่เธอไม่ใช่ลูกแท้ๆของสุนทรีย์พูดมากไปก็ไม่ดีนัก
ปลายฟ้าไม่อยากฟังอะไรต่อ จึงเดินเข้าห้องนอนไป วางเคสโทรศัพท์ไว้ในห้องแล้วขึ้นเตียงทรุดลงนอน มันง่วงและเครียดเกินกว่าจะถ่างตาได้ เธอหลับลงด้วยความเหนื่อยล้า
สุนทรีย์เมื่อใกล้ได้เวลานัดระหว่างเธอและโอฬาร เธอจึงรีบออกไปพบเขาโดยไม่ลืมลากนิติกรพ่อของปลายฟ้าไปด้วย สุนทรีย์เข้าห้องไปด้วยความตื่นกลัว เพราะไม่มีคำตอบที่ดีให้กับโอฬาร
“มากันแล้วเหรอ นั่งสิ” โอฬารที่กำลังรอลูกหนี้อย่างสุนทรีย์ นึกแปลกใจที่คราวนี้ควงสามีหน้าโง่มาด้วย
“พวกเรามีข้อเสนอมาต่อรอง” สุนทรีย์เริ่มเปิดก่อน ไม่รอให้โอฬารได้สักถาม
“ว่ามา”
“พวกเราขอพลัดผ่อนสักระยะ จะรีบหาเงินมาคืนแน่นอน”
“พลัดมากี่ครั้งแล้วคุณสุนทรีย์” โอฬารควักปืนขึ้นมาเช็ดเบาๆ แล้วก็วางลงเบาโต๊ะ
ปึ๊ง!!!
“คุณโอฬารใจเย็นๆ ก่อนนะคะ” สุนทรีย์รีบเอ่ยขึ้นเมื่อเห็นปืนมาวางตรงหน้า
“ผมว่าผมใจเย็นกับพวกคุณมานานแล้วนะ หากว่าใจร้อนป่านนี้พวกคุณคงไม่มานั่งพูดแบบนี้หรอก” โอฬารใช้สายตาเฉียบคมมองไปยังทั้งคู่ที่นั่งอยู่ตรงข้าม
“คุณโอฬารครับ ผมยังมีบ้านอยู่ แต่ว่าต้องใช้เวลาในการประกาศขาย ยังไงคุณโอฬารช่วยยืนระยะเวลาออกไปอีกสักนิดนะครับ” นิติกรที่ฟังอยู่อดรนทนไม่ไหว ยื่นข้อเสนอสุดท้ายขึ้น บ้านเป็นเพียงสิ่งเดียวที่เขาคิดจะเก็บไว้ให้ลูกสาวคนเดียวของเขา เนื่องจากเขาสร้างในช่วงมีเงินบ้านจึงค่อนข้างใหญ่ แต่บัดนี้เหลือเพียงบ้านกับเฟอร์นิเจอร์ไม่กี่ชิ้นที่จำเป็น ทุกสิ่งล้วนนำออกขายนำเงินไปให้กับสุนทรีย์จนหมด
“หลักประกัน” โอฬารพูดสั้นๆ หากเป็นบ้านใช่แต่มันมีมูลค่าเกินกว่าจำนวนเงินที่กู้ไป อีกอย่างเรื่องนี้นิติกรไม่จำต้องช่วยเหลือ เขาก็จะไม่ยุ่งอยู่แล้ว เขาเพียงแต่อยากให้ผู้หญิงตรงหน้าได้รับรู้รสชาติความเห็นแก่ตัวจนทำให้ครอบครัวพังพินาถ แต่ไม่คิดว่าผู้ชายคนนี้ยังดึงดันเก็บเธอไว้
“ลูกสาว เราเอาลูกสาวมาให้ทำงานกับคุณก่อนได้ไหมค่ะ” สุนทรีย์นึกขึ้นได้ หากขายบ้านไปเธอจะอยู่อย่างไร แล้วอีกอย่างบ้านเปรียบเสมือนหน้าตาทางสังคมของเธอที่ยังคงรักษาไว้ได้ หากขายบ้านทุกคนก็รู้ว่าเธอถังแตกแล้ว คงไม่มีหน้าไปออกงานอีก
“ไม่ได้คุณ ปลายฟ้ายังเด็ก” นิติกรไม่ยอมให้ลูกสาวมาตกระกำลำบากแน่นอน
“คุณคะ” สุนทรีย์รีบปรามให้นิติกรเลิกพูด
