Masuk“คุณพูดว่าอะไรนะคะมัทได้ยินไม่ชัด” ขณะที่เอ่ยถามก็ยังคงนั่งอยู่บนตักเขา
“ผมบอกว่าผมชอบ” เขาเน้นย้ำอีกครั้งด้วยเสียงดังฟังชัด ไม่เพียงเท่านั้นเขายังกระชับอ้อมแขนที่โอบรัดรอบตัวเธอให้แน่นขึ้นอีกด้วย
คำตอบของเขาทำให้หญิงสาวถึงกับอ้าปากค้าง ก่อนจะแปรเปลี่ยนเป็นความเขินอายจากคำพูดของเขา ทำให้ใบหน้าของมัฑณาวีร้อนผ่าว และกลายเป็นสีชมพูระเรื่อขึ้นมาทันตาเห็น เมื่ออีกฝ่ายแสดงความเจ้าชู้ของผู้ชายออกมา
เธอไม่ค่อยคุ้นเคยกับสิ่งเหล่านี้เท่าใดนัก เพราะตั้งแต่เด็กจนโตเธอมักจะถูกสั่งสอนให้เป็นคนรักนวลสงวนตัว
ซึ่งเธอก็ยึดถือคำสอนเหล่านั้นของแม่และยายมาโดยตลอด ไม่เคยปล่อยให้ผู้ชายเข้าถึงเนื้อถึงตัวในลักษณะเช่นนี้ได้ง่าย ๆ แต่ไม่รู้ทำไม่ถึงไม่ได้นึกรังเกียจอ้อมแขนของเขาอย่างที่ควรจะเป็น ตรงกันข้ามเธอกลับรู้สึกอบอุ่นยามเมื่อได้อยู่ในอ้อมแขนของเขาด้วยซ้ำ การกระทำของเขาจะตั้งใจหรือไม่ก็ตาม
แต่เขาจะรู้ตัวไหมว่ากำลังทำให้เธอรู้สึกเขินอายจนแทบจะม้วนตัวลงไปกองอยู่ที่พื้น ความรู้สึกเช่นนี้มันห่างหายจากเธอไปนานมากแล้ว นานจนจำแทบไม่ได้ว่าครั้งสุดท้ายที่เธอเขินอายในลักษณะเช่นนี้เคยเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร
“คุณอายเหรอมัท หน้าคุณแดงมากเลยนะรู้ตัวไหม”
อีตาบ้า! รู้แล้วยังจะมาแกล้งถามให้เราวางหน้าไม่ถูกอีก เธอแอบนึกนินทาเขาอยู่ในใจ
มัฑณาวีกระแอมก่อนจะยกมือกุมแก้มที่ร้อนผ่าวของตนเอง จากนั้นก็พูดแก้ต่างให้ตัวเองซึ่งมันไม่เข้าท่าเลยสักนิด
“สงสัยมัทคงจะร้อนก็เลยหน้าแดงอย่างที่คุณเห็น”
“ร้อน...ให้ผมปรับลดอุณหภูมิแอร์ให้เอาไหม คุณจะได้หายร้อน” ติณณภพกระซิบถามที่ข้างหูเธอ
แววตายามที่เขามองเธอนั้นดูจะล้อเลียนเธออยู่ในที ไม่ว่าจะเป็นแววตาล้อเลียนหรือลมหายใจอุ่น ๆ ของเขา ทำให้มัฑณาวีหน้าแดงมากขึ้นกว่าเดิมหลายเท่า เธอตัวแข็งขึ้นทันตาพร้อมกับรีบปฏิเสธปากคอสั่น
“ไม่เป็นไรค่ะ มัทกลับก่อนดีกว่าค่ะ กลับช้าลียาจะเป็นห่วง” หญิงสาวพูดพร้อมกับรีบลุกขึ้นยืน
เธอแอบถอนหายใจออกมาอย่างโล่งอกที่เขายอมปล่อยตัวเธอให้เป็นอิสระ ใจจริงติณณภพเองก็ยังไม่อยากปล่อย และอยากที่จะแกล้งเธอมากกว่านี้อีกนิด เขารู้สึกมีความสุขเมื่อเห็นอีกฝ่ายเขินอาย หน้าแดงกับการกระทำของเขาจนปิดไว้ไม่มิด