“หากลูกสาวเราอยู่ในมือคุณ คุณก็ไม่ต้องกลัวว่าเราจะเบี้ยว ยังไงเราก็จะหาเงินมาคืนคุณแน่นอน” สุนทรีย์พูดเป็นต่อยหอยโน้มน้าวให้โอฬารเชื่อ
“ลูกสาว!!” โอฬารมองหน้านิติกรเพื่อจะถามว่าแน่ใจหรือ
“ใช่ค่ะ” สุนทรีย์รีบบอก
“ผมไม่ได้ต้องการคำตอบจากคุณ” โอฬารตะหวาดแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างสุนทรีย์ ที่คิดเอาตัวรอดโยนให้คนอื่นมารับกรรมแทน
“ลูกสาวผมอายุใกล้สิบเก้าเองครับคุณโอฬาร ถ้าคุณกรุณาผมอยากให้เธอได้เรียนต่อ อย่าเอาเธอไปเลยนะครับ” นิติกรที่ยังไม่อยากให้ลูกสาวมาเกี่ยวพันกับเรื่องนี้
โอฬารพยักหน้าให้คนหาข้อมูลเกี่ยวกับลูกสาวของโอฬาร ไม่นานนักลูกน้องคนสนิทก็ส่งแท็บแลตให้เขาดูหน้าตาของปลายฟ้า ลูกสาวของนิติกร เขามองสลับกับมองนิติกร นึกอนาถใจแทนผู้ชายคนนี้ แถมลูกสาวยังสวยเสียด้วย
“ตกลง” โอฬารรีบตกลงทันทีเพราะว่าเขารู้มาว่า สุนทรีย์เริ่มเข้าไปพัวพันกับพวกแม่เล้าที่ส่งเด็กสาวให้กับคนมีชื่อเสียงและคนร่ำรวย ที่อยากได้เด็กๆไปเป็นนางบำเรอเพื่อความสุข หากปล่อยให้ปลายฟ้าอยู่กับสุนทรีย์และพ่อที่หัวอ่อนอย่างนิติกร ไม่แคล้วเด็กสาวคนนี้คงได้เป็นเหยื่อแม่เลี้ยงใจร้ายอย่างสุนทรีย์แน่นอน
เขาถอนหลายใจอย่างไม่เข้าใจนัก เหตุใดแค่ความรักทำให้คนตาบอดเพียงนี้เชียวหรือ ยิ่งไล่ดูไทม์ไลน์ในเฟสบุ๊คและไอจีของเธอ ล้วนแต่
โพสขายสิ้นค้าโน้นนี่สารพัด แต่มีพ่อไร้สติแบบนี้ใช้ได้ที่ไหนกัน
“พรุ่งนี้ให้เธอเก็บข้าวของมาที่บ้านของฉัน ทำงานรับใช้ฉันทุกอย่างจนกว่าคุณจะเอาเงินมาคืนจนครบ เธอจึงจะออกไปได้ แต่ผมไม่คิดว่าจะให้เธออยู่เป็นคนงานตลอดไป สามเดือนระหว่างนี้คุณต้องหาทางเอาเงินคืนมาให้ได้ หากไม่นอกจากลูกสาวคุณผมจะไม่คืนให้แล้ว คุณทั้งสองคนยังต้องชดใช้หนี้ผมเป็นสองเท่า” โอฬารขู่ดักไว้ก่อน คนอย่างสุนทรีย์ไม่มีทางที่จะหาเงินมาคืนง่ายๆ หากไม่มีข้อตกลง
“ร่างสัญญา” เขาส่งให้ทนายร่างสัญญา สัญญาของเขาไม่เคยได้คิดดอกเบี้ยแพง ทำตามกฎหมายทุกอย่างถ้าไม่ใช่คนโลภอย่างสุนทรีย์ คงมีปัญญาทยอยคืนเขาได้
เมื่อลงสัญญาเสร็จแล้ว ทั้งนิติกรและสุนทรีย์ก็ตรงกลับบ้าน วันนี้ปลายฟ้าไม่ได้ออกไปขายของข้างนอก เธอนั่งแพ็คของส่งทางไปรษณีย์ให้กับลูกค้าที่สั่งซื้อทางออนไลน์