แต่ที่ต้องปล่อยเธอเพราะเกรงว่าขืนแกล้งเธอมากกว่านี้ เธอจะอายจนม้วนตัวลงไปกองอยู่กับพื้นมากกว่า
“มัทกลับก่อนนะคะ”
เขาเดินตามมาส่งเธอที่หน้าประตู ตอนแรกว่าจะเดินไปส่งที่รถแต่หญิงสาวห้ามไว้
“ส่งมัทแค่นี้ก็พอค่ะ มัทกลับเองได้”
“แน่ใจ”
หญิงสาวพยักหน้าแทนคำตอบ ก่อนที่เธอจะเดินไปเธอเอื้อมไปจับมือเขาไว้ทั้งสองข้างอย่างสนิทสนม
“ขอบคุณนะดิน”
“สำหรับอะไร”
“ทุกอย่าง โดยเฉพาะเรื่องที่คุณรับปากจะเป็นคู่ควงของมัทไปงานเลี้ยงรุ่นแทนคุณติณณ์”
“อันที่จริงคุณให้ผมสวมรอยเป็นเขา”
“ก็เหมือนกันนั่นแหละ เพราะคุณมัทถึงได้โล่งใจเหมือนยกภูเขาออกจากอก”
“ถ้าเป็นแบบนั้นจริงมันคงดูโล่งพิลึกเลยนะว่าไหม”
“พูดอะไรน่ะดิน ทะลึ่งใหญ่แล้วนะ” เธอทุบไปที่ไหล่ของเขา
แล้วทั้งคู่ก็หัวเราะออกมาพร้อมกัน มัฑณาวีตวัดตาคมค้อนเขาที่เขาบังอาจพูดอะไรสองแง่สามง่ามกับเธอแบบนี้
“มัทไปนะ ถึงบ้านแล้วจะไลน์มาบอกคุณจะได้ไม่เป็นห่วง”
“ขับรถดี ๆ”
หญิงสาวโบกมือให้เขาพร้อมรอยยิ้มที่สดใส ก่อนจะลงลิฟต์ไปชั้นที่ต้องการ
โดยไม่ทันได้สังเกตเห็นใครบางคนที่เดินตรงไปยังห้องของชายหนุ่มที่เธอจากมา
“คุณมัทกลับไปแล้วเหรอ”
“ใช่ เข้ามาก่อนสิ”
ภูมิระพีตอบรับคำเชิญด้วยการเดินตามเพื่อนรักเข้าไปในห้องโดยไม่ลืมที่จะปิดประตู
“เธอเป็นยังไงบ้าง”
“ก็เศร้าหลังจากได้ยินคำปฏิเสธของนาย”
“นายก็เลยปลอบใจเธอ”
“เปล่า ฉันปลอบใจใครไม่เป็นหรือนายไม่รู้”
ภูมิระพียิ้ม เขารู้ดีกว่าใครในเรื่องนั้น ในวันที่เขาต้องสูญเสียบิดามารดา
ติณณภพเป็นคนที่อยู่เคียงข้างเขาตลอดเวลาไม่ยอมห่าง ไม่มีคำพูดปลอบใจหลุดออกมาจากปากติณณภพเลยสักคำ แถมยังบอกว่าพูดปลอบใจใครไม่เป็น ทำได้เพียงอยู่เคียงข้างในเวลาที่เขาต้องการ แต่เพียงแค่นั้นมันก็มากพอ
“นั่นสินะ แล้วนายรู้ไหมว่าเธอจะแก้ไขปัญหานี้ยังไง”
“ลองเดาดูสิ”
“ฉันเดาไม่ถูกหรอกนายเฉลยมาเลยดีกว่า ฉันจะได้ไม่ต้องเสียเวลาเดา”
พระเจ้า...เธอช่างหอมหวาน...หวานไปทั้งเนื้อทั้งตัว ริมฝีปากเธอแยกออกเล็กน้อย แต่ความเคลื่อนไหวนั้นบอกความลังเล ราวกับว่าเธอยังคงกำลังตัดสินใจ ติณณภพดึงเธอเข้ามาใกล้ยิ่งขึ้น เขาจุมพิตเธอเนิ่นนานพร้อมกับสอดแขนใต้เข่าและแผ่นหลังเธอ อุ้มเธอขึ้นมาอย่างงายดายก่อนจะวางตัวเธอลงบนเตียงนอน ตรึงข้อมือเธอไว้อย่างอ่อนโยน ใช้เพียงริมฝีปากเพื่อทำให้เธอตื่นเต้น เขาและเล็มใบหูและซอกคอหอมกรุ่นนุ่มละมุนเรื่อยมาจนถึงฐานลำคอ เสียงครางด้วยความสุขติดอยู่ในลำคอของเธอ ความรู้สึกของมัฑณาวีหมุนคว้าง แต่ก็รับรู้ถึงแรงสั่นสะท้านที่แล่นลงสู่ทุกเส้นประสาทของเรือนกาย ทั้งหมดนี้เกิดจากสัมผัสรักที่เขามอบให้ เธอต้องหยุดเขาก่อนที่ทุกอย่างจะเลยเถิดมากไปกว่านี้ “เราทำแบบนี้ที่นี่ไม่ได้นะคะติณณ์ คุณยายอยู่ที่นี่ด้วย” ติณณภพผละจากร่างบางไปนอนหงายอยู่ข้างตัวเธอ ไม่ง่ายเลยที่จะสะกดกลั้นความต้องการของตัวเอง “จริงของคุณ ทุกคนกำลังรอเราอยู่ พ่อผมก็ด้วย” “คุณพ่อก็มาที่นี่ด้วยเหรอคะ” “ผมชวนท่านมาเอง ป่านนี้ทุกคนคงรอกันแย่แล้ว”
หลังจากที่ได้ระบายความอัดอั้นในใจออกมาจนหมดสิ้น เธอก็ยอมที่จะฟังคำแก้ตัวจากปากของเขา ยอมให้เขาได้อธิบาย “ก็อธิบายมาสิว่าคุณมีเหตุผลอะไรที่ทำให้คุณไม่เชื่อใจฉัน” “ไม่ใช่ผมไม่เชื่อใจคุณนะมัท ผมเชื่อใจคุณมาตลอด ไม่มีสักครั้งที่ผมจะสงสัยในตัวคุณ เพียงแต่ผมต้องทำแบบนั้นเพื่อให้อดิศรตายใจ เขาจะได้ไม่ไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะดำเนินการตามกฎหมาย” “คุณรู้ว่าเขาเป็นคนยักยอกเงินบริษัท” “และก็รู้ด้วยว่าเขาสร้างหลักฐานเท็จมาใส่ร้ายป้ายสีผู้หญิงที่ผมรัก” “แต่คุณก็ยังทำเหมือนว่าเชื่อคำพูดของเขาและปรักปรำผู้หญิงที่คุณบอกว่ารัก” “มันจำเป็นน่ะมัท ถ้าผมไม่ทำแบบนี้อดิศรก็อาจจะหลุดรอดไปได้เหมือนอย่างคราวที่แล้วอีก” “ทำไมคุณถึงไม่บอกฉัน” “ถ้าผมบอกคุณ ๆ ก็อาจจะทำพิรุธให้อดิศรสงสัย เขาอาจจะไหวตัวหนีไปก่อนที่เราจะมีหลักฐานไปจับตัวเขาไว้ได้ หรือไม่เขาก็อาจจะจับตัวคุณไว้เพื่อมาต่อรองกับผม และไม่ว่าเขาจะเรียกร้องอะไรผมคงยอมทุกอย่างเพื่อแลกกับตัวคุณ ผมรักคุณนะมัท รักมาก และจะไม่ยอมเสียคุณไปเด็ดขาด”