“พ่อกลับมาแล้วเหรอค่ะ” ปลายฟ้าทักผู้เป็นพ่อที่เดินหน้ายุ่งเข้ามาในบ้าน
“พ่อมีอะไรจะคุยกับลูก” นิติกรเอ่ยกับลูกสาว
สุนทรีย์เดินหลบไปปล่อยให้พ่อกับลูกคุยกัน เธอเองก็มีส่วนผิดที่ทำให้ลูกเลี้ยงสาวต้องมารับกรรม แต่ครั้งนี้มันเกินที่เธอจะควบคุมไว้ได้ โอฬารไม่พิศวาสในตัวเธอเหมือนพวกเสี่ยหน้าโง่ทั้งหลาย หากเธอรู้เช่นนี้คงไม่คิดหยิบยืมเงินกับเขาตั้งแต่แรก
“พ่อมีอะไรหรือค่ะ” ปลายฟ้าละจากงานที่ทำอยู่แล้วเดินไปหาผู้เป็นพ่อ
“พ่อเป็นหนี้คุณโอฬารห้าล้าน พ่อไม่มีปัญญาจะหาเงินคืน ดังนั้นพ่อจึงรับปากเขาภายในสามเดือน ต้องหาเงินมาคืนให้ได้” นิติกรเกริ่น
“พ่อค่ะเงินตั้งห้าล้านนะค่ะ” ปลายฟ้าตกใจเหตุใดจึงเป็นหนี้มากมาย ทั้งที่พ่อก็ไม่ได้เอาเงินมาทำอะไรเพิ่มเติมสักนิด เงินทองใช้ส่วนตัวของเธอ เธอก็หาเงินเอง
“แต่เขามีข้อแม้ว่าต้องมีหลักประกัน”
“อะไรเหรอค่ะพ่อ” ปลายฟ้าถามอย่างอยากรู้
“น้าสุนทรีย์เขาเสนอให้ลูกไปทำงานที่บ้านคุณโอฬารก่อน ระหว่างที่พ่อกับน้าสุนทรีย์หาเงินมาใช้ หากไม่เช่นนั้นเขาจะดำเนินคดีกับครอบครัวเรา” นิติกรบอกลูกสาวด้วยความเจ็บปวดใจนัก
“โถ...พ่อค่ะ” ปลายฟ้าช็อคกับเรื่องราวที่เพิ่งรับรู้ เธอไม่คิดว่าจะมีเรื่องเช่นนั้น เธอพยายามทำตัวไม่เป็นภาระใครแล้ว แต่ว่ายังมีเรื่องมาให้เธอจนได้
“หากลูกไม่ยินดีก็ได้นะ พ่อจะไปบอกเขาเองพ่อยินดีให้เขาดำเนินคดี” นิติกรพูดกับลูกสาวทั้งน้ำตา เขาเองก็ไม่อยากให้ลูกสาวต้องมาลำบาก
“ไม่เป็นไรค่ะพ่อ หนูจะช่วยพ่อเอง” ปลายฟ้าที่ทนเห็นบิดาอันเป็นที่รักต้องทนทุกข์ไม่ได้ เธอค่อนข้างเข้มแข็งแค่ไปทำงานบ้านเขา เธอทนได้อยู่แล้ว
“ปลายฟ้าลูก!!!” สองพ่อลูกกอดคอกันร้องไห้ระงม
ปลายฟ้ารีบแพ็คของ แล้วก็เก็บเสื้อผ้าของตัวเองใส่กระเป๋าเดินทาง ต้องอยู่ที่อื่นสามเดือน เธอจำเป็นต้องเอาของไปให้เพียงพอ คงไปเป็นคนรับใช้ในบ้านของเจ้าหนี้เท่านั้น เธอคิดในใจ
เมื่อส่งของให้กับลูกค้าเสร็จแล้ว ปลายฟ้าก็นั่งรถมากับผู้เป็นพ่อ โดยเธอเงียบมาตลอดทาง นิติกรเองก็กล่ำกลืนฝืนทนมาส่งลูกสาว เพราะว่ามันจำเป็นเขาจึงต้องทำ เขาไม่อยากทำอย่างนี้เลย
“พ่อค่ะปลายจะอดทนค่ะ พ่อไม่ต้องเป็นห่วง” ปลายฟ้าบอกผู้เป็นพ่อให้สบายใจ เพราะเธอเองก็จะไม่ยอมแพ้เช่นกัน