ในเวลาเดียวกันนั้นเอง ติณณภพเดินเข้าไปในห้องนอนของหญิงสาวที่เขารัก โดยไม่ได้ทำเสียงกระโตกกระตาก เขาพบว่าเธอกำลังยืนเหม่อมองออกไปนอกหน้าต่าง และยังไม่มีทีท่าจะรู้ตัวว่ามีคนบุกรุกเข้ามาภายในห้อง ติณณภพเดินตรงเข้าไปสวมกอดมัฑณาวีไว้จากทางด้านหลัง พร้อมกับจูบไซ้ซอกคอเธอด้วยความคิดถึง หญิงสาวตกใจที่ถูกจู่โจมอย่างกะทันหัน แต่เมื่อเห็นว่าใครเป็นคนทำก็รีบสลัดตัวออกจากอ้อมกอดเขา พร้อมกับหันมายืนเผชิญหน้า เธอจ้องมองเขาอย่างกับจะกินเลือดกินเนื้อ “คุณเข้ามาได้ยังไง ใครให้คุณเข้ามาที่นี่” “คุณยายอนุญาตผมแล้ว และห้องของคุณก็ไม่ได้ล็อคผมก็เลยเดินเข้ามา” “ออกไป” เธอเอ่ยปากไล่เขาซึ่งหน้า “ไม่” “ฉันบอกให้คุณออกไปจากห้องของฉันเดี๋ยวนี้” เพราะความโกรธทำให้เธอเปลี่ยนสรรพนามที่ใช้แทนตัวเอง “ผมจะไม่ยอมก้าวออกไปไหนทั้งนั้นถ้าเรายังคุยกันไม่รู้เรื่อง” “ความจำเสื่อมหรือไง เราเลิกกันแล้ว ระหว่างเราไม่มีอะไรต้องคุยกัน ถ้าไม่ออกไปอย่าหาว่าฉันไม่เตือน” “เอาเลยมัท อยากทำอะไรก็ทำเลย แต่ผมจะไม่ยอมก้า
ติณณภพชวนบิดาและภูมิระพีให้เดินทางไปที่ไร่ห่มรัก เพราะจะไปปรับความเข้าใจกับมัฑณาวี และไม่ลืมที่จะโทรศัพท์ไปบอกภาคินถึงเรื่องนี้ “พิซซี่กับลียาก็กำลังจะเดินทางไปที่นั่น แล้วเจอกัน ยังมีเรื่องที่เราต้องต่อว่าคุณเยอะเลย แต่ตอนนี้มีภารกิจที่สำคัญมากกว่านั้น” “คุณจะเป็นแนวร่วมให้ผมใช่ไหม” “แน่นอน แต่คุณต้องสัญญากับพวกเราว่าจะไม่ทำให้มัทเจ็บเจียนตายแบบนี้อีก” “ผมสัญญา แล้วเจอกันที่ไร่ห่มรักนะครับ” ระหว่างทางภูมิระพีได้เอ่ยปากขอโทษเพื่อนรัก “ขอโทษนะที่ฉันเข้าใจนายผิด หลงต่อว่านายเสียตั้งมากมาย แต่ถ้านายเป็นฉัน แล้วเห็นคุณมัทร้องไห้เสียใจมากแค่ไหนกับการกระทำของนาย ๆ ก็คงทำแบบที่ฉันทำเหมือนกัน” “มัทเสียใจมากเลยเหรอ” “แค่พูดว่าเสียใจยังน้อยเกินไปด้วยซ้ำ ที่ถูกต้องพูดว่าหัวใจแตกสลายมากกว่า เธอร้องไห้น้ำตาแทบเป็นสายเลือด แม้แต่คุณพิซซี่ยังบอกว่าตั้งแต่รู้จักกันมา ไม่เคยเห็นคุณมัทเสียใจกับเหตุการณ์ไหนมากเท่านี้มาก่อน นายเตรียมทำใจไว้ได้เลยอะไร ๆ อาจจะไม่ง่ายอย่างที่คิด” “ฉันทำใจไ