ปลายฟ้าหยุดยืนอยู่หน้าประตูบ้านหลังใหญ่ เธอคิดว่าบ้านเธอก็ใหญ่แล้ว แต่นี่บ้านของเจ้าหนี้ใหญ่อย่างกับพระราชวัง
เธอหยุดยืนรอเพียงครู่เดียว ประตูบานใหญ่ก็เปิดออกอย่าง
อัตโนมัติ เพราะว่าคนในบ้านมองเห็นจากกล้องวงจรปิดแล้วว่ามีคนมายืนรออยู่
เธอเดินเข้าไปอย่างกล้าๆกลัวๆ ทั้งยังลากกระเป๋าอันหนักอึ้งเข้าไปในตัวบ้านหลังใหญ่
“มาแล้วเหรอปลายฟ้า” ชายหนุ่มวันนี้เขากลับบ้านมารอเธออยู่ก่อนแล้ว เพราะเมื่อคืนเพียงรู้ข้อมูลทั้งหมดของเธอก็รีบแจ้นกลับมาทันที ทั้งที่เมื่อก่อนนานทีจะกลับบ้านสักหน
“สวัสดีค่ะ คุณคือคุณโอฬารหรือเปล่าค่ะ” ปลายฟ้ายกมือไหว้อย่างสวยงาม เธอเป็นคนที่มีมารยาทเพราะแม่เธอสั่งสอนมาดี แม้สุนทรีย์จะร้ายกาจแค่ไหน คำน้อยจากปากเธอก็ไม่มีร่วงหล่น
“ใช่ฉันนี่แหละโอฬาร” ชายหนุ่มบอกเธอด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม นี่เธอนอกจากสวยแล้ว กิริยามารยาทยังงามพร้อมทั้งยังขยันทำงานอีก แล้วเขาก็จำเธอได้ เด็กสาวที่ยืนขายเคสมือถือกลางดึกวันนั้นคือเธอนั่นเอง
“คุณให้ฉันทำงานอะไรบ้างค่ะ บอกฉันมาได้เลยค่ะ” ปลายฟ้าถามถึงงานของเธอทันที เพราะว่าพ่อบอกว่าให้มาทำงานให้กับเขา
“เธอไม่รู้สึกเสียใจเลยงั้นเหรอ” โอฬารนึกแปลกใจ หากเป็นคนอื่นคงร้องไห้ฟูมฟายกับชะตากรรมไปแล้ว
“ฉันแค่ยอมรับมันค่ะ” ปลายฟ้าบอกสั้นๆ แม้ว่าเธอจะไม่ชอบการกระทำของสุนทรีย์ที่ทำให้พ่อเธอต้องมาเดือดร้อน แต่ทว่าเธอก็ทนให้พ่อเธอต้องโดนดำเนินคดีไม่ได้เช่นกัน
“ทำทุกอย่างที่ฉันสั่งก็พอ” โอฬารบอกกว้างๆ เพราะเขาก็ไม่คิดจะให้เธอมาทำงานอะไร เพียงแต่เอาเธอมาเป็นตัวประกันเท่านั้น
“ฉันมีเรื่องอยากขอร้องเรื่องหนึ่งค่ะ” ปลายฟ้าเอ่ยขึ้น
“ว่ามา”
“คือฉันขายของออนไลน์ หากไม่เป็นการรบกวนคุณฉันขอทำต่อได้ไหม เพื่อที่จะได้หาเงินมาคืนคุณได้ไวขึ้น แต่จะไม่รบกวนการทำงานระหว่างวันให้คุณแน่นอนค่ะ”
“อืม...ฉันอนุญาต” โอฬารตอบแบบไม่ต้องคิดเลย
“ถ้าอย่างนั้นฉันพักห้องไหนค่ะ”
“ห้องด้านบน ใกล้กับห้องของฉันปีกซ้าย เผื่อกลางคืนฉันมีเรื่องให้เธอช่วยจะได้เรียกง่ายๆ บางทีกลับมืดอาจจะให้เธอนวดผ่อนคลายให้ฉันหน่อย” เขาเน้นคำว่านวดผ่อนคลาย แต่คิดว่าเธอคงไม่เข้าใจความหมายของมัน
“ได้ค่ะ” ปลายฟ้ายังเด็กเกินกว่าจะเข้าใจอะไรพวกนั้น เธอรับคำไปอย่างไม่รู้ชะตากรรมเลย