ความเสียใจจากชายที่มัฑณาวีหลงรัก ทำให้เธอกลับมาพักอยู่กับคุณยายที่ไร่ห่มรัก แม้จะพยายามทำตัวให้ร่าเริงเหมือนปกติ แต่ก็ยังไม่สามารถรอดพ้นสายตาของคนที่ผ่านร้อนผ่านหนาวมาก่อนอย่างกานดาไปได้ เธอรู้ดีว่าหลานสาวทุกข์ใจเพียงแต่พยายามทำตัวให้ร่าเริง เพราะไม่อยากให้เธอต้องทุกข์ใจตามไปด้วย กานดารอคอยให้เวลาผ่านไปสักพักโดยไม่ถามอะไรที่จะไปสะกิดแผลใจของหลาน รอให้สบโอกาสจึงได้เอ่ยปากถาม “มัทมีอะไรจะเล่าให้ยายฟังไหมลูก” ความเงียบเริ่มเข้าครอบงำ มัฑณาวีไม่อยากโกหกผู้เป็นยาย แต่ก็ไม่อยากเล่าเรื่องทุกข์ใจของตัวเองให้ท่านฟัง ด้วยเกรงว่าท่านจะร้อนใจตามไปด้วย “บอกยายได้ไหมว่าอะไรทำให้มัทเศร้าและทุกข์ใจมากอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน” กานดาเอ่ยถามพร้อมกับลูบผมของหลานด้วยความรักใคร่ “คุณยายรู้ได้ยังไงคะ” เธอเอ่ยถามเสียงแผ่วเบา “มัทเป็นหลานของยาย ยายเลี้ยงมัทมากับมือ มีหรือที่จะไม่รู้ว่ามัทแปลกไป แม้ว่ามัทจะพยายามทำตัวให้ร่าเริง เพื่อปกปิดเรื่องเศร้าโศกเสียใจของตัวเอง แต่มัทปิดยายไม่ได้หรอกลูก ที่ยายไม่ถามทันทีเพราะอยากให้มัทมีเ
“ตอบพ่อมาตามความรู้สึกที่แท้จริงของติณณ์ ลูกเชื่อจริง ๆ เหรอว่ามัททำ” “ผมกำลังตรวจสอบอยู่ครับ” “ไม่เอาการตรวจสอบ พ่ออยากรู้ความรู้สึกของติณณ์” ติณณภพนิ่งไปพักใหญ่ ใช่ว่าเขาเองไม่เสียใจแต่จำเป็นต้องทำ แม้ไม่มีใครเข้าใจก็ไม่เป็นไร เมื่อความจริงถูกเปิดเผยทุกคนก็จะรู้เอง เขาได้แต่หวังว่าเมื่อเวลานั้นมาถึง คนที่เคยโกรธเคืองเขาจะยอมเข้าใจและให้อภัย เขาสบตาบิดาก่อนจะเอื้อนเอ่ยวาจา “ผมยังยืนยันที่จะทำให้ความจริงปรากฏ และไม่ว่าใครก็ตามที่ทำผิดก็ต้องได้รับโทษตามกฎหมาย” ติณณภพยังคงปากแข็งอยู่ดี แต่แววตาของเขาบ่งบอกให้ไตรภพรู้ว่าลูกเองก็ทุกข์ใจกับเรื่องนี้ ความรู้สึกที่ติณณภพมีก็คงจะไม่แตกต่างไปจากที่มัฑณาวีรู้สึก คือเสียใจและทุกข์ใจไม่ต่างกัน “พ่อจะบอกอะไรให้นะติณณ์ คนรักกันจำเป็นจะต้องมีความไว้เนื้อเชื่อใจกัน นั่นคือสิ่งสำคัญ ถ้าไม่มีสิ่งนี้ชีวิตรักก็จะไปกันไม่รอด ไม่ว่าจะตั้งใจหรือไม่ตั้งใจติณณ์ก็ได้ทำให้มัทรู้ว่าติณณ์ไม่เชื่อใจเธอ คนเราถ้าสูญเสียความรู้สึกดี ๆ ที่เคยมีต่อกันไปแล้ว มันก็ยากที่จะประส




![ม่านรักไฟเสน่หา NC30+ [โคแก่กินหญ้าอ่อน]](https://www.goodnovel.com/pcdist/src/assets/images/book/43949cad-default_cover.png)